อุรุดา โควินท์ อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : ฮังเลใจฟู

อุรุดา โควินท์

ฉันบอกเขาว่า ทางเหนือเราก็มีอาหารรสจัดเหมือนกัน ไม่ได้นัวๆ ไปเสียทั้งหมดหรอก อย่างที่ฉันจะทำให้เขากินมื้อเย็นไงเล่า

ฉันหมักหมูไว้ตั้งแต่ตอนเที่ยง ใช้สันคอร่วมกับสามชั้น ขย้ำให้เข้ากับน้ำพริกแกงฮังเล หมักไว้อย่างน้อยสามชั่วโมง

“นี่ไง ลองดมกลิ่นนี่สิ” ฉันส่งหม้อหมูหมักให้เขา

“กลิ่นร้อนแรงครับ”

“เย็นนี้เราจะกินแกงฮังเลกัน ถ้ากลัวกินไม่ได้ ก็ซื้ออาหารที่อยากกินมานะ”

เขายิ้มอายๆ ฉันรู้ว่าเขาอยากกินมื้อเย็นกับเรา เขาไม่ได้พูด แต่มันเป็นกระแสความรู้สึก ต่อให้ขี้อาย เก็บตัว แต่ใครเล่า จะอยู่ในเมืองแปลกหน้าสามคืนโดยคุยกับตัวเองเท่านั้น

“ถ้าไม่สะดวก ก็ไม่เป็นไร พี่แกงกินอยู่แล้วน่ะ แต่ถ้าอยากชิม มากินด้วยกันนะ”

“พี่กินมื้อเย็นกี่โมงครับ” เขาถามทันทีที่ฉันพูดจบ

ฉันหัวเราะ “ทุ่มครึ่งค่ะ หลังให้อาหารหมา และพามันเดินเล่น”

“ทุ่มครึ่งเจอกันครับ” เขาวางหม้อหมูบนโต๊ะ ก่อนเดินลงบันได ผ่านท่าน้ำ ผ่านสวนลิ้นจี่ และออกจากประตูรั้วของเรา

มองแผ่นหลังแบบบางของเขาแล้วนึกเอ็นดู ฉันเอ็นดูเขาอย่างประหลาด เขามาพักคนเดียว หลังกินมื้อเช้า เขากลับไปอ่านหนังสือที่ห้อง แล้วออกไปหาอาหารกลางวันกิน บ้านของฉันอยู่ในเมืองก็จริง แต่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง เดินเข้าสู่ศูนย์กลางของเมืองเชียงราย ถือว่าไกล ถ้าจะไปร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวนิยมเช็กอินก็ยิ่งไกล เพราะอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ

เขาเดินได้ไกลกว่าทุกคน เดินราวกับมันไม่ได้ไกลเลย ออกจากบ้านตอนบ่าย ย่ำเท้าอยู่ในเชียงรายจนถึงเวลาอาหารเย็น กินอาหาร และกลับเข้าที่พัก เขาไม่เหมือนนักท่องเที่ยว เขาไม่ใช่คนอกหัก ทั้งไม่ใช่คนที่กำลังเป็นทุกข์

เขาคือหนุ่มน้อยบอบบางผู้เหนียมอายต่อโลก แต่ก็นั่นละ บางอย่างในดวงตาเขา

ทำให้ฉันคิดว่ามีหมาป่าอยู่ในร่างนั้น

 

ถ้ามื้อเย็นที่บ้านจะเติมการเดินทางอันโดดเดี่ยว (แต่น่าปรารถนา) ของเขาให้เต็ม ฉันจะดีใจมาก ฉันจะมีความสุขมาก ที่ได้เห็นเขากินแกงฮังเลอย่างเอร็ดอร่อย

แกงฮังเลต้องใช้หมูหรือเนื้อส่วนที่มีไขมัน ฉันไม่นิยมไขมัน แต่ชอบรสแกงฮังเล ฉันจึงเลือกใช้เนื้อสันคอร่วมกับสามชั้นที่ชั้นไขมันไม่หนานัก หั่นเป็นชิ้นเต๋าใหญ่

ตั้งกระทะ ฉีกน้ำพริกแกงฮังเลอีกถุงมาผัดน้ำมัน โรยผงฮังเลนิดหน่อย ใช้ไฟอ่อน ใช้น้ำมันน้อย ผัดดึงกลิ่นเครื่องเทศออกมา ซื้อน้ำพริกแกงก็สะดวกดีและอร่อยเหมือนกัน แต่ถ้าจะตำเองก็ไม่ยุ่งยากนัก ประกอบด้วยพริกแห้ง หัวหอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ และเกลือ

ผงฮังเลนั้นดูเป็นเรื่องซับซ้อน และยังเป็นสูตรลับที่เราไม่จำเป็นต้องล้วง หาซื้อได้ง่ายๆ จากร้านในตลาด ผงฮังเลสำคัญมาก ถ้าไม่มี แกงจะขาดมิติโดยพลัน

ได้กลิ่นน้ำพริกแกงชัดเจนแล้ว ฉันเทหมูลงไปผัดพอให้ตึง ก่อนรินน้ำลงกระทะให้ท่วมหมู ฉันชอบแกงฮังเลในกระทะ แกงเสร็จค่อยเทลงหม้อสะอาดๆ

เร่งไฟให้น้ำเดือด แล้วเบาไฟ เคี่ยวราว 40 นาที ค่อยใส่หอมแดงทุบกับถั่วลิสงคั่ว เคี่ยวไฟอ่อนต่ออีกราวครึ่งชั่วโมง หมูก็เปื่อย กรณีใช้ขาหมู อาจต้องเคี่ยวนานกว่านี้ ฮังเลต้องการหมูที่ไม่ต้องเคี้ยวมาก ฟันไม่ควรทำงานหนัก ฉันปล่อยกระทะไว้กับไฟอ่อน แล้วไปทำอย่างอื่น

กลับมาอีกที น้ำแกงงวดลงมาก หมูเปื่อยดีแล้ว ถึงเวลาปรุงรสเสียที

 

แกงฮังเลมีรสเปรี้ยว ซึ่งมาจากกระท้อนก็ได้ มะขามเปียกก็นิยม สับปะรดก็อร่อย ฉันเทใจให้น้ำมะขามเปียก เพราะไม่อยากเพิ่มเยื่อใยในแกงฮังเล ทั้งเปรี้ยวมะขามเปียกดูจะได้ใจฉันมากกว่า ใส่ปุ๊บเปรี้ยวปั๊บ ไม่ต้องรอนาน

หยอดน้ำกระเทียมดองลงหม้อสักหน่อย โยนกระเทียมดองลงไปด้วยสองหัว ปรุงให้หวานน้ำตาลปีบ เค็มน้ำปลากับเกลือ เผ็ดจากเครื่องแกง โรยขิงซอยตัดเลี่ยนเยอะๆ ใส่กระเทียมจีนทั้งกลีบลงไป ชิมให้ได้ทุกรสกลมกล่อมตามที่ชอบ แล้วฉันก็ปิดเตา

ฮังเลเป็นแกงที่กินกับข้าวหุงอร่อย เหมาะจะต้อนรับแขกที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารเหนือ

เก็บแกงไว้ในหม้อ ครั้นถึงหนึ่งทุ่ม ฉันก็ทอดปลาทับทิม หุงข้าว และผัดเห็ดหอมสด ได้อาหารสามอย่าง ในเวลาทุ่มครึ่งพอดี

หนุ่มน้อยของเรามาตรงเวลา พร้อมไก่ย่างครึ่งตัว

“พี่ชอบมั้ยครับ ไก่ย่าง” เขาถาม

ฉันพยักหน้า อันที่จริงเขาไม่ต้องเอาอะไรมาก็ได้ แต่ฉันไม่อยากให้เขาเกรงใจ เขาน่าจะสบายใจกว่า ถ้าเรากินอาหารของเราด้วยกัน

อาหารเต็มโต๊ะ และเรากินกันจนหมด เขากินได้มากกว่าที่ฉันคิด แถมชมแกงฮังเลไม่หยุด ก่อนเขากลับไปนอน ฉันบอกเขา “เห็นกินได้เยอะ พี่ก็ดีใจ พรุ่งนี้พี่เพิ่มอาหารเช้าให้อีกหน่อยนะ”

เขามากินมื้อเช้าตรงเวลา ใช้เวลาเก็บของไม่ถึงสิบนาที ก่อนลาไปจังหวัดน่าน

ฉันไม่ได้ถามว่าเขาเดินทางเพื่อจุดหมายใด ได้แต่บอกว่า ขอให้ทุกอย่างสนุก และราบรื่น

“ผมจะมาอีกครับ” เขาบอก ก่อนขึ้นรถแท็กซี่

 

ฉันเข้าไปเก็บห้องพักของเขา ซึ่งเรียบร้อยมาก อย่างกับเขาไม่ได้นอนในห้องนี้อย่างนั้นละ

ก่อนพาท้าวฮุ่ง-หมาของฉันไปเดินออกกำลังกาย ฉันได้รับ inbox จากเขา

ขอบคุณมากครับพี่ ผมอบอุ่นใจเหมือนอยู่บ้านญาติ ไม่อยากจากมา แต่ทุกคนต้องเดินทางนะครับ แต่ผมจะกลับมาอีกครับ

ถามว่าอะไรคือเหตุผลของการเปิดบ้านให้คนพัก นอกเหนือจากรายได้ ก็คงเป็นความรู้สึกตอนนี้ หัวใจของฉันเหมือนลูกโป่ง

และมันกำลังลอยขึ้นฟ้า…อย่างช้าๆ

บทความก่อนหน้านี้เทศมองไทย : “ประชากรผู้ต้องขัง” กับกรณี “สมคิด พุ่มพวง”
บทความถัดไป“ตั๊น จิตภัสร์” ลุยเมืองคอน ขึ้นเขาเยี่ยม รร. ตชด. รับฟังปัญหา ก่อนนำมาหารือต่อที่สภา