ใส่บ่าแบกหาม /พรพิมล ลิ่มเจริญ / Can You Ever Forgive Me?

พรพิมล ลิ้มเจริญ

ใส่บ่าแบกหาม/พรพิมล ลิ่มเจริญ

Can You Ever Forgive Me?

เธอจ๊ะ

Can You Ever Forgive Me? สนุกดีน่ะ เพลงก็เพราะมาก สมัยมาฉายในโรงฉันก็ไม่ได้ดู เขาไม่ได้เข้าโรงฉายทั่วไป แต่เข้าโรงหนังแบบทางเลือก เข้าฉายในเวลาสั้นๆ แล้วก็จากไป ฉันเลยรอมาตั้งปี มาได้ดูในช่องเคเบิล

พูดถึงหนังในโรง ในระยะ 10 ปีมานี้ ฉันไปโรงหนังน้อยลงเรื่อยๆ เพราะฉันมีทางเลือกอื่นแล้ว ทั้งเคเบิลทีวีและแบบสตรีมมิ่ง ฉันไม่เลือกโรงหนังอีกต่อไปแล้ว มันแพง มันอยู่ในห้าง โฆษณาก่อนหนังฉายยาวมาก

วันก่อนไปดู Frozen II 30 นาทีเต็ม, เห็นมีคนทำรายการเปรียบเทียบค่าดูหนัง ว่าคนในประเทศหนึ่งๆ ต้องทำงานกี่ชั่วโมงถึงจะได้ดูหนังหนึ่งเรื่อง เขาใช้ราคาตั๋วหนังกับแรงงานขั้นต่ำมาคำนวณ พบว่าประเทศไทยชนะเลิศ! ดูหนัง 1 เรื่องต้องทำงานตั้ง 5.3 ชั่วโมงเชียว!!

ประเทศญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ เขาทำงาน 1.0-1.8 ชั่วโมงก็ได้ดูหนัง 1 เรื่องแล้ว

ว่าแต่ตั๋วหนังจะแพงไปไหนในเมืองไทยของเรานี้?

โชคดีนิดหน่อยฉันเป็นคนชานเมือง แต่ตั๋วหนังมันก็ยัง 140-160 บาทอยู่ดี

แต่ฉันรอวันพุธ วันพุธมีโปรโมชั่น 100 บาท

หากพลาดดูหนังในวันพุธนั้นๆ ฉันอดทนรอพุธต่อไป

 

Can You Ever Forgive Me? สร้างจากหนังสืออัตชีวประวัติของ Lee Israel ชื่อเรื่องเต็มๆ ว่า Can You Ever Forgive Me? Memoirs of a Literary Forger เป็นบันทึกเรื่องราวคำสารภาพของนักปลอมแปลงงานวรรณกรรม

คุณลีนั้นปลอมแปลงจดหมายของนักเขียนต่างๆ ที่ตายไปแล้ว ปลอมเป็นตัวเขาด้วยการเขียนจดหมาย ปลอมลายเซ็น แล้วก็จะได้เอาจดหมายนั้นไปขาย ได้เงินมาจับจ่ายใช้สอย

Can You Ever Forgive Me? ชื่อหนังก็ได้จากประโยคหนึ่งในจดหมายที่คุณลีเขียนขึ้นมาเอง ตอนปลอมเป็น Dorothy Parker นักเขียนชื่อดัง (เกิด 22 สิงหาคม 1893 และตายไปเมื่อ 7 มิถุนายน 1967)

คุณลีเป็นหญิงอายุ 51 ปีแล้ว ทำงานเป็นนักเขียนอัตชีวประวัติ เอาแต่เขียนถึงชีวิตคนอื่นๆ จนกรอบและติดเหล้า งานการเขียนที่ทำก็ไม่ได้รับความชื่นชมจากใครๆ

I swear she’s older than my mom.

F**king kill me if I’m

still doing this at her age.

สาบานว่าแก่กว่าแม่ฉันอีก

ฆ่าฉันเลยนะถ้าอายุเท่านั้นแล้วยังทำงานแบบนี้

เพื่อนร่วมงานพูดให้ได้ยินเข้าหู คุณลีเลยด่าเข้าให้ หยาบคายด้วย คงเพราะกินเหล้าไปทำงานไปด้วย เพื่อนร่วมงานได้ยินเสียงก๊องแก๊งจากน้ำแข็งในแก้ว ก็ไม่ชอบใจสิ มันไม่ใช่เสียงที่จะสร้างบรรยากาศการทำงาน

คุณลีโดนไล่ออกเลย หยาบคายและกินเหล้าในที่ทำงาน

ความจริงคุณลีแกมีเอเย่นต์นะ นักเขียน นักแสดงฝาหรั่งเขาต้องมีกัน เป็นผู้แทนในการหางานรับงาน

I don’t think the world is waiting

for another Fanny Brice biography, Lee.

And we may disagree

on what is considered fascinating.

ฉันไม่คิดว่าโลกจะรออัตชีวประวัติของแฟนนี่ ไบรซ์

และเราก็ไม่เห็นพ้องต้องกัน

ว่าน่าสนใจมันเป็นยังไงกัน

อยากประกอบอาชีพเป็นนักเขียน แต่อายุปูนนี้แล้ว ยังไม่ได้เขียนหนังสือของตัวเองสักเล่มเดียว

ยิ่งตอนคุณลีมารู้ว่าทอม แคลนซีย์ ได้ค่าเขียนตั้ง 3 ล้านเหรียญ คุณลีก็ยิ่งโมโห ลืมไปว่าพี่ทอมเขาดัง เขามีชื่อเสียงโด่งดัง ดังแบบรายการวิทยุโทรทัศน์เชิญเขาไปออกรายการ

He does Larry King.

He goes to every book signing.

He plays the game.

เขาออกรายการแลร์รี่ คิงส์

เขาไปเซ็นหนังสือ

เขาเล่นตามเกม

แล้วคุณลีทำอะไรบ้าง? ทำอะไรได้อย่างเขาสักอย่างไหม?

Meanwhile, you have destroyed

every bridge I have built for you.

เธอทำลายสายป่านทุกเส้น

ที่ฉันสร้างไว้ให้

destroy a bridge เป็นสำนวน เอาไว้พูดเวลาหมายถถึงว่าเราเพิกเฉยต่อเส้นทางที่จะพาเราไปสู่ความก้าวหน้า

คุณลีลืมไป ตัวเองไม่มีผลงานการเขียนหนังสือสักเรื่อง ในขณะที่พี่ทอมเขียนนิยายขายดีจนฮอลลีวู้ดเอาไปสร้างเป็นหนังไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว

เงินทองก็เริ่มขัดสน แมวน้อยแสนรักก็มาป่วย คลินิกรักษาสัตว์ที่ไปหาก็ไม่รับรักษา

So, you still have a balance, Miss Israel.

คุณมีเงินค้างจ่ายนะคะ

have a balance หมายถึง เรามีเงินเหลือในนั้น เหลือในบัญชีเราไม่เป็นไร เหลือในบัญชีคนอื่นแสดงว่าเราเป็นหนี้เขา

เมื่อไม่จ่ายหนี้ที่เหลือ เขาก็ไม่รับรักษาใดๆ

ส่วนค่าเช่าอพาร์ตเมนต์นั้นเล่า เขาก็ทวงเหย็งๆ

Can you just cut me a little slack?

I’m going through a rough patch,

and I just lost my job.

หยวนๆ น่า

ฉันลำบาก แล้วก็เพิ่งตกงาน

cut some slack เป็นภาษาปาก หมายถึง ผ่อนผัน อนุโลม หยวนๆ อย่ามาเอานิยมนิยายอะไรกับฉันนักเลย

go through a rough patch หมายถึง ปัญหาเยอะแยะตาปะไก๋ให้ต้องฝ่าฟัน ปัญหาประเดประดังถาโถมเข้าใส่

 

คุณลีแกมาได้ไอเดียหาเงินใช้ ก็ตอนเขียนอัตชีวประวัติคุณแฟนนี่ ไบรซ์ นั่นแหละ การไปสืบเสาะข้อมูลค้นคว้า ทำให้แกได้มาซึ่งจดหมายสองฉบับที่คุณแฟนนี่ ไบรซ์ เขียนทิ้งไว้ มันเป็นของมีค่าไง

จดหมายแท้ๆ เขียนด้วยลายมือของนักเขียนผู้ล่วงลับไปแล้ว คุณลีโกหกว่าลูกพี่ลูกน้องได้มายังไงไม่รู้แต่ก็ฝากมาขาย ทางร้านรับซื้อ ให้ราคาตั้ง 350 เหรียญ ราคาดีเชียว

จากวันนั้นมาคุณลีก็หาเรื่องปลอมแปลงจดหมายเอาไปขาย ทักษะอันท่วมท้นที่ฝึกฝนมาในการเขียนอัตชีวประวัติตลอดระยะเวลาอันยาวนานก็เอื้อให้สมองของคุณลีปลอมแปลงเป็นคนอื่น เลือกช่วงชีวิตของคนคน นั้น และกลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือในรูปแบบจดหมายได้ไม่ยาก

แรกๆ ก็เขียนเติมข้อความในจดหมายต้นฉบับให้มีจุดขายน่าสนใจ เพิ่มไปตรงปัจฉิมลิขิต หลังๆ เขียนเองทั้งฉบับ จ้างคนทำหัวจดหมาย เอาจดหมายไปอบในเตา กระดาษจะได้ดูเก่าๆ แต่ไม่ถึงกับกรอบและแห้ง

อีกทั้งยังปลอมลายเซ็นให้เหมือน รู้ว่าเอาไปทาบบนโทรทัศน์ที่เปิดอยู่ มันจะเป็นการลอกลายที่มีประสิทธิภาพมาก คุณลีซื้ออุปกรณ์แบบปากกา หมึกใช้เซ็นชื่อ ตลอดจนซื้อพิมพ์ดีดเก่าหลากหลายยี่ห้อมาใช้ ทำทุกวิถีทางในผลิตผลงานการปลอมให้เหมือนที่สุด

I’m embellishing documents,

if you will.

ฉันแต่งเติมเอกสารให้ดูมีสีสัน

จะว่างั้นก็ได้

if you will เป็นสำนวน ใส่ไว้ท้ายประโยค ให้ฟังสุภาพ เผื่อในกรณีเดียวกันนี้คนฟังอาจไม่พูดแบบเดียวกัน เช่นในกรณีของคุณลีนี้ คุณลีเรียก “แต่งเติมเสริมแต่งเอกสาร” เพื่อนอาจจะเรียก “ปลอมเอกสาร” ก็ได้

สนุกดี ดูแกปลอมเอกสาร แล้วเอาไปขาย สุดท้ายก็โดนจับไป ตอนถูกตำรวจตามรอยมาจับก็สนุก ในตอนท้ายหนังเขาบอกว่า ภายในเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง คุณลีปลอมจดหมายไป 400 กว่าฉบับเชียว

ทำไงได้ ก็ต้องมีต้องกิน ก็ต้องดั้นด้นหาหนทางมีชีวิตกันต่อไป

ฉันเอง

บทความก่อนหน้านี้อาทิตย์ละมื้อ / “คนข้างครัว” / แสร้งว่า
บทความถัดไปภาพยนตร์ /นพมาส แววหงส์ / KNIVES OUT ‘ซับซ้อนซ่อนเงื่อน’