เครื่องเคียงข้างจอ / วัชระ แวววุฒินันท์ / ยินดีกับ อุ้ม ธีราธร

เครื่องเคียงข้างจอ/วัชระ แวววุฒินันท์

ยินดีกับ อุ้ม ธีราธร

 

ตอนที่มติชนสุดสัปดาห์เล่มนี้วางแผงก็เป็นอันทราบผลการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 30 ฟิลิปปินส์เกมส์ไปเรียบร้อยแล้ว

แน่นอนที่เจ้าภาพฟิลิปปินส์ครองเจ้าเหรียญทองไป เพราะเล่นกวาดเหรียญเข้าตัวแบบโนสนโนแคร์สายตาเพื่อนบ้านเลย นำโด่งตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียนปินอยไปตามคาด

ส่วนไทยนั้นไม่แน่ใจว่าจะจบที่อันดับไหน เพราะตอนที่เขียนนี่ยังต้องลุ้นอยู่เลยว่าจะได้อันดับ 2 หรือ 3 หรือ 4

แม้ซีเกมส์หนนี้จะผิดหวังไปบ้างสำหรับแฟนๆ กีฬาชาวไทย โดยเฉพาะกับกีฬาสุดฮิตฟุตบอลชาย ที่ไทยแลนด์แชมป์เก่าต้องตกรอบแรกไปแบบหงุดหงิดใจกองเชียร์ ส่วนฟุตบอลหญิงนั้นก็คว้ามาได้เพียงเหรียญเงิน

ส่วนกีฬาอื่นๆ ก็สมหวังบ้างผิดหวังบ้างคละเคล้ากันไป สำหรับผลการแข่งขันโดยรวมนั้นจะเห็นได้ว่าหลายชาติอาเซียนของเราต่างพัฒนาขึ้นมามาก ไม่ใช่ว่าเราจะเอาชนะได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน

อันนี้เป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะการกีฬาต้องมีการพัฒนา หากเรานำโด่งอยู่คนเดียวย่อมขาดการแข่งขันที่นำไปสู่การพัฒนา และเมื่อทุกชาติอาเซียนพัฒนาขึ้นมา ก็จะสามารถไปต่อกรกับชาติอื่นๆ ในเอเชียได้สูสีเข้มข้นขึ้น

ดังจะเห็นได้จากผลการคัดเลือกฟุตบอลชายอายุไม่เกิน 19 ปีของเอเชียที่จะแข่งในปีหน้าก็มีทีมจากอาเซียนหลุดเข้าไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายถึง 5 ทีม คือ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา และลาว เสียดายอยู่นิดตรงที่ไม่มีทีมชาติไทย

หรือแม้แต่ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกปี 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ซึ่งทีมจากชาติตะวันออกกลางก็มีผลงานไม่สู้ดีนักเมื่อต้องต่อกรกับทีมจากแถบอาเซียน

นั่นคือผลพวงของการยกระดับฝีมือของนักกีฬาในภูมิภาคนี้

 

ซึ่งเป็นทิศทางที่ดี เหมือนกับที่เราได้เห็นจากฝีเท้าของทีมฟุตบอลเจลีกของญี่ปุ่นที่ไม่ได้ห่างกันมาก ทีมหัวตารางก็เหนื่อยได้เมื่อเจอกับทีมท้ายตาราง ไม่มีการผูกขาดการเป็นแชมป์ให้อยู่กับทีมหรือสองทีมเหมือนบางลีกในบางประเทศ

นั่นก็คือผลพวงของการพัฒนาวงการฟุตบอลของญี่ปุ่น ที่สร้างพื้นฐานมาอย่างดี และออกดอกออกผลให้เห็นดังว่า

เมื่อพูดถึงเจลีก ก็ต้องพูดถึง “อุ้ม-ธีราทร บุญมาทัน” ที่เป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้เป็นแชมป์เจลีกในฤดูกาล 2018-2019 กับสโมสรโยโกฮามา เอฟ. มารินอสไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งอุ้มได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในแมตช์สุดท้ายและยิงประตูเบิกชัยให้กับทีมด้วย

ซึ่งจริงๆ แล้ว อุ้มน่าจะเป็นคนไทยคนที่สองด้วยซ้ำที่ได้ครองถ้วยแชมป์เจลีก เพราะในฤดูกาลที่แล้ว ทีมต้นสังกัดของมุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา อย่าง “ซานเฟรซเซ ฮิโรชิมา” ก็เกือบคว้าแชมป์เจลีกมาครอง เพียงแต่มาแผ่วปลายใน 5-6 นัดสุดท้าย เลยได้แค่รองแชมป์ไป

นั่นคือเครื่องแสดงว่าความสามารถของแต่ละทีมของเจลีกไม่ต่างชั้นกัน

 

สําหรับเส้นทางการค้าแข้งอาชีพจนมาถึงความสำเร็จในวันนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่นอน

จริงอยู่ที่ความสามารถในการเป็นนักฟุตบอลของอุ้มจะโดดเด่นมาตั้งแต่เป็นนักเรียน จนมาเป็นนักเตะของสโมสรในไทยลีก และติดทีมชาติไทยตั้งแต่อายุ 19 ปี แต่นั่นคือการทำงานหนักของเด็กชายคนหนึ่งที่รักฟุตบอลอย่างมากและครอบครัว

อุ้มได้ฉายา “โก๋อุ้ม” เพราะความเป็นคนอารมณ์ร้อน ทั้งด้วยวัยที่ยังละอ่อนจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ บวกกับความเป็นคนตั้งใจมุ่งมั่นเต็มร้อย จนทำให้ไปทำฟาวล์กับคู่ต่อสู้บ่อยครั้ง และครั้งที่เป็นตราบาปสำหรับเขาไปนาน คือ การลงเล่นในนามทีมชาติไทย และได้ใบแดง 2 ใบติดกันในเวลา 3 วัน กับการคัดบอลโลกในปี พ.ศ.2554 และอีก 2 วันถัดมากับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ประเทศอินโดนีเซีย

แฟนๆ ฟุตบอลก่นด่าและประณามเขาอย่างสาดเสียเทเสีย ร่ำๆ ว่าเขาจะถอดใจ ยังดีที่ได้กำลังใจจากครอบครัว ทำให้เขาลุกขึ้นมาพิสูจน์ตัวเอง

และการพิสูจน์ใดๆ ก็ไม่เท่ากับการกระทำ

 

และเขาก็ทำได้จริงๆ คือการก้าวมาเป็นนักเตะตัวจริงของสโมสร ที่พาทีมคว้าถ้วยรางวัลมาไม่รู้กี่ครั้ง ทั้งเมื่อครั้งที่อยู่กับสโมสรบุรีรัมย์ หรืออยู่กับเมืองทองยูไนเต็ดก็ตาม รวมทั้งความสำเร็จในนามทีมชาติด้วย

ไม่แต่ฝีเท้าเท่านั้นที่พัฒนา แต่การควบคุมอารมณ์ของอุ้มก็พัฒนาขึ้นด้วย น้อยครั้งที่จะได้เห็นอารมณ์ฉุนเฉียวและการเล่นแรงนอกเกมจากเขาเหมือนที่เคยเป็นมา

เมื่อเขารู้สึกอิ่มตัวกับการคว้าแชมป์มากมายในบ้านเกิด เขาก็ฝันที่จะได้ไปแสดงฝีเท้าในต่างแดน เพื่อแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ และเพื่อพัฒนาฝีเท้าของตนเอง

สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงขับก็เกิดจากการได้ลงแข่งขันในถ้วยชิงแชมป์สโมสรเอเชีย ที่เขาต้องปะทะกับนักเตะชั้นนำจากญี่ปุ่นและเกาหลี และเขาก็พบกับความต่างชั้นระหว่างเขากับคู่ต่อสู้ จนเกิดเป็นแรงผลักดันให้เขาต้องพัฒนาตัวเองยิ่งขึ้นไปอีก อยากทำให้ได้อย่างเขา อยากเก่งอย่างเขา และเอาชนะเขาให้ได้

และโอกาสของเขามาถึงในปี 2017 เมื่อมีสโมสรจากเจลีกขอยืมตัวเขาจากสโมรสรต้นสังกัด เอสซีจีเมืองทอง ให้ไปแสดงฝีเท้าในแดนปลาดิบ นั่นคือสโมสรวิสเซล โกเบ จากความที่ต้องไปพบเจอโลกใบใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เพื่อนนักเตะและสต๊าฟโค้ชใหม่ๆ ทุกอย่างใหม่ไปหมด แม้แต่เรื่องชีวิตประจำวัน ทำให้เขาต้องทุ่มเทอย่างมากทั้งในและนอกสนาม เพื่อจะให้ตนเอง “รอด”

หนึ่งปีกับวิสเซล โกเบ ช่วงแรกกับการปรับตัวที่ต้องใช้เวลา แต่เขาก็ได้รับเลือกให้ลงสนามอยู่เนืองๆ และทำได้ดีพอสมควร แม้จะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

แต่อุ้มก็ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองไปมาก เพราะด้วยวิธีการเล่นแบบญี่ปุ่นที่ไปไกลกว่าไทยหลายช่วงตัว ทำให้เขาเป็นอุ้มคนใหม่ที่แข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด

 

คนมันจะดังก็ต้องดัง เพราะในฤดูกาลถัดมา สโมสรโยโกฮามา เอฟ. มารินอส ได้ขอยืมตัวอุ้มจากเมืองทองไปใช้งานหนึ่งปี ครั้งนี้อุ้มต้องคิดหนักเพราะเขามีครอบครัว มีลูกเล็กแล้ว การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เฉพาะกับตัวเขา แต่กับครอบครัวด้วย แต่ในที่สุดด้วยความเป็นคนทะเยอทะยาน ไม่กลัวอะไร เขาก็ไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดมือ

เขากลับไปเยือนเจลีกอีกครั้งในสีเสื้อตัวใหม่ แต่เหมือนฝันร้ายที่ช่วงแรกเขามีอาการบาดเจ็บรบกวน แม้แต่ชื่อเป็นตัวสำรองก็ยังไม่มี พอหายกลับมาซ้อมร่วมกับทีมได้ก็เจอกับปัญหาการปรับตัว เพราะแท็กติกของทีมแตกต่างจากวิสเซล โกเบมาก แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ ตั้งใจ มุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างหนัก เขาคิดเสมอว่า จะได้ลงหรือไม่ไม่สำคัญ แต่เขาต้องซ้อมอย่างเต็มร้อยให้โค้ชและทีมงานเห็น

จนเมื่อเขาปรับตัวได้ ก็ได้รับโอกาสมากขึ้น และเขาก็ตอบสนองโค้ชด้วยการใส่เกินร้อยในทุกครั้งที่ลงเล่น ใช้ทักษะอันยอดเยี่ยมของเขาช่วยทีมทั้งในยามรับและรุก

ผลปรากฏคือเขายึดตำแหน่งแบ๊กซ้ายตัวจริงของทีมมาได้

อุ้มได้ลงเล่นเป็นตัวจริงจนถึงแมตช์สุดท้าย แมตช์แห่งชัยชนะเป็นจำนวน 29 นัด ด้วยผลงานยิง 3 ประตู และแอสซิสต์ 4 ครั้ง สมทบด้วยการได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ของลีก 2 ครั้ง

หนึ่งใน 3 ประตูที่ยิงได้นั้น เกิดขึ้นในแมตช์สุดท้ายที่เขายิงประตูเบิกโรงให้ทีมนำ 1-0 ด้วย นับว่าเป็นความสมบูรณ์แบบของอุ้ม-ธีราทรจริงๆ ที่เขาตอบแทนให้กับทีมและแฟนบอลชาวญี่ปุ่นที่สนับสนุนเขาตลอดมา ถึงกับทำป้ายผ้าเขียนภาษาไทยมาให้กำลังใจเขาพร้อมกับโบกธงไทยทุกครั้ง

 

เบื้องหลังความสำเร็จของอุ้มคือ การทำงานอย่างหนัก เช่น เรื่องภาษา เมื่ออยู่นอกสนามเขาจะเรียนภาษาญี่ปุ่นและฝึกพูดตลอด มีบทเพลงญี่ปุ่นเป็นตัวช่วยให้เขาพัฒนาได้เร็วขึ้น แม้ในสนามจะจริงจัง แต่นอกสนามเขาจะเป็นกันเอง ขี้เล่น เพื่อให้เกิดความสนิทสนมกับเพื่อนร่วมทีมให้มากที่สุด

นอกจากนั้น เขาสนใจทำ “การบ้าน” ทั้งก่อนเตะและหลังเตะ ถ้าเป็นก่อนเตะเขาจะศึกษาคู่ต่อสู้ที่ต้องเจอว่ามีวิธีการเล่นอย่างไร จุดอ่อนจุดแข็งคืออะไร และเขาจะมีวิธีรับมืออย่างไร

ส่วนเมื่อแข่งจบเขาก็จะเอาสถิติของตัวเองมาดูว่า วิ่งไปเท่าไหร่ ส่งลูกผ่านกี่ครั้ง พลาดกี่ครั้ง สร้างโอกาสได้มากน้อยเพียงใด เพื่อนำมาปรับปรุงตัวเองต่อไป

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่ธีราทร บุญมาทัน ได้มีโอกาสชูถ้วยแชมป์เจลีกด้วยความภาคภูมิใจ เขาได้สร้างความสุข ความดีใจ ความภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศอย่างมาก แต่มันจะมาถึงวินาทีนี้ไม่ได้เลย หากเขายอมแพ้ คิดสบาย ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่อดทน อดกลั้น และมีสติ มีปัญญาเพียงพอ

หากนักกีฬาไทยเรามีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อเช่นนี้ หากผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังมีความจริงใจ จริงจังต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่าว่าแต่เจ้าเหรียญทองซีเกมส์เลย การยืนเป็นหนึ่งของนักกีฬาแห่งทวีปเอเชียก็น่าจะเป็นไปได้ไม่ยาก

ขอชื่นชมกับอุ้ม-ธีราทร บุญมาทัน อีกครั้ง

บทความก่อนหน้านี้วิถีแห่งกลยุทธ์ เหมยฉางซู/เสถียร จันทิมาธร / เหมิงจื้อส่ง เหมยฉางซูรับ (23)
บทความถัดไปในประเทศ ลุง “3 ป.” กลัวที่ไหน งัดโมเดล “วอล์กกิ้ง สตรีต” อาหารดี-ดนตรีไพเราะ ชวนคนลงถนน