จัตวา กลิ่นสุนทร : งานหนังสือพิมพ์ยุครัฐบาลเปรม

จัตวา กลิ่นสุนทร

เก็บของเก่า เล่าเรื่อง สำนักงาน “หนังสือพิมพ์” (สยามรัฐ) ริมถนนราชดำเนิน (8)

ไม่เฉพาะหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐรายวัน” ฉบับเดียวที่ต้องปรับเปลี่ยน “ผู้สื่อข่าว” เพื่อเกาะติดเก็บเกี่ยวหาข่าวจาก (ป๋า) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (ถึงแก่อสัญกรรม)-(อดีต) นายกรัฐมนตรี

หนังสือพิมพ์ “รายวัน” อีกหลายฉบับในยุคสมัยของท่าน “นายกรัฐมนตรี” ที่ซื่อตรง พูดน้อย เกลียดชังการคอร์รัปชั่น ไม่คบค้าสมาคมกับคนคดโกง และชิงชังการ “ปฏิวัติ รัฐประหาร”–

ต่างต้องเฟ้นค้นหาตัวผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลเพื่อให้ “นายกรัฐมนตรี” ถูกชะตาจนถึงชอบพอจนเกิดความเมตตา จะได้มีความใกล้ชิดเป็นกันเอง การหาข่าวอาจง่ายขึ้น เรียกว่าทำให้ท่านพูดคุยมากขึ้นกว่าปกติ

ผลปรากฏว่า (ป๋า) พล.อ.เปรมมีลูกๆ (ซึ่งไม่ได้เป็นทหาร) เป็น “ผู้สื่อข่าว” เพิ่มจำนวนขึ้นไม่น้อยคนเลยทีเดียว

 

หนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ทั้งรายวัน และ (สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์) รายสัปดาห์ ถึงจะพอเข้าใจกันได้ว่าเป็นฝ่ายค้าน แต่มิได้โจมตีรัฐบาลของท่านหนักหน่วงมากมายอะไร

ส่วนใหญ่จะรายงานความเคลื่อนไหวเป็นไปตามหน้าที่ เพราะขณะนั้นดูเหมือนว่ารัฐบาลของท่านต้องระดมสมองเพื่อแก้ปัญหา “เศรษฐกิจ” อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ขณะเดียวกันจำเป็นต้องดูทิศทางลมจากท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ด้วย

เพราะถึงแม้พรรค “กิจสังคม” ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลเป็นซีกฝ่ายค้านแล้ว แต่ในความเป็นจริงลึกๆ อาจารย์คึกฤทธิ์ยังไม่ได้ค้านอย่างเอาเป็นเอาตาย

ซึ่งในแวดวงการเมืองต่างวิเคราะห์กันไว้อย่างลึกซึ้งว่าอาจารย์คงได้รับสัญญาณบางสิ่งบางอย่างเพื่อช่วยกันเก็บรัฐบาลชุดนี้ให้อยู่แก้ปัญหาให้นานที่สุด

พยายามรักษารัฐบาลเอาไว้อย่างน้อยถึงแม้จะไม่ได้เป็น “ประชาธิปไตย” เต็มใบ นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการ “เลือกตั้ง” ก็ยังดีกว่ามาจากการ “ปฏิวัติ”

เพราะฉะนั้น จะได้ประชาธิปไตยเพียงครึ่งใบย่อมต้องช่วยอุ้มกันต่อไป ซึ่งดูเหมือนว่าท่านออกจะหงุดหงิดในหลายๆ เรื่องด้วยซ้ำไป–

แต่ทำได้แค่เพียงคอยติติงชี้แนะเหมือนกับประคับประคองรัฐบาลให้มีเสถียรภาพ เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้เป็นเรื่องแปลกเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้น (ป๋า) พล.อ.เปรมจะไปเยือนบ้านซอยสวนพลูเพื่อปรึกษาหารือ ขอคำชี้แนะอยู่บ่อยๆ

 

รัฐบาล “เปรม 2” ซึ่งมี “กองทัพ” พร้อมนายทหารกลุ่ม “ยังเติร์ก” ให้การสนับสนุนมาแต่ต้น รวมทั้งตัวท่านนายกรัฐมนตรียังนั่งกางแขนกางขาควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก แต่ยังไม่รอดพ้นจากการ “ปฏิวัติ รัฐประหาร”

ความจริงการ “รัฐประหาร” เพื่อยึดอำนาจของรัฐบาลไม่ได้เกิดจากเรื่องการเมือง แต่น่าจะมาจากเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายภายในกองทัพบกไม่ลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งหนึ่งเดียวตรงยอดพีระมิดคือ “ผู้บัญชาการทหารบก” ซึ่งทหารกลุ่ม “ยังเติร์ก” ได้ตั้งเป้าหมายวางตัวเอาไว้แล้ว

ในเวลาเดียวกันกลุ่มนายทหารที่ก่อการยังอ้างถึงรัฐมนตรีเพื่อน (ป๋า) พล.อ.เปรม อย่างน้อย 2 คน ซึ่งได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลเปรม 2 ว่าไม่เหมาะสม เป็นคนไม่ดี ดังที่เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ว่าได้กลายเป็นประเด็น เป็นภาระให้กับรัฐบาลด้วย

หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยต่างให้ความสนใจรายงานข่าว พร้อมทั้งพยายามเจาะลึกเรื่องการ “รัฐประหาร” ซึ่งได้กลายเป็น “กบฏ” ไปในที่สุดเนื่องจากหัวหน้ารัฐบาลไม่เห็นด้วย พร้อมต่อต้านก่อนมีการเจรจาให้วางอาวุธจนถึงจุดที่ยอมรับจนตกลงกันได้โดยไม่เกิดการปะทะรุนแรงทำให้ต้องมีการสูญเสียเนื่องจากเป็นทหารจากกองทัพด้วยกันทั้งสิ้น

การ “ปฏิวัติ รัฐประหาร” ในประเทศไทยครั้งสุดท้ายเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อปี พ.ศ.2520 เวลาเดินทางมาได้เพียงประมาณ 4 ปีก็เกิดขึ้นอีก ทั้งที่ประเทศของเรามีหัวหน้ารัฐบาลเป็นทหาร แต่กลับไม่พ้นถูกทหารก่อการรัฐประหาร

 

เมื่อเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร วันที่ 1-3 เมษายน พ.ศ.2524 ผ่านพ้นไป โดยรัฐบาลได้แก้ปัญหาการเมืองและกองทัพซึ่งนำมาสู่การปฏิวัติลงได้ระดับหนึ่ง รัฐบาลต้องทำงานอย่างหนักเรื่องเศรษฐกิจ เริ่มต้นการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ระดมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ทั้งในเมืองและชนบทซึ่งมีสภาพความยากจนแตกต่างจากประชาชนในเมืองหลวงราวฟ้ากับดิน

ได้กล่าวมาอย่างต่อเนื่องถึงรัฐบาล (ป๋า) พล.อ.เปรม ว่าอยู่ในช่วงที่น้ำมันก็ยังราคาแพงและหาซื้อยาก น้ำตาลมีการขาดแคลน ราคาจึงพุ่งขึ้นสวนทางกับราคาข้าวที่ตกลง

รัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ต้องทำงานแก้ปัญหาอย่างหนัก พร้อมวางแนวทางในระยะยาวออกไปทั้งเรื่องของค่าเงินบาท การส่งออกสินค้าต่างๆ

ทราบกันแล้วว่าทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาล (ป๋า) พล.อ.เปรม ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หัวหน้ารัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ซื่อสัตย์ สุขุมรอบคอบ ร่วมมือกันผลักดันให้เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก

เวลาล่วงเลยมาร่วม 40 ปี เห็นนโยบายรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน การพัฒนาเขตเศรษฐกิจฝั่งทะเลตะวันออก ดูเหมือนไม่ค่อยจะแตกต่าง เพียงแต่ว่าครั้งนี้ค่อนข้างจะเอื้ออำนวยประโยชน์เหมือนกับประเคนให้กับต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนด้วยประโยชน์สูง เพียงแต่ไม่มั่นใจว่าจะทำให้กลับมาโชติช่วงชัชวาล เหมือนเมื่อครั้งรัฐบาล (ป๋า) พล.อ.เปรมหรือไม่?

 

หนังสือพิมพ์สยามรัฐร่วมอยู่ในเหตุการณ์บริหารบ้านเมืองของรัฐบาลเปรม 2 ในฐานะสื่อคอยวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ซึ่งจะว่าไปกองบรรณาธิการไม่ได้ทำงานยากลำบากแต่อย่างใด ส่วนใหญ่จะอ่านทิศทางนโยบายรัฐบาลไม่ค่อยแตกต่างจากฝ่ายค้าน

ย้อนรำลึกนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านเกือบ 40 ปี สภาพเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐรายวัน (สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์) รายสัปดาห์” ถือว่าดำเนินไปอย่างไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เคยติดลบอยู่อย่างไรก็ยังทรงๆ อยู่อย่างนั้น

แม้ยอดพิมพ์ยอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ในช่วงนั้นจะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ย่อมต้องลงทุนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กองบรรณาธิการ ซึ่งได้กลายเป็นปัญหากับฝ่ายจัดการเรื่องงบประมาณ

เป็นเรื่องปกติระหว่างกองจัดการกับกองบรรณาธิการ??

 

นับถอยหลังอีกไม่กี่วัน “กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ (สยามรัฐ)” อายุ 70 ปี ต้องจากบ้านเกิด เลขที่ 12 อาคาร 6 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ไปสู่บ้านหลังใหม่ย่านพระราม 8 สำหรับคนรุ่นเก่าๆ ซึ่งเคยผ่านสถาบันสื่อแห่งนี้ก็คงรู้สึกเหงาๆ แปลกๆ ถิ่นที่พอสมควร

ย้อนเวลาไปราว 40 ปีเช่นกัน “สยามรัฐ” เคยได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prizes) ของสมาคมผู้สื่อข่าวฯ แต่กลับจำไม่ได้ว่าเรียกอย่างนี้หรือไม่ เพราะมันนานมาก สมาคมเองได้เปลี่ยนแปลงไปหลายสิ่งอย่าง พยายามเปิดค้นดูก็ไม่พบรายละเอียด รู้แต่ว่าเป็นข่าวเรื่อง “การทำเหมืองแร่ในทะเล” ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้

คิดถึงความรู้สึกเก่าๆ ว่ามีส่วนร่วมกับข่าวชิ้นนี้ แต่ได้ตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่าจะไม่ลงลึกเรื่องตัวบุคคลและรายละเอียดต่างๆ เพราะอาจไปกระทบกระเทือนใครต่อใครซึ่งผ่านหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ที่อายุยืนยาวแห่งนี้มามากหลายรุ่นเหลือเกิน

ได้พยายามเขียนทุกอย่างจากความทรงจำ ครั้งบุกตะลุยไปฝังตัวอยู่จังหวัดภูเก็ต พังงา เป็นอาทิตย์ โดยออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยพาหนะซึ่งเป็นรถยนต์ญี่ปุ่นคันเล็กๆ ของโรงพิมพ์ที่มีอยู่แค่คันเดียวเท่านั้น นึกสงสารเป็นห่วงถึงตอนที่เดินทางรอนแรมยาวไกลบนถนนไม่ราบเรียบ ขับข้ามเนินเขาไปบนถนนที่เต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ๆ สู่ชายทะเลยังหาดป่าตองซึ่งยังอยู่ในสภาพที่ไม่มีอะไรเท่าไรเลย นอกจากการแย่งกันจับจองที่ดินของเศรษฐีนายทุน

ที่ต้องไปที่ภูเก็ต-พังงา เพราะการทำเหมืองแร่ในทะเลอยู่ที่ 2 จังหวัดดังกล่าว ในระยะเวลานั้นเกิดมีการดูดดำดูดแร่เถื่อนโดย “เรือประมง” ดัดแปลงจำนวนมากจากทั่วทุกจังหวัดของประเทศ ลงไปดูดดำแร่ เช่นเดียวกับลูกมือประจำเรือก็เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศในประเทศไทย หรือสมัยนั้นจะมีแรงงานต่างชาติเข้ามาร่วมด้วยหรือยังไม่ทราบได้

เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของคนสูงวัยที่เคยผ่านสำนักงานแห่งนี้ ได้รำลึกถึงความหลัง และได้นำหลายๆ แง่มุมของหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” มาพูดคุยบอกเล่าสู่กัน (อ่าน) ฟัง

บทความก่อนหน้านี้“อาเล็ก” นำทัพความซ่า พาผู้โชคดี “เอสโคล่า” บินลัดฟ้า กับทริปสุดซ่า ล่าจานซี้ด อินเซี่ยงไฮ้
บทความถัดไปAlienware จับมือ Carnival ผสาน Legend ID ดีไซน์สุดล้ำเข้ากับ DNA ทางแฟชั่น เกิดเป็น Alienware CARNIVAL Edition สุดคูลเพื่อ trendsetter โดยเฉพาะ