มนัส สัตยารักษ์ | เมืองหัวหมอ

มนัส สัตยารักษ์

เวลานี้ถ้าใครตะคอกถามผมเป็นเชิงข่มว่า “จบอะไรมา!?”

ไม่ว่าคำถามนี้จะมาจากสภาหรือไม่ก็ตาม ผมจะรีบตอบทันทีด้วยเสียงที่เข้มพอกันว่า “จบกฎหมายมา!”

ผมเชื่อว่าคำตอบนี้น่าจะศักดิ์สิทธิ์พอที่จะทำให้ผู้ถามชะงักไปได้อย่างน้อยก็วูบหนึ่ง

ความจริงผมแค่ “เรียนกฎหมาย” เท่านั้น ไม่ได้จบปริญญานิติศาสตร์ แม้จะได้ชื่อว่าเป็น “นิติศาสตร์ 02” ก็ตาม

อาชีพหลักของผมคือตำรวจ ซึ่งข้องเกี่ยวกับกฎหมายเป็นหลัก เราถูกปลูกฝังไว้ตั้งแต่เป็นนักเรียนแล้วว่า “ตำรวจเป็นอาชีพที่เท้าข้างหนึ่งก้าวไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ขณะที่เท้าอีกหนึ่งแหย่เข้าไปในตะราง”

ผมค่อนข้างเคร่งครัดกับข้อเตือนใจนี้ เพราะมักจะเผลอทำผิดพลาดบ่อยและไม่แม่นกับตัวบทกฎหมาย ดังนั้น จึงมีที่ปรึกษากฎหมายระดับ “อาจารย์” และ “นายพล” มากมายแทบทุกสาขาของกฎหมาย มาตลอดเวลาจนถึงบัดนี้

ทุกวันนี้แม้ว่าไม่ได้ประกอบอาชีพตำรวจแล้วก็ตาม ผมก็ยังคงมีเหตุให้ต้องปรึกษากับนักกฎหมายในปัญหาต่างๆ เพราะบ้านเมืองของเราเป็นเมืองกฎหมาย หรือ “เมืองหัวหมอ”

วิถีชีวิตในเมืองหัวหมอนั้น แทนที่จะยึดคำสอนของศาสดาทางศาสนาเป็นหลัก เรากลับยึดกฎหมายเป็นหลัก

อันที่จริงไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม จะต้องใช้หรือไม่ต้องใช้กฎหมายก็ตาม ความรู้เรื่องกฎหมายย่อมจำเป็นเสมอ แม้เมื่อเราทำผิดกฎหมายโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นความผิด เช่น การมีหุ้นในกิจการสื่อ (ซึ่งไม่น่าจะผิดอะไร) แต่ผิดเมื่อสมัครเป็นผู้เข้ารับเลือกตั้งเป็นผู้แทนฯ เพราะกฎหมายเลือกตั้ง บัญญัติว่าเป็นความผิด เราจะแก้ตัวว่าเราไม่รู้-ไม่ได้

มันเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้อง “รู้” กฎหมาย แม้ความจริงจะไม่รู้ก็ตาม (เป็นข้อความคำพูดที่ค่อนข้างฟังยาก แต่ก็ไม่ต้องแปลหรือตีความให้เมื่อย)

ในขณะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา แม้ผมจะไม่ให้ความสำคัญกับวิชากฎหมาย เพราะผมชอบคิดมากกว่าชอบจำตามประสา “เด็กวิทย์” แต่เมื่อทำงานและใช้ชีวิตในเมืองหัวหมอ ผมย่อมให้ความสำคัญต่อกฎหมายเสมอ

ตื่นขึ้นมาเปิดมือถือหรือทีวีก็จะพบเรื่องและภาพของคนถกเถียงกันในปัญหาที่เกี่ยวพันกับกฎหมาย แม้ในชั่วโมงข่าวเราก็ได้ทนายความมาเป็นโฆษกแทนดาราหรือนักแสดง กล่าวอย่างเป็นธรรม ทนายความย่อมมีความน่าเชื่อถือกว่าดาราหรือนักแสดง

ในตอนสายหรือเวลากลางวัน เปิดหนังสือพิมพ์หรือฟังวิทยุ แทนที่จะได้ข่าวคราวความคืบหน้าของเรื่องเศรษฐกิจการค้า ราคาของเกษตรกรรม หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือเรื่องผันผวนของโลก เรากลับพบแต่ข่าวนักการเมืองโต้เถียงกัน ต่างฝ่ายต่างพูดถึงรายละเอียดอย่างหนังคนละม้วน ข่าวของการฟ้องร้องกันไป-มาเพื่อให้ไปโต้เถียงกันต่อที่ศาลจนกว่าจะได้รับคำตัดสิน

พอตกค่ำก็มีนักกฎหมายมาทำหน้าที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมทางบ้าน แสดงรายการทอล์กโชว์หรือตอบคำถามแทนนักวิชาการ ในรายการสารคดีก็จะมีผู้ชำนาญการในสาขาที่วิวาทกันมาให้ความรู้เพิ่มเติม

ประเทศเราต้องมีบุคลากรทางกฎหมายเพิ่มขึ้น ผมอยากเห็นคู่กรณีใช้ทนายความเป็นผู้ช่วยเหลือตั้งแต่การให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะ หรือดำเนินการในการกล่าวหาหรือแก้ต่างทั้งในชั้นสอบสวนหรือชั้นศาล

เชื่อว่าจะดูเป็นอารยะกว่าการแสดงกิริยาอาการ “ป่วน” อย่างอันธพาลหรือแม่ค้าตลาดเถื่อน

เราได้รู้ในเชิงประจักษ์กับมวลสิ่งสกปรกโสโครกและเลวร้ายในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น อิทธิพลมืด ความลำเอียง หลายมาตรฐาน ความเหลื่อมล้ำ รวมไปถึงความเลวทรามต่ำช้า ไม่มีวัฒนธรรมของความเป็นคนไทย และไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ฯลฯ และ ฯลฯ

ผมยอมรับว่าผมได้ความรู้และพบกับความบันเทิงรูปแบบใหม่จากการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในและนอกสภา ผมเปลี่ยนความรู้สึกจากความน่าเบื่อหน่ายของพฤติกรรมนักการเมือง มาเป็นความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่าการชมกีฬา และบางครั้งก็สะใจ…สาแก่ใจยิ่งกว่าการได้เห็นตำรวจจับกุมอาชญากรสำคัญ!

เมื่อประมาณ 40-50 ปีก่อนหน้านี้ ประเทศเราต้องการประชากรที่เป็นแพทย์ นักวิทยาศาตร์ วิศวกร และนักคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาประเทศให้ทันกับเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆ ของโลก ผมค่อนข้างปลาบปลื้มใจที่ลูกชาย-หญิงของผมได้เรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ทั้งคู่ ซึ่งเท่ากับได้ชดเชยที่ผมต้องมาเรียนในฝั่งที่ตรงกันข้ามซึ่งมีกฎหมายเป็นวิชาหลัก

แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เสียดายที่ไม่ได้เรียนวิชา “สายวิทย์” ที่คิดว่าน่าจะถนัดกว่า ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าผลการเรียนดีหรือไม่ดี ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักของการทำงาน หรือการประกอบอาชีพ หรือการครองชีวิตแต่อย่างใด

เพียงแต่ว่าในการใช้ชีวิตให้อยู่ได้ในประเทศที่รกรุงรังด้วยกฎหมาย เราต้องระมัดระวังให้มากกว่าเดิม ถ้าจะห้าวหรือกร่างควรต้องปรึกษานักกฎหมายให้รอบคอบก่อน มิฉะนั้นจะกลายเป็นเรื่อง “ทุกขโต ทุกขถานัง” ที่เกรียวกราวที่สุดในวันนี้

และในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น การเป็นคนหัวหมอหรือคนบุคลิก “กลมกลิ้ง” นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตำหนิหรือต้องประณามแต่อย่างใด หลังสงครามโลกครั้งสุดท้าย เรารอดจากความเป็นประเทศผู้แพ้มาได้เพราะความกลมกลิ้งของบรรพบุรุษหลายท่าน

ในยุค คสช. ก็เห็นได้ว่าบ้านเมืองของเราก็รอดพ้นจากวิกฤตมาได้เพราะความเป็นคนหัวหมอและกลมกลิ้งของบางท่านเหมือนกัน

มีข่าวดีจาก สตช. … “มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับที่แล้ว ในคอลัมน์ “โล่เงิน”

พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ข่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีมติกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจให้กับ “กองบังคับการกฎหมายและคดี” สังกัด ภ.1-9 ในปี 2563 ทำหน้าที่ดูแลคดีปกครอง คดีแพ่ง งานตรวจสำนวน สอบสวนคดีสำคัญที่มีอัตราโทษสูง คดีอุทธรณ์ ฎีกา รวมทั้งคดีที่อยู่ในอำนาจของตำรวจภูธรภาค ในการทำความเห็นแย้งคำสั่งพนักงานอัยการ

พาดหัวคอลัมน์บอกว่า “เปิดเส้นทางก้าวหน้าพนักงานสอบสวน ปิดทางอัตวินิบาตกรรม”

นอกจากแก้ปัญหาของ สตช.ที่ขาดแคลนพนักงานสอบสวนแล้ว ส่วนหนึ่งก็เท่ากับเป็นคำตอบที่สนองสภาพ “เมืองหัวหมอ” ไปในตัว

และเพื่อให้งานในกระบวนการยุติธรรมมีผลอย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ ไม่ถ่วงเวลาได้ถึง 10 ปี เราก็ควรที่จะเพิ่มผู้พิพากษา พนักงานอัยการ ขณะเดียวกันก็สร้างคุกเพิ่มให้พอเพียงกับจำนวนผู้ต้องโทษด้วย

ไหนๆ จะเป็นเมืองหัวหมอกันแล้ว

บทความก่อนหน้านี้ภาคีรธน.ประชาธิปไตย จ่อตั้ง กก.ศึกษาผลกระทบ ม.44 มุ่งร่วมมือ กมธ.เพื่อเยียวยา-แก้ไข
บทความถัดไป“ปารีณา” ดอดยื่นประกันตัว! คดีหมิ่นประมาท “ช่อ-พรรณิการ์” แจงสื่อ “ทางขับรถผ่าน”