ผ่าปม | มหากาพย์ชิง “ธรณีสงฆ์ ” เมื่อ “ตำรวจ” ยิง “ทนาย” ถึงมือ ป. “ที่สุดท้าย ที่หมายพึ่ง”

12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เกิดเหตุระทึกกลางศาลจังหวัดจันทบุรี หลังสิ้นเสียงปืนหน้าบัลลังก์ผู้พิพากษา ก่อนการตัดสินคดีที่โจทก์และจำเลยได้ฟ้องร้องต่อกัน

ผู้ยิงคือ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ อดีตรองจเรตำรวจแห่งชาติ จำเลยในคดี ที่ใช้อาวุธปืนกล็อกยิงนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความชื่อดังและภรรยา พร้อมทีมทนายฝ่ายโจทก์จนเสียชีวิต 2 ราย ก่อนที่เสมียนทนายจะไปคว้าปืนของ ร.ต.อ.ขจร บรรจง รอง สวป.สภ.เมืองจันทบุรี ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจศาล ยิงใส่ พล.ต.ต.ธารินทร์ จนเสียชีวิตอีกราย รวม 3 ศพ

ต้นเรื่องทั้งหมดเกิดจากปัญหากรรมสิทธิ์การครอบครองที่ดินเนื้อที่กว่า 3,800 ไร่ ที่ อ.ท่าใหม่ คาบเกี่ยว อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ที่พระกิตติวุฑโฒภิกขุ อดีตประธานมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย เจ้าของวลี “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ได้ซื้อมาจากนายสมพล โกศลานันท์ ผู้เป็นตาของ น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท อดีตภรรยา พล.ต.ต.ธารินทร์ ด้วยราคา 12 ล้านบาท

แต่พระกิตติวุฑโฒภิกขุชำระเงินไป 8 ล้านบาท ยังเหลืออีก 4 ล้านบาท จนกระทั่งนายสมพลเสียชีวิตในปี 2538

ส่วนพระกิตติวุฑโฒภิกขุได้มรณภาพในปี 2548 ทำให้สมาชิกบางส่วนของครอบครัวโกศลานันท์ต้องการเอาที่ดินคืน

แต่นายบุญช่วย เจริญสถาพร น้องชายของพระกิตติวุฑโฒภิกขุ อ้างตัวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามที่พระกิตติวุฑโฒภิกขุมอบหมายให้ตนเองเป็นผู้ดูแลที่ดิน พร้อมระบุว่าได้ซื้อที่ดินจากนายเรวัติ ลูกชายคนโตของนายสมพล น้าชาย น.ส.เขมจิรา โดยจ่ายเงินไปแล้ว 14 ล้านบาท

แต่ต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องกันไปมาลากเป็นคดีความยาวนานนับสิบปี

กระทั่งฝ่าย พล.ต.ต.ธารินทร์ และ น.ส.เขมจิรา รวมถึงมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย จำต้องไป “ที่สุดท้าย ที่หมายพึ่ง” และได้แจ้งความไว้กับกองปราบฯ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ให้ดำเนินคดีนายบุญช่วย ฐานยักยอกทรัพย์ เนื่องจากที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นของมูลนิธิถูกสวมสิทธิการครอบครองและนำไปออกโฉนดโดยมิชอบ

ก่อนที่นายบุญช่วยแจ้งความกับตำรวจ สน.พหลโยธิน เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2561 เพื่อเอาผิดต่ออีกฝ่ายจนกลายมาเป็นคดีขึ้นศาลยกล่าสุดนี้

ฟากของ “เดอะก้อง” พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. เปิดเผยว่า หลังจากมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ที่เพิ่งมาทราบภายหลังว่าพระกิตติวุฑโฒภิกขุได้ซื้อที่ดิน 3,800 ไร่ให้กับมูลนิธิ ก่อนเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบฯ ให้ดำเนินคดีกับนายบุญช่วย น้องชายพระกิตติวุฑโฒภิกขุ ในความผิดฐานยักยอกที่ดินผืนนี้ไปเป็นของตนเองเมื่อช่วงต้นปี 2562

กองปราบฯ ก็ได้ตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินผืนดังกล่าวว่าใครคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง

ขณะที่ น.ส.เขมจิราได้ร้องขอให้กองปราบฯ จัดกำลังคุ้มครองดูแลตนเองกับบุคคลในครอบครัว รวมถึงพยานสำคัญต่างๆ ไปจนถึงพระที่เคยสนิทใกล้ชิดกับพระกิตติวุฑโฒภิกขุ

เนื่องจากเกรงว่าอาจมีผู้ไม่หวังดีต้องการจะปิดปาก ไม่ให้ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงถึงกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ซึ่งกองปราบฯ จะประเมินความเสี่ยงของแต่ละคน เพราะคงไม่สามารถจัดกำลังไปคุ้มครองพยานได้ทั้งหมด

โดยการนี้ ได้สั่งให้ชุดสืบสวนสอบสวน กก.2 บก.ป.ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อสอบพยานปากสำคัญที่อยู่ในช่วงเวลาซื้อ-ขายที่ดินกันระหว่างนายสมพลและพระกิตติวุฑโฒภิกขุไปแล้ว

ด้าน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. อธิบายว่า หลังพระกิตติวุฑโฒภิกขุได้ที่ดินมาก็มอบหมายนายบุญช่วยเป็นผู้ดูแลร่วมกับพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง ให้นำเอาที่ดินไปทำกิจกรรมทางศาสนาและปรับปรุงพื้นที่เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรม

แต่ระหว่างปี 2554-2555 นายบุญช่วยได้ไปยื่นขอเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.เป็นโฉนดที่ดิน ทำให้มีมูลค่าสูงขึ้นและไม่ได้ทำกิจกรรมทางศาสนาตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิม ทั้งที่พระกิตติวุฑโฒภิกขุเคยได้บริจาคที่ดินในพื้นที่แห่งนี้ 50 ไร่ให้กับโรงเรียนบ้านตาเรียวเพื่อกิจกรรมทางด้านการศึกษา โดยยกให้รัฐเป็นเจ้าของและออกโฉนดไว้พร้อม มีหนังสือยืนยันการบริจาคชัดเจน

จึงเป็นหลักฐานส่วนหนึ่งที่ชี้ว่า ที่ดินที่พระกิตติวุฑโฒภิกขุซื้อมานั้นมีเจตนาเพื่อทำกิจกรรมสาธารณกุศล ทำให้เป็นเรื่องฟ้องร้องกับ น.ส.เขมจิรา ทายาทรุ่นหลานของนายสมพล และ พล.ต.ต.ธารินทร์ ซึ่งต้องการฟ้องร้องให้ที่ดินกลับมาเป็นของทายาท

จนมีคดีแพ่งและอาญานับ 12 คดี

พ.ต.อ.เอนกเปิดเผยต่อว่า กระทั่งล่าสุด น.ส.เขมจิราได้นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับคดีชิ้นสุดท้ายที่ระบุว่า พล.ต.ต.ธารินทร์ได้รวบรวมไว้ก่อนเกิดเหตุยิงกันมามอบให้กับกองปราบฯ ได้ตรวจสอบพร้อมหลักฐานทางราชการอื่นๆ ที่ได้รับไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เชื่อได้ว่าที่ดินผืนดังกล่าวเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ตามที่ระบุในพินัยกรรมของพระกิตติวุฑโฒภิกขุ

ส่วนขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานมาประกอบการสอบพยานเพิ่มเติมก่อนสรุปสำนวนคดี และดำเนินการพิจารณาทางกฎหมายกลุ่มผู้กระทำผิดต่อจากนี้ คาดว่าจะใช้เวลาอีกร่วมเดือน

โดย พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. ได้สั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนคดีเฉพาะทาง ซึ่งกองปราบฯ รับผิดชอบการสืบสวนสอบสวน ส่วนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) รับผิดชอบตรวจสอบเรื่องที่ดิน โดยจะตรวจสอบที่ดินใน อ.เทพา จ.สงขลา 600 ไร่ และ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี อีก 1,700 ไร่ของมูลนิธิ ที่ตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกควบคู่ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าฝ่ายนายบุญช่วยพยายามอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ระบุว่าที่ดิน 3,800 ไร่นั้นเป็นของตนเองมาโดยตลอด

ที่สำคัญ ทนายความในคดีนี้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย ต่างเป็นทนายความที่มาจากสำนักเดียวกัน อีกทั้งชื่อพระกิตติวุฑโฒภิกขุก็คงเป็นที่ลือกันหนาหู เพราะเป็นทั้งอดีตเจ้าอาวาสวัดดังใน จ.ชลบุรี ประกอบกับความสามารถด้านการเทศน์จนมีสานุศิษย์มากมาย ถึงขั้นตั้งมูลนิธิ เรี่ยไรเงินมาซื้อที่ดินเพื่อการศาสนาได้ แต่การตั้งญาติพี่น้องมาเป็นผู้จัดการดูแลทรัพย์สินนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะได้ทรัพย์สินขณะดำรงตนเป็นสงฆ์ ฉะนั้น ทรัพย์จึงต้องตกเป็นของวัด

เรื่องนี้จึงมีความไม่ชอบมาพากลหลายประการ!!!

ด้าน น.ส.เขมจิราระบุว่า นายบุญช่วยได้แถลงเท็จต่อศาลเกี่ยวกับจำนวนทายาทว่านายสมพลมีลูกเพียง 3 คน แต่ความจริงมี 6 คน ซึ่งฝั่งครอบครัวของตนก็เพิ่งทราบเมื่อปี 2554 ว่าที่ดินถูกเปลี่ยนมือ เปลี่ยนชื่อผู้ถือครอง ต่อมามารดาตนจึงทาบทาม พล.ต.ต.ธารินทร์ อดีตสามีให้มาช่วยเรื่องราวทางคดีจนตัวเองถูกฟ้องเท็จ เนื่องจากแม่ตนได้เสียชีวิตลง และหนังสือมอบอำนาจที่แม่ตนเซ็นให้ไม่สามารถใช้ได้ ซึ่งหลักฐานทางราชการก็เพิ่งจะได้มาทีหลัง

ทั้งนี้ เชื่อว่านายบัญชาคือบุคคลสำคัญที่คอยช่วยให้นายบุญช่วย สามารถยักยอกที่ดินของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุฯ ไปเป็นของส่วนตัว และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้พิจารณาถอดยศ พล.ต.ต.ธารินทร์ เนื่องจากฝั่งนายบุญช่วยและนายบัญชามองว่าหากยังปล่อยให้ พล.ต.ต.ธารินทร์นำพยานหลักฐานเอกสารทางราชการขึ้นมาจะทำให้ความจริงปรากฏขึ้นว่าตนเองไม่ใช่เจ้าของที่ดินผืนดังกล่าวที่แอบยักยอกไป

ขณะเดียวกันตนเองและครอบครัวก็ยังคงคาใจถึงสาเหตุที่ พล.ต.ต.ธารินทร์ถูกยิงจนเสียชีวิต และอยากให้นำภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้องพิจารณาออกมาเปิดเผยเพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย

นับตั้งแต่เกิดข่าวขึ้นนั้น นายบุญช่วยได้ระบุเพียงสั้นๆ ว่า เรื่องทุกอย่างจบลงไปหมดแล้วทั้งคดีแพ่งทั้งคดีอาญา ส่วนกรณีที่ทางมูลนิธิแจ้งเอาผิดในคดียักยอกนั้น ตนได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่เป็นความจริง และไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดมากไปกว่านี้

ชะรอยว่าหนังยาวม้วนนี้ยังมีอีกหลายตอนที่ต้องติดตามกันต่อไป

ท้ายที่สุด กระบวนการทางกฎหมายคงชี้ขาดได้ว่าใครกันแน่คือเจ้าของที่ดินมรดกเลือดที่แท้จริง

บทความก่อนหน้านี้ทำไมคนเหนือจึงเรียกตัวเองว่า “คนเมือง” ?
บทความถัดไปทราย เจริญปุระ | พ่อ แม่ และตู้เหล็กที่ปิดล็อก