คนไทยจะลงถนนไหม? หลังคดีธนาธรแล้วจะยังไงต่อ ?-ทำไมผู้กุมอำนาจรัฐอาจได้ผลกลับ ตรงข้ามกับที่คาดไว้? | รศ.พิชาย นิด้า ฉายภาพรอบด้าน

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำหลักสูตร การเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า มีหลายเรื่องที่น่าพิจารณาต่อ ในส่วนของคำพิพากษาเราก็จะเห็นได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญคิดอย่างไรกับมาตรานี้ คิดยังไงในที่นี้หมายถึงถ้าใครมีหุ้นสื่อแล้วจะผลิตสื่ออะไรก็ตามถือว่าเป็นสื่อทั้งหมดเข้าข่ายหมดในมาตรานี้ จะขายหนังสือผลิตหนังสือการ์ตูน อีกประการหนึ่งคือศาลมองได้ว่าถ้าใครทำสื่อแม้ว่าในเชิงพฤตินัยจะยุติไปแล้วแต่ว่าในทางนิตินัยถ้ายังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ถือว่ายังมีสิทธิ์และมีศักยภาพในการทำสื่ออยู่ ซึ่งถ้าเอาในแง่นี้จริงๆ ก็จะเข้าข่าย อีกหลายคนที่ ส.ส.อีกกลุ่มยังต้องเข้าคิวในการถูกยื่นเรื่องให้พิจารณาสมาชิกภาพ คาดว่าอีกหลายคนจะเข้าข่ายลักษณะนี้

มองต่อว่าการที่คุณธนาธรยังไม่ได้ถูกตัดสิทธิอะไรก็ยังแสดงบทบาทได้หลายอย่าง ทั้งกรรมาธิการงบประมาณ หรือจะมีบทบาทในกรรมการวิสามัญของชุดที่ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังเป็นได้ เพราะให้คนนอกเข้าได้ หรืออาจมีคนเสนอชื่อเข้าไปในนามอนาคตใหม่ รวมถึงบทบาทที่ยังเป็นหัวหน้าพรรคยังอยู่ บทบาทแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็ยังมี ที่สำคัญหากเกิดเผื่อมีสมัครส.ส.กทม. มี Accident ใดๆก็แล้วแต่เกิดว่างลงสักที่หนึ่งถ้าแกอยาก ส.ส.เขตก็ทำได้

ส่วนปฏิกิริยาต่อการตัดสินในครั้งนี้ ตัวของคุณธนาธรหลังจากถูกตัดสินก็ออกมาให้ความเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งมีอยู่ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ แล้วอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมกรณีที่แสดงความเห็นเรื่องการใช้ข้อสันนิษฐานในการพิจารณามากกว่าข้อเท็จจริง ประเด็นนี้ผมคิดว่าจะสร้างประเด็นปัญหาขึ้นมา หากศาลไม่สร้างความเข้าใจหรือชี้แจงก็จะเกิดความคาใจว่าในการตัดสินให้น้ำหนักข้อสันนิษฐานมากกว่าข้อเท็จจริงหรือไม่-อย่างไร ?

ปฏิกิริยาอีกประการหนึ่งที่เราเห็นก็คือคนที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่+ธนาธร ไม่ค่อยแฮปปี้กับคำพิพากษานี้มีการแสดงออกทางสื่อโซเชียลต่างๆมากมาย ความเสียใจความอึดอัดคับข้องใจก็ระบายออกมา รวมถึงสมาชิกสภาอาเซียนบางท่านออกแถลงการณ์ ในเชิงผู้มีอำนาจรัฐใช้กลไกทุกอย่างในการสกัดกั้นเพื่อลดบทบาททางการเมืองทำนองนี้ ส่วนคนที่มีความคิดต่างจากคุณธนาธรแน่นอนว่าเขาก็ดีใจเป็นธรรมดารวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ธนาธรว่าไม่ยอมรับผลตัดสินไม่ยอมรับกติกา ตามด้วยปฏิกิริยาต่อมาคือการพยายามกดดันให้กกต.ดำเนินคดีกับคุณธนาธรต่อในมาตรา 151 โดยไวตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ปมที่ว่าในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์สมัคร กรณีนี้มีโทษแรงทั้งจำคุกและตัดสิทธิ์ทางการเมืองและปรับ ซึ่งกกต. ก็ต้องดำเนินการเมื่อมีคำพิพากษาออกมาแล้วถ้าไม่ทำต่อก็จะผิดตามม 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ขณะเดียวกันเท่าที่สังเกตยังมีคนจำนวนมากที่เป็นกลางๆบางส่วนก็มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคุณธนาธรมากขึ้น อาจจะผิดพลาดกับคนที่จ้องเล่นงานคุณธนาธร หลายๆคนก็สะท้อนความคิดเห็นว่ากระบวนการนี้มีลักษณะที่ผิดปกติหรือเปล่าเมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ อย่างเช่นคนที่อยู่ในรัฐบาลคสช.หลายต่อหลายคดี ก็มองเห็นว่าในทางการเมืองมีพลังคู่ขัดแย้งอยู่ฝ่ายหนึ่งก็สามารถกุมอำนาจรัฐได้ การรุกเร้าของกลุ่มที่มีอำนาจต่อคุณธนาธรหากทำมากจนเกินไปมันอาจจะส่งผลด้านกลับต่อผู้มีอำนาจรัฐเองและมันอาจจะมีความเป็นไปได้ที่อาจจะทำให้ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจของประชาชนที่มีต่อคุณธนาธรมันจะมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะมีการลงถนน แต่ถ้าในอนาคตมีกระบวนการที่ทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าฝ่ายหนึ่งถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมมากจนเกินไป มันก็มีความเป็นไปได้ เช่นว่าถ้าคุณธนาธรและพรรคถูกบีบจนไม่เหลือพื้นที่ให้เล่นในสภา พลังที่ห่อหุ้มพรรคอนาคตใหม่มันก็จะระเบิดออกมาก็จะกระจัดกระจาย เมื่อเล่นในพื้นที่สภาไม่ได้ก็ต้องออกมานอกสภานั่นก็คือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ถ้าหากฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐรุกเร้าจนไม่เหลือพื้นที่ให้เล่น เช่น ไปถึงขั้นที่คุณธนาธรถูกตัดสินจำคุกหรือพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบกรรมการบริหารมีความผิดถูกตัดสิทธิ์ ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมา ก็มีโอกาสพัฒนาการเคลื่อนไหว

ถึงกระนั้นจากเหตุที่กล่าวมาก็ไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวนอกสภา ยังมีเรื่องของความชอบธรรมของรัฐบาลเองในการใช้อำนาจไม่ว่าจะเป็นต่อพรรคฝ่ายค้านหรือต่อเรื่องอื่นๆ การบริหารงานทางเศรษฐกิจตกต่ำลงไปอีกมาก เมื่อคนเกิดความเดือดร้อนมันก็เป็นปัจจัยกระตุ้นได้ทั้งนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นโอกาสที่ต้องจับตาดูให้ดีในปีหน้า

ถ้าเราแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่มว่าเป็นผู้สนับสนุนธนาธร เขาอึดอัดดขับข้องใจ คนที่มีความคิดตรงข้ามจะดีใจ คนที่อยู่ตรงกลางก็มีอีกเยอะที่เฝ้าจับตาดูอยู่ว่าใครกำลังเล่นอะไรกันอยู่ คนที่เขาเป็นกลางๆจำนวนไม่น้อยเขามองว่ากระบวนการแบบนี้มันดูเหมือนไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไหร่นักเมื่อเกิดความรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นธรรมก็จะตามมาด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อฝ่ายที่ถูกกระทำ นิสัยคนไทยบางครั้งก็ขี้สงสารเมื่อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งถูกกระทำมากๆเข้า

แล้วถามว่าธนาธร-พรรคอนาคตใหม่ถึงได้ตกเป็นเป้าขนาดนี้ ก็เพราะส่วนหนึ่งที่เขาเสนอแนวคิด-นโยบายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยที่ยังไม่มีเรื่องประวัติการทุจริตฉ้อฉลในการบริหารใดๆทั้งสิ้น แต่ดันไม่ตรงกับคนที่มีความคิดอนุรักษ์นิยม นโยบายหลายอย่างท้าทายกับโครงสร้างอำนาจเดิมเช่น การนำเสนอกฎหมาย เลิกยกการเกณฑ์ทหารเป็นการท้าทายทางวิธีคิดกับกองทัพชัดเจน และระบบนี้ยังเหลืออยู่ในโลกเพียงไม่กี่ประเทศประเทศ เพราะเขาเปลี่ยนไปใช้แนวอาสาสมัคร ทั้งสหรัฐอเมริกายิ่งในยุโรปเขาเป็นประชาธิปไตยมาก การที่จะเป็นทหารเขาก็ใช้วิธีสมัครและมีเงินเดือนที่ดีสวัสดิการดีเป็นอาชีพที่มีเกียรติเข้าไปเป็นด้วยความเต็มใจไม่ได้ถูกเกณฑ์เข้าไป แต่คนที่เขาคิดเชิงอนุรักษ์นิยมในบ้านเราก็จะเน้นเรื่องความมั่นคงและมีความกังวลว่าถ้าเกิดสงครามจะเอาใครไปรบ ? ซึ่งสงครามยุคใหม่ไม่ได้ต้องการกำลังพลอะไรมากมายมันไม่เหมือนกับในอดีตที่ต้องเกณฑ์คนไป มันเป็นพัฒนาการของสังคมไปแล้ว ถ้าเงินดีสวัสดิการดีทำหน้าที่ปกป้องรักษาชาติจริงๆผมเชื่อว่ายังไงมีคนสมัคร

แถมยังมีอีกหลายแนวคิดในพรรคพวกเขา เช่นพหุวัฒนธรรม การเน้นเรื่องเทียมทางเพศ-ชาติพันธุ์ ซึ่งเรื่องพวกนี้เขาไม่ได้สักแต่ว่าพูดแต่เขาแสดงให้เห็นผ่านกระบวนการการคัดเลือกบุคคลในระบบบัญชีรายชื่อทั้งคนด้อยโอกาส คนกลุ่มชาติติพันธ์กลุ่มความหลากหลายทางเพศมันไม่เหมือนกับพรรคการเมืองในอดีตหลายพรรคที่ไปเอาคนมีชื่อเสียงมาอยู่ แต่พรรคนี้มีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างเราก็จะเห็นว่าคนที่มีความหลากหลาย หรือคนที่ด้อยโอกาสมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้แทนทำหน้าที่ในสภาซึ่งเป็นทัศนะที่เปิดกว้างและทำเป็นตัวอย่างให้เห็น อีกประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายอนุรักษ์อาจจะกังวล คือทรรศนะเรื่อง ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขในแบบสากล ที่มีการโจมตีพรรคมาโดยตลอด

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือความผิดตามมาตรา151 ที่กกต. ต้องพิจารณาขั้นต้น ธนาธรก็ต้องต่อสู้ว่าตัวเองก็พยายามทำทุกอย่างที่จะ ขายหุ้นแล้ว แล้วเมื่อส่งเรื่องไปที่ศาล ศาลก็ต้องพิจารณาดูเจตนาว่ามีเจตนารู้หรือไม่รู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ แต่ผมเชื่อว่าศาลยุติธรรมน่าจะพิจารณา ตามข้อมูลตามหลักฐานโดยไม่ใช่ข้อสันนิษฐาน ที่เวลาตัดสินใครแล้วถ้ามีความผิดต้องเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ถ้าเกิดมีข้อสงสัยแม้แต่นิดเดียวก็ต้องยกผลประโยชน์ให้กับจำเลย เพราะมันเป็นโทษอาญา ผมเชื่อว่าแนวโน้มประมาณนี้

อย่างไรก็ตาม รศ.พิชาย มองว่าวิธีหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์จะทำเพื่อลดอุณหภูมิการเมืองได้ คือการตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ คนก็จะไปหมกมุ่นอยู่กับการเลือกตั้งท้องถิ่นอีกประมาณ 2-3 เดือนแล้วก็เกิดความหวังใหม่ๆ บรรยากาศความตึงเครียดที่มีต่อรัฐบาลกระจัดกระจายออกไป แต่เอาเข้าจริงคุณประยุทธ์เองดูไม่ค่อยจะมองอะไรรอบด้านเท่าไหร่ ก็พยายามที่จะยื้อการเลือกตั้งท้องถิ่นออกไป ทั้งที่การเลือกตั้งท้องถิ่นมีประโยชน์ต่อรัฐบาลมาก ทั้งในแง่เศรษฐกิจที่เป็นตัวกระตุ้นได้ และการเมืองที่คนท้องถิ่นจะลดการวิจารณ์รัฐบาลลง แต่ผมว่าแกคงคิดไม่ค่อยได้

 

บทความก่อนหน้านี้‘จาตุรนต์’ ร้องทุกฝ่ายได้เวลาต้องคุยรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ ชี้หัวหน้าทีมไม่ทำหน้าที่
บทความถัดไปช่วยไม่ไหว ‘ณัฏฐพล’ ลอยแพองค์การค้ายันไม่คืนโควต้าพิมพ์หนังสือสสวท.