ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | อนาคตใหม่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศเหมือนสื่อสุดโต่งกล่าวหา

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

ธนาธรเป็นผู้นำการเมืองที่ประสบความสำเร็จรวดเร็วที่สุดในสังคมไทย เพราะไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนที่ทำงานการเมืองครั้งแรกโดยตั้งพรรคแล้วมีคนเลือกถึงหกล้าน ยิ่งกว่านั้นคือธนาธรทำพรรคโดยไม่มี ส.ส.เก่าหรือหัวคะแนนเลย ความสำเร็จของอนาคตใหม่จึงแสดงถึงการเมืองใหม่ในประเทศนี้จริงๆ

คุณทักษิณเป็นหนึ่งในนายกที่คนไทยรักที่สุดจนปัจจุบัน แต่ด้วยข้อจำกัดของการเมืองเก่าเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน กว่าที่คุณทักษิณจะทำพรรคไทยรักไทยจนลงเลือกตั้งครั้งแรกก็ชนะโดยมีคนเลือกกว่าสิบสี่ล้าน คุณทักษิณก็ผ่านการทำงานกับพรรคพลังธรรมและนักการเมืองเก่าคนอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึงคุณชวนและคุณอภิสิทธิ์ที่ต้องรอกว่ายี่สิบปีจึงได้เป็นนายกรัฐมนตรี

กองเชียร์เผด็จการอาจอ้างว่าพรรคพลังประชารัฐที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ มีคนเลือกมากกว่าพรรคอนาคตใหม่ที่หนุนธนาธร แต่พลังประชารัฐทำพรรคโดยดูด ส.ส.และกลุ่มการเมืองต่างๆ จนพูดยากว่าคนเลือกเพราะพล.อ.ประยุทธ์ หรือเพราะนักการเมืองหน้าเก่าๆ ที่เครือข่ายพล.อ.ประยุทธ์ ดึงมาเป็นเครื่องมือ

ไทมส์ทำถูกที่ยกย่องว่าธนาธรเป็น ๑ ใน ๑๐๐ ดาวรุ่งผู้มีอิทธิพลต่อโลกปัจจุบัน และที่น่าสนใจกว่านั้นคือไทมส์จัดธนาธรอยู่กลุ่มเดียวกับชินจิโร่ โคอิซูมิ รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมซึ่งถูกมองว่ามีโอกาสเป็นนายกญี่ปุ่นหลังยุคอาเบะ ทั้งที่ตอนนี้อายุเพิ่ง 38 หรือเท่ากับทั้งคู่มีศักยภาพเป็นผู้นำประเทศในระยะยาว

ในสังคมที่การแข่งขันทางการเมืองดำเนินไปตามปกติ ธนาธรและโคอิซูมิคือสัญลักษณ์ของ “คนรุ่นใหม่” และ “การเมืองใหม่” ที่สร้าง “นักการเมืองแนวใหม่” ซึ่งมีโอกาสเป็นผู้นำในอนาคต แต่ปัญหาคือธนาธรอยู่ในประเทศซึ่งไม่มีใครเป็น “ผู้นำการเมือง” ได้ หากไม่ได้ความยินยอมจาก “ชนชั้นนำทางการเมือง”

โดยทั่วไปนั้น ชนชั้นนำทางการเมืองมักโจมตีนักการเมืองว่าชนะเลือกตั้งด้วยเงินและหัวคะแนน แต่ทันทีที่ธนาธรทำอนาคตใหม่สำเร็จโดยไม่ใช้อะไรพวกนี้ คำชื่นชมที่อนาคตใหม่สร้างการเมืองใหม่ให้เป็นจริงกลับไม่ปรากฎ ส่วนพรรคการเมืองที่โจมตีอนาคตใหม่ที่สุดคือพรรคที่ยืนหนึ่งด้านใช้เงินกับหัวคะแนน

ที่ผ่านมานั้นการโจมตีทางการเมืองมักรวมศูนย์ที่การใช้ตำแหน่งทางการเมืองเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ แต่ทั้งที่ธนาธรและอนาคตใหม่ไม่มีอะไรมัวหมองเรื่องนี้ คนบางกลุ่มกลับโจมตีอนาคตใหม่ราวกับเป็นพรรคการเมืองที่ปล้นชาติหรือทำร้ายประชาชนอย่างที่สุด โดยเฉพาะการตั้งข้อกล่าวหาต่างๆ ทางอุดมการ

ทุกคนในประเทศนี้รู้ว่าอนาคตใหม่ถูกคนบางกลุ่มสาดโคลนว่าชังชาติ, ไม่เคารพศาสนา, ต้านประเพณี หรือมีทรรศนะคติติดลบกับสถาบันต่างๆ จนเกิดเป็นวาทกรรมว่าอนาคตใหม่เป็นตัวแทนฝ่าย “เสรีนิยม” หรือ “ซ้ายจัด” ส่วนอีกฝ่ายเป็นตัวแทนของ “อนุรักษ์นิยม” ที่ต้องการปกป้องสิ่งดีๆ ในบ้านเมือง

คำถามคือจริงหรือที่ความขัดแย้งทางอุดมการเป็นต้นเหตุให้คนบางกลุ่มโจมตีอนาคตใหม่ราวกับทุจริตหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ และเป็นไปได้หรือไม่ที่คนบางกลุ่มโจมตีอนาคตใหม่โดยใช้อุดมการเป็นข้ออ้างในการปลุกปั่นเพื่อห่อหุ้มการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง?

เครือเนชั่นเป็นหนึ่งในคนกลุ่มที่โจมตีอนาคตใหม่มานาน และถึงแม้ก่อนหน้านี้เครือเนชั่นภายใต้ผู้บริหารชุดเก่าจะเคยถูกตั้งคำถามว่าทำสื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงๆ หรือมีอคติกับบางพรรคการเมืองเป็นพิเศษ เครือเนชั่นเพิ่งจะถูกตั้งคำถามว่าทำสื่อเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของบางพรรคการเมืองก็ในยุคนี้เอง

ในคำแถลงของโฆษกพรรคอนาคตใหม่ไม่กี่วันก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของธนาธร โฆษกอนาคตใหม่ระบุว่าเครือเนชั่นทั้งหมดทำข่าวโจมตีพรรคเช้าจรดเย็น ส่วนโฆษกพรรคภูมิใจไทยก็อภิปรายในสภาคล้ายๆ กันว่าเนชั่นเป็นสื่อที่แทรกแซงการเมืองเหมือนมีการเมืองแทรกซึมอยู่ตลอดเวลา

ตามข้อมูลที่โฆษกพรรคอนาคตใหม่แถลงต่อประชาชน “เครือข่าย” ของเนชั่นประกอบด้วยสถานีโทรทัศน์, หนังสือพิมพ์, เว็บไซด์,พิธีกร ฯลฯ ซึ่งมีพฤติกรรมใช้ข่าวเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชังธนาธรและพรรคอนาคตใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการทำลายชื่อเสียงของเจ็ดพรรคฝ่ายค้านด้วยวิธีต่างๆ นานา

ตรงข้ามกับพรรคภูมิใจไทยที่ตั้งคำถามกับเนชั่นเรื่องเป้าหมายในการทำสื่อแต่เพียงอย่างเดียว โฆษกอนาคตใหม่ชี้ว่าเนชั่นสร้าง “เครือข่าย” เพื่อเผยแพร่ข่าวสารที่ให้คุณให้โทษทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็เท่ากับว่าเนชั่นไม่ใช่สื่อ แต่คือเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้คำว่าสื่ออำพรางตัวเอง

ปฏิกริยาที่อนาคตใหม่และภูมิใจไทยมีต่อเครือเนชั่นคล้ายกันแบบนี้น่าสนใจ เพราะทั้งสองพรรคมาจาก “ขั้ว” ทางการเมืองตรงข้ามกัน การโจมตีที่เนชั่นมีต่ออนาคตใหม่และภูมิใจไทยจึงไม่ได้มีต้นเหตุมาจาก “อุดมการ” ที่ต่างกันระหว่างเนชั่นกับทั้งสองพรรค เพราะทั้งคู่ไม่ใช่พรรคที่มีอุดมการอะไรเหมือนกันเลย

จริงอยู่ว่าเนชั่นโจมตีอนาคตใหม่ด้วยเรื่องทางอุดมการ แต่การด่าคนอื่นว่าไร้อุดมการนั้นไม่ได้แปลว่าผู้ด่าจะมีอุดมการสูงส่งไปด้วย คนที่พูดเรื่องอุดมการมากที่สุดอาจเป็นคนที่ชำนาญในการใช้อุดมการยกหางตัวเองมากที่สุดก็ได้ นายกจากการรัฐประหารเยอะไปที่พูดเรื่องนี้ แต่สุดท้ายจบด้วยการถูกจับได้ว่าโกง

คนบางส่วนเห็นว่าการโจมตีที่เครือเนชั่นทำต่ออนาคตใหม่ เป็น “ความขัดแย้งทางอุดมการ” ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม แต่ที่จริงการมีอุดมการอนุรักษ์นิยมไม่จำเป็นต้องมีพฤติกรรมแบบนี้ก็ได้ ตัวอย่างเช่นประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่อนุรักษ์นิยมแน่ๆ แต่ก็ไม่ได้มีการโจมตีฝ่ายตรงข้ามลักษณะเดียวกัน

ถึงที่สุดแล้ว ความแตกต่างทางความคิดและความขัดแย้งทางอุดมการไม่ใช่ปัญหาของสังคมไทย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือความสุดโต่งทางการเมือง (Political Extremism) ซึ่งทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้างด้วยยุทธวิธีต่างๆ ไม่ว่า Hate Speech, สร้างข่าวเท็จ, ยุทหารให้ยึดอำนาจ รวมทั้งปลุกปั่นให้เกิดการใช้กำลัง

ในโลกที่มองด้วยสายตาของคนสุดโต่งทางการเมือง ใครจะมีอุดมการอะไรไม่สำคัญเท่ากับการจัดประเภทว่าใครเป็นพวกเดียวกับใครในทางการเมือง สื่อหรือขบวนการที่สุดโต่งทางการเมืองจึงอาจใช้เรื่องอุดมการโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างไรก็ได้ แต่ก็หุบปากเงียบทันทีที่พวกเดียวกันไม่ทำตามอุดมการ

ไม่ว่าจะในต่างประเทศหรือประเทศไทย ลัทธิสุดโต่งทางการเมืองจะปรากฎอย่างแรงกล้าในคนที่เอาตัวเองผูกกับผู้นำจนสามัญสำนึกสิ้นสูญ หลักการที่ไม่ดีอาจกลายเป็นดีได้ หากมาจากผู้นำหรือเครือข่ายชนชั้นนำที่เป็นพวกเดียวกัน และหลักการดีๆ ก็อาจกลายเป็นเลว หากทำโดยฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

พูดตรงๆ คำร้องเพื่อถอดถอนธนาธรหรือยุบพรรคอนาคตใหม่หลายเรื่องเป็นหลักฐานของความสุดโต่งที่ใครๆ ก็รู้ว่าเกิดขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง ธนาธรโดนหาเรื่องยุติสมาชิกภาพ ส.ส.จากการเป็นเจ้าของนิตยสารซึ่งเลิกกิจการไปแล้ว แต่สื่อฝ่ายต้านธนาธรเป็น ส.ส.พรรครัฐบาลและ ส.ว.สำรองโดยไม่ผิดอะไร

ล่าสุด กกต.ส่งสัญญาณจัดการอนาคตใหม่จากเรื่องธนาธรให้พรรคกู้เงินโดยเปิดเผยอีก ทั้งที่ความโปร่งใสทางการเงินของพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการ และพรรคพลังประชารัฐที่โดนครหาว่ารับเงินบริจาคจากหน่วยงานรัฐและเจ้าสัวกลับไม่โดนดำเนินคดี “โต๊ะจีนพลังประชารัฐ” แม้แต่นิดเดียว

ในระยะยาวแล้ว ลัทธิสุดโต่งทางการเมืองนำไปสู่การเมืองเชิงทำลายล้างที่การเมืองกลายเป็นการตอบโต้แบบต่อปากต่อคำ, การฉวยโอกาส, การใช้กฎหมายเอาเปรียบ รวมทั้งการทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม สื่อหรือนักการเมืองที่มีความคิดแบบสุดโต่งจึงทำลายความสงบของสังคมในความหมายที่แท้จริง

อุดมการณ์ที่แตกต่างกันไม่ใช่ปัญหาในสังคมไทยหรือสังคมไหนในโลก เพราะอุดมการเป็นเรื่องของความคิด และตราบใดที่ไม่มีใครยุ่งกับสิ่งที่คนอื่นคิดเพื่อเปลี่ยนความคิดเขาไปเป็นแบบอื่น ตราบนั้นอุดมการและความแตกต่างทางอุดมการไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างที่มักเข้าใจผิดกัน

ในแง่นี้ อุดมการกลายเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งทันที่มีคนบางกลุ่มสุดโต่ง (Extremism) จนต้องการกวาดล้างอุดมการอื่นให้สิ้นซากไป กลุ่มสุดโต่งที่ปราศจากขันติธรรมหรือความมีใจกว้างจึงเป็นต้นตอของปัญหา ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างอุดมการอย่างที่สังคมไทยชอบพูดกัน

ความขัดแย้งระหว่างอนาคตใหม่กับกลุ่มต้านอนาคตใหม่ไม่ใช่ความขัดแย้งเชิงอุดมการ เพราะสิ่งที่อนาคตใหม่พูดและทำคือสิ่งที่พรรคการเมืองในระบบประชาธิปไตยรัฐสภาทำแทบทั้งสิ้น กลุ่มต้านอนาคตใหม่มุ่งขจัดอนาคตใหม่เพราะอำนาจและผลประโยชน์ หรือถึงที่สุดคือการทำเพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง

ความนิยมที่คนรุ่นใหม่มีต่อธนาธรทำให้ชนชั้นนำบางกลุ่มมองว่าธนาธรอันตราย แต่ที่จริงธนาธรเป็นเพียงตัวแทนของความต้องการเปลี่ยนประเทศในคนรุ่นใหม่ทั้งหมด การทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดธนาธรหรืองยุบพรรคนั้นอาจสกัดกระแสนี้ได้ชั่วคราว แต่ความต้องการของคนรุ่นใหม่แบบนี้ไม่มีวันดับลง

ไม่มีคนกลุ่มไหนทำลายสังคมไทยเท่าชนชั้นนำสุดโต่งที่ให้ท้ายสื่อสุดโต่งปลุกปั่นความคิดสุดโต่งเพียงเพื่อจรรโลงอำนาจซึ่งสวนทางกับธรรมชาติมนุษย์และวิวัฒนาการของสังคม