โล่เงิน | แฉบ่อนเมืองกรุงกลางสภา สั่นสะเทือน “บิ๊กตู่” ปธ.ก.ตร. คำสั่ง 234/2558 ไร้ความขลัง?

วันก่อน “ส.ส.โจ้” นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายแฉกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2563 ทำเอาร้อนๆ หนาวๆ กัน

“ตอนนี้เพื่อนผมที่ทำงานอยู่แถวๆ สีลมซึ่งเป็นย่านธุรกิจของไทย บอกว่าเดี๋ยวนี้สีลมซบเซา คนไม่มีเงินเช่าออฟฟิศ จึงเปลี่ยนไปเปิดกาสิโน ผมไม่เชื่อ เพื่อนก็พาไปดู พบว่ามีกาสิโนเปิดอยู่สีลมกลาง กทม. อยู่ถนนธนิยะ ใต้สถานีรถไฟฟ้าสีลม ซึ่งฝั่งขวาขึ้นกับ สน.บางรัก ฝั่งซ้ายขึ้นกับ สน.ทุ่งมหาเมฆ เดินเข้าไปถนนธนิยะ 300 เมตร อยู่ขวามือ มีคนคอยดูต้นทางทางเข้าบ่อนสีลม เขาบอกว่าเฮียตี้มาเปิดบ่อน เป็นไปได้อย่างไร อย่างนี้ผมต้องฟ้องนายกรัฐมนตรี ต้องไปจัดการ เพราะนายกฯ เป็นคนดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง” นายยุทธพงศ์กล่าว

เป็นส่วนหนึ่งจากการซักฟอกของ “ส.ส.จอมคุ้ย” ที่หยิบยกว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ไม่สามารถนำงบไปใช้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยจริง โดยเฉพาะงบการป้องกันปราบปราม ลดระดับเหตุอาชญากรรม

รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลของ ตร. ที่สูงถึง 122,800 ล้านบาท

ฟากรัฐบาล นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย ถึงกับเก้าอี้ร้อนผ่าว ในฐานะประธาน ก.ตร. ได้โต้กลับว่า ปัญหาเรื่องบ่อน ไม่อยากให้ถ่ายรูปอย่างเดียว แต่อยากให้แจ้งตำรวจ แจ้งเดี๋ยวนี้ เขาก็จะไปเดี๋ยวนั้น และจะไปสอบสวน อย่าให้รู้ว่าเป็นใคร ขอให้ระวังตัวไว้ด้วย

ขณะที่เจ้าของพื้นที่เมืองกรุง พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผบก.น.6 ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่นายยุทธพงศ์หยิบยกขึ้นมาแฉในสภา ซึ่ง พล.ต.ต.เมธีเปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารโรงแรมตามที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมกับชุดสืบสวน พบว่าที่ชั้น 1-4 เป็นเพียงร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะเท่านั้น ไม่ได้ถูกเปิดเป็นบ่อนการพนัน

ส่วนการจับกุมผู้เล่นพนันไฮโลในพื้นที่ สน.บางรัก ได้ตัวผู้ต้องหารวม 13 คน ก็เป็นสถานที่คนละแห่ง ไม่ใช่ในย่านสีลม ยืนยันว่าจากการสอบถามพ่อค้า-แม่ค้า ผู้ประกอบการต่างๆ ตั้งแต่ร้านค้าไปจนถึงรถเข็นข้างทางก็ไม่มีวี่แววว่า “เฮียตี้” ที่ถูกอ้างเป็นเจ้าของบ่อนในพื้นที่มีตัวตนจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่มีผู้มีอิทธิพลควบคุมสั่งการในพื้นที่แน่นอน

“ผู้ที่ลักลอบเล่นพนันก็มีอยู่ในหลายพื้นที่ ซึ่งก่อนผมจะเข้ารับตำแหน่ง ผบก.น.6 ก็ได้สั่งกำชับกับโรงพักในท้องที่ควบคุมให้ระดมปราบปรามการเล่นพนันโดยตลอดและต่อเนื่อง ไม่ต้องรอให้เป็นข่าวแล้วค่อยจับกุม”

พล.ต.ต.เมธีระบุ

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา พล.ต.ท.ภัคพงศ์ได้สั่งให้ทุกกองบังคับการกวดขันจับกุมแหล่งอบายมุขทุกประเภท โดยเฉพาะ “บ่อนการพนัน” ให้ยึดตามแนวทางของคำสั่ง ตร. ที่ 234/2558 ที่ว่าด้วยเรื่องการพิจารณาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บกพร่องในการป้องกันปราบปรามอบายมุข ซึ่งครอบคลุมถึงการพนัน การค้ามนุษย์หรือค้าประเวณี

โดยในคำสั่งข้อที่ 6 ได้ระบุถึงลักษณะที่เป็นความบกพร่อง อันได้แก่ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ป้องกันปราบปรามความผิดด้านอบายมุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ปล่อยปละละเลยไม่สนใจการสืบสวนปราบปรามจับกุม, มีส่วนพัวพัน รู้เห็นเป็นใจหรือเกี่ยวข้องและเรียกรับผลประโยชน์กับแหล่งอบายมุขที่ผิดกฎหมาย

ที่กล่าวมามีบทลงโทษกำหนดชัดเจนในข้อที่ 8 อันดับแรก หากไม่สามารถทำงานปราบปรามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลคือกักขัง สำหรับชั้นประทวนและชั้นสัญญาบัตร หรือแม้แต่ตัดเงินเดือนตามแต่กรณี ทั้งนี้ หากมีส่วนพัวพันกับการกระทำผิดและมีหลักฐานมัดตัวชัดเจน จะถือเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง ให้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีโทษทางอาญาอย่างเด็ดขาด

ฉะนั้น คำสั่งฉบับนี้จึงเป็นเหมือนบทสวดมนต์ที่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ

พาย้อนรอยข้อมูลบ่อนใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ แต่ละแห่ง มีชาวบ้านใกล้เคียงในละแวกที่ตั้งรู้ข้อมูลดีที่สุด แต่ต่างอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกันกับเจ้าของบ่อน ที่คอยอุปถัมภ์ชุมชน คนในชุมชนคอยเป็นหูเป็นตาสอดส่องเวลาตำรวจเข้าจับกุม เลยเป็น “งานยาก” ในการเข้าไปทลายบ่อนแต่ละครั้ง

ที่สำคัญ มีการส่งท่อน้ำเลี้ยงทุกระดับ อยู่อย่างอิ่มหมีพีมัน

ที่เคยได้ยินมี 1.บ่อนโชคชัย 4 2.บ่อนเตาปูน ยุค พล.ต.ท.วินัย ทองสอง นั่งเก้าอี้ ผบช.น. เคยวางแผนถึง 3 เดือน ถึงบุกจับได้ 3.บ่อนลอยฟ้าย่านฝั่งธนบุรี อาคารที่พักขนาดสูง 9 ชั้น ซึ่งชั้นบนสุดจะเป็นบ่อนการพนัน บ่อนนี้เป็นของอดีตตำรวจ 4.บ่อนบางนา อยู่ในซอยสุขุมวิท 101/1 มีคนมีสีคอยคุ้มครอง รวมถึงมีเงินทุนจากนักการเมืองหนุนหลัง 5.บ่อนอ๊อดใต้ 6.บ่อนบ้านฟ้าย่านรามอินทรา 7.บ่อนเจ๊ง้อ 8.บ่อนกิ่งเพชร ซอยเพชรบุรี 5 “เจ๊เพียะ” เคยถูกจับกุมบ่อยครั้ง แต่พอเงียบหายไม่ถึงเดือนก็เปิดรับนักเล่นใหม่

นอกจากนั้นก็มีบ่อนวิ่ง พอตำรวจได้กลิ่นก็ปิดตัว ไปรวมตัวกันที่ใหม่ ย้ายไปเรื่อยๆ

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ชาวเน็ตต่างฮือฮาโพสต์เฟซบุ๊กหนุ่มลายสักพร้อย นามว่า “เสือ ดุสิต” หรือนายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน พร้อมพวกรวม 4 คน ถือปืนพกไปบุกปล้นบ่อนพนันไฮโลแห่งหนึ่งในย่านสะพานใหม่ ซอยพหลโยธิน 50 แยก 1 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. พื้นที่ สน.บางเขน

เจ้าตัวระบุว่า ที่ทำไปเพราะถูกเจ้ามือโกง เลยมาเอาเงินกว่า 2 หมื่นบาทที่เสียไปกลับคืนมา แต่กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนมีคนดังวงการสีเทาออกมาสาวไส้ เผยชื่อ “เฮีย ต.” และ “เฮีย ก.” อยู่เบื้องหลังบ่อนที่ว่า

งานนี้เรียกว่าเปิดบ่อนอยู่ใต้จมูก แต่ราวกับว่าตำรวจพื้นที่แลไม่เห็น ระยะแรกให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มี ไม่รู้ หรือไม่ทราบ จนสังคมพากันวิจารณ์หนัก ก่อนจะพากันยกโขยงลงตรวจโกดังสถานที่ถูกเปิดให้เป็นบ่อน แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า เหลือแค่เศษฝุ่นและกระดาษโพยพนันให้เห็นต่างหน้า

คดีนี้ทำเอาตำรวจทั้งสืบสวนและสอบสวน จนถึงงานป้องปราบของ สน.บางเขน โดนเด้งระหกระเหินไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ บก.น.2

แต่พอเวลาผ่านไป เข้าสู่สภาวะปกติ ดูเหมือนบทสวดมนต์ที่เปรียบเปรยไว้ก่อนหน้านี้ไม่มีความหมาย

ท้ายที่สุด ปัญหาเรื่องบ่อนและการเรียกรับส่วยจากเจ้าหน้าที่รัฐ หากจะแก้อย่างจริงจังต้องรื้อทั้งระบบ ขจัดช่องว่างกฎหมายและเพิ่มความน่าเกรงขามด้วยการบังคับใช้อย่างจริงจัง มิอาจกล่าวหา “ผู้ใหญ่” หรือ “ผู้น้อย” ได้ว่าใครกันแน่ที่ผิดเต็มประตู

แต่คำถามค้างคาใจของประชาชนที่ตั้งตารอความชัดเจนก็มีลิมิตเหมือนกับน้ำในลูกโป่ง หากน้ำเยอะไปจนลูกโป่งแตก เมื่อนั้นคงไม่ใช่นิมิตหมายที่ดีของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กับภารกิจหน้าที่การจัดการอบายมุขอย่างแน่นอน

บทความก่อนหน้านี้‘อนุทิน’ ลั่นมติแบนสารพิษ ไม่ใช่สั่งขี้มูกจะทบทวนใหม่ แต่บอกเป็นสิทธิ ‘สุริยะ’ เรียกหารือ
บทความถัดไป‘ชวน’ ย้ำแก้รธน.ต้องร่วมมือกัน ชมส.ว.บางเรื่องทำดีกว่าส.ส. คนดีต้องคู่กับกม.ที่ดี