ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | ผู้พิพากษายิงตัว : สัญญาณใหม่ของการเปลี่ยนแปลงประเทศ

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

เหตุการณ์ผู้พิพากษายิงตัวตายเป็นเหตุการณ์สำคัญต่อวงการผู้พิพากษาเองและต่อสังคมไทย และเช่นเดียวกับเหตุการณ์ยิ่งใหญ่กรณีอื่นๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

อะไรที่สำคัญมักส่งผลให้มีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นอย่างกว้างขวาง

ไม่ว่าความเห็นนั้นจะมาจากประสบการณ์, ความรู้, อคติ หรือการมโนไปเองก็ตาม

ขณะที่ผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ บาดเจ็บสาหัสจากการยิงตัวเองในปัจจุบัน คนจำนวนมากที่มีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ แตกต่างกันล้วนใช้เหตุการณ์นี้ถ่ายทอด “เรื่องเล่า” ซึ่งอาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องของผู้พิพากษาโดยตรงเลยก็ได้

และแน่นอนว่าการกระทำแบบนี้ไม่เป็นธรรมกับผู้พิพากษาแม้แต่นิดเดียว

ชั่วอึดใจเดียวหลังเสียงปืนลั่นจากบัลลังก์ศาลยะลาดังก้องไปทั้งแผ่นดิน

โฆษกศาลรีบแถลงว่าผู้พิพากษาคณากรยิงตัวเองเพราะเครียดจากเรื่องส่วนตัว

“เรื่องเล่า” กรณีนี้ชี้ว่าศาลในฐานะ “องค์กร” สร้างภาพว่าผู้พิพากษายิงตัวเองจากปัญหาชีวิต แม้เวลานั้นตัวผู้พิพากษาจะนอนเจ็บจนไม่ได้พูดกับโฆษกศาลเลยก็ตาม

ถ้าทำให้สังคมเชื่อว่าผู้พิพากษายิงตัวตายเพราะเรื่องส่วนตัว ความพยายามคร่าชีวิตตัวเองของผู้พิพากษาย่อมเป็น “อาการ” ที่แสดงออกถึงความไม่สามารถจัดการปัญหาอย่างมีวุฒิภาวะ

คำอธิบายนี้จึงจงใจไม่ให้คนสนใจสาเหตุที่ผู้พิพากษายิงตัวตาย

แต่ที่อำมหิตกว่านั้นคือทำลายเกียรติภูมิของผู้พิพากษายามฟื้นขึ้นมา

ไม่มีใครรู้ว่าบุคคลผู้เป็นต้นคิดในการปกปิดสาเหตุที่ผู้พิพากษาคณากรยิงตัวตายเป็นใคร แต่ที่แน่ๆ ปฏิบัติการกำจัด “เรื่องเล่า” จากปากคำของผู้พิพากษาเองเริ่มแทบจะทันทีที่กระสุนปืนทะลุหน้าอกทะลวงไปออกด้านหลัง เพราะคลิปเฟซบุ๊กไลฟ์ของผู้พิพากษาถูกลบทิ้งไปหมด เช่นเดียวกับโพสต์ที่พูดถึงเรื่องนี้โดยตรง

ผู้พิพากษาคณากรเขียนคำแถลง 25 หน้า เพื่ออธิบายว่าสาเหตุในการยิงตัวตายคืออะไร แต่ถ้าไม่มี “โซเชียล” หรือเพจต่างๆ ที่เผยแพร่คำแถลงนี้ตั้งแต่ต้น โอกาสที่สังคมจะได้ฟัง “เรื่องเล่า” จากผู้พิพากษาเองคงมีน้อยมาก ไม่ต้องพูดถึงความพยายามข่มขู่หรือกดดันไม่ให้สื่อกระแสหลักเผยเรื่องนี้โดยตรง

ในชั่วอึดใจหลังจากผู้พิพากษาคณากรหลั่งเลือดโลมดิน ข้าราชการผู้มีอำนาจบางคนก็ข่มขู่สื่อโดยวิธีเปรยตามสายลมว่าจะฟ้องทุกคนที่รายงานคำแถลงของผู้พิพากษาอย่างละเอียด เนื้อหาสาระในคำแถลงสาเหตุในการยิงตัวตายจึงแทบไม่ปรากฏในสื่อฉบับไหน โดยเฉพาะสื่อที่รัฐมีอำนาจควบคุมมากที่สุดอย่างสื่อทีวี

แม้ “โซเชียล” จะเผยแพร่คำแถลงที่ผู้พิพากษาธนากรอธิบายว่าทำไมยิงตัวตายกันทั่วไป แต่ใครที่ช่างสังเกตก็จะเห็นว่าต้นทางของเอกสารส่วนใหญ่อยู่ใน “เพจ” ซึ่งระบุตัวตนของผู้จัดทำไม่ได้ทั้งสิ้น

ส่วน “โซเชียล” ของสื่อที่ระบุตัวตนได้นั้นแทบไม่เสนอเรื่องนี้ แม้แต่ในสื่อของสำนักข่าวออนไลน์ก็คล้ายกัน

นอกจากเอกสารคำแถลงของผู้พิพากษาธนากรจะแทบไม่ปรากฏในสื่อที่เปิดเผยผู้จัดทำชัดเจน สื่อทีวีแทบทั้งหมดก็ไม่นำเสนอเนื้อหาในคำแถลงของผู้พิพากษาด้วย ผลลัพธ์คือสื่อส่วนใหญ่ทำข่าวยิงตัวตายจำกัดแค่การรายงาน “เหตุการณ์” ยิงตัวเองและการรอดชีวิต แตไม่พูดถึงต้นสายปลายเหตุอย่างตรงไปตรงมา

คนที่ชอบโต้แย้งอาจบอกว่าเห็น “โซเชียล” เผยแพร่เอกสารกันโครมๆ จนไม่เชื่อว่า “ผู้มีอำนาจ” จะสั่งสื่อให้รายงานข่าวนี้อย่างไร

แต่เมื่อคำนึงถึงการแพร่หลายของคำแถลงใน “โซเชียล” และความไวของสื่อไทยในการหยิบ “โซเชียล” มาเป็นประเด็น ความเงียบของสื่อเรื่องนี้จึงเป็นหลักฐานของความผิดปกติที่ชัดเจน

ธรรมชาติของคนทำสื่อทุกคนรู้ว่าข่าวนี้ “ขายได้” และเนื้อหาในคำแถลงก็แตกประเด็นไปได้อีกเยอะในแง่วิพากษ์วิจารณ์สังคม แต่ในเมื่อสื่อตัดสินทำข่าวนี้เฉพาะในแง่ “รายงาน” ว่าใครยิงตัวเองที่ไหนอย่างไร เส้นทางของข่าวนี้ก็แทบจะจบทันทีที่ผู้พิพากษารอดชีวิต หรือไม่ก็ต่อยอดอีกนิดเรื่องผลสืบสวนว่าอย่างไร

ผู้มีอำนาจในประเทศนี้ไม่ได้มีแค่รัฐบาล และการบีบสื่อจนคำแถลงปรากฏ

แต่ใน “โซเชียล” ดำเนินไปโดยวิธีเปรยแกมขู่ว่าจะฟ้องคนที่รายงานเรื่องนี้จนบางองค์กรเสียหาย ผลก็คือสื่อกลัวว่าต้องมีคดีความกับผู้ฟ้องและผู้วินิจฉัยคดีที่เป็นศาลทั้งคู่จนเสี่ยงติดคุกแน่ๆ และในที่สุดทุกคนตัดสินใจไม่พูดเนื้อหานี้ไปเลย

ผู้พิพากษาคณากรประกาศผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์และคำแถลงว่าไม่ได้ยิงตัวตายเพราะเรื่องส่วนตัว ยิ่งกว่านั้นคือวิธี “ยิงตัวตาย” หลังอ่านคำพิพากษาก็แสดงความต้องการให้ “ความตาย” สื่อสารบางอย่าง ไม่ต้องพูดถึงการจงใจยิงทรวงอกซ้ายบริเวณหัวใจพร้อมข้อความว่า “หัวใจผู้พิพากษาหนักแน่นปานขุนเขา” เพียงไร

พูดตรงๆ สิ่งที่ผู้พิพากษาทำคือการแสดงออกทางสัญลักษณ์เพื่อ “ประณาม” กระบวนการยุติธรรมที่ถูกบิดเบือนจนเกิดคำตัดสินที่อยุติธรรม

การยิงโดยกระทำ “พิธีกรรม” โค้งคำนับแสดงว่าเขามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จนการยิงคือ “ปฏิบัติการดื้อแพ่ง” โดยปัจเจกชนผู้มีเจตจำนงเสรีที่ไม่ยอมสยบใต้อำนาจอธรรม

คําแถลงผู้พิพากษาเขย่าสังคมเพราะชี้ว่ามีการแทรกแซงคำตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม หลักอิสรภาพในการพิจารณาคดีจึงถูกเปิดโปงจนวงการกฎหมายเสื่อมเสียไปด้วย ผลก็คือคนในชุมชนศาลโต้แย้งผู้พิพากษาคณากรเป็นพิเศษในเรื่องนี้ เพราะประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่วงการศาลปกป้องตัวเองได้ง่ายแทบทุกกรณี

สำหร้บผู้ที่เห็นว่าหลักอิสรภาพในการพิจารณาคดีสำคัญ สิ่งที่ต้องยอมรับคือศาลสามารถอ้างว่าการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างผู้พิพากษาเป็นเรื่องที่สำคัญเท่าเทียมกันด้วย ยิ่งกว่านั้นคือข้ออ้างเรื่องนี้ทำให้ศาลได้เปรียบกว่าผู้พิพากษาคณากรอย่างเทียบไม่ได้ เพราะในที่สุดคนที่ชี้ขาดเรื่องนี้คือศาลเพียงฝ่ายเดียว

ควรระบุด้วยว่าคำแถลงของผู้พิพากษาคณากรไม่ได้เขย่าวงการศาลอย่างเดียว เพราะสาเหตุที่ผู้พิพากษายิงตัวตายเกี่ยวพันกับการพิจารณาคดีสามจังหวัดที่ไม่เป็นธรรม ผู้พิพากษาพูดชัดถึงคดีที่มีเจ้าหน้าที่จับคนที่ไม่ผิด, ดำเนินคดีข้อหาความมั่นคงโดยปราศจากหลักฐาน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ยิงชาวบ้านแต่ได้รับโทษเบา

ผู้พิพากษาลั่นกระสุนใส่หัวใจตัวเองก็จริง แต่เสียงปืนที่ดังกึกก้องจากยะลาพุ่งตรงไปที่กระบวนการภายในของศาล, วิธีที่กองทัพดำเนินคดีกับประชาชน, แรงกดดันของกองทัพเหนือศาล

รวมทั้งอคติในการพิจารณาคดีของเจ้าพนักงานระดับสูงของหน่วยงานรัฐในพื้นที่สามจังหวัดทุกคน

ไม่ว่ารัฐพยายามจะปกปิดข้อมูลข่าวสารเรื่องผู้พิพากษายิงตัวเองอย่างไร ประสบการณ์จากความอยุติธรรมในสังคมไทยทำให้คนทุกฝ่ายมองผู้พิพากษาเป็นวีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรม ผู้พิพากษาคณากรเป็นสัญลักษณ์ของคนที่สละชีพเพื่อปกป้องอุดมคติที่ยิ่งใหญ่กว่าศาลไปมาก นั่นคืออุดมคติเรื่องความยุติธรรม

เหตุการณ์ผู้พิพากษายิงตัวเองเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับผู้มีอำนาจในสังคมไทย คนที่ทำอะไรแบบนี้คือคนที่ชิงชังความอยุติธรรมแรงกล้า แต่ที่มากกว่านั้นคือผู้พิพากษาเป็นสัญลักษณ์ว่าต่อให้คนที่ได้ประโยชน์จาก “ระบบ” ก็พร้อมทำแบบนี้จน “ระบบ” ต้องเผชิญความจริงว่าอำนาจกำลังสั่นคลอนจนไว้ใจใครไม่ได้เลย

โดยปกตินั้นอำนาจอันปราศจากสัจจะมักปกครองประชาชนด้วยความหวาดกลัว แต่บทเรียนจากผู้พิพากษาคณากรคือคนเราก้าวข้ามความกลัวได้เสมอ คนที่ฝ่าข้ามความกลัวคือคนที่เริ่มก่อรูปความกล้า

และเมื่อใดที่คนจำนวนมากกล้าหาญ เมื่อนั้นอำนาจที่อยุติธรรมก็เตรียมเผชิญกาลอวสานทันที

ผู้พิพากษาคณากรเป็นแสงสว่างของสังคมไทย ไม่ว่าเหตุการณ์ยิงตัวเองครั้งนี้จะจบอย่างไรในแง่บริหารราชการ

อิฐก้อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงได้จำหลักลงไปในจิตวิญญาณของประเทศนี้แล้ว

เมื่อใดที่คนไทยคิดถึงคนธรรมดาที่สู้เพื่ออุดมการณ์ด้วยชีวิต เมื่อนั้นชื่อคณากร เพียรชนะ จะดังกังวานขึ้นตลอดไป

บทความก่อนหน้านี้เรามีโลกใบเดียวกัน… 4 สาว 4 เส้นทาง กับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน
บทความถัดไปกองทัพ: ตัวแสดงถาวรในการเมืองไทย? | สุรชาติ บำรุงสุข