ยานยนต์ สุดสัปดาห์/’อัลติส’ ปะทะ ‘มาสด้า 3’ เปิดศึกยอดรถ ‘ซี-เซ็กมนต์’

สันติ จิรพรพนิต

ยานยนต์ สุดสัปดาห์
สันติ จิรพรพนิต
[email protected]

‘อัลติส’ ปะทะ ‘มาสด้า 3’

เปิดศึกยอดรถ ‘ซี-เซ็กมนต์’

ตลาดรถเก๋ง “ซี-เซ็กเมนต์” ซึ่งในอดีตถือว่าเป็นเก๋งขนาดเล็ก แต่ปัจจุบันด้วยขนาดตัวถัง เครื่องยนต์ รวมถึงมีรถที่เล็กกว่าออกมาทั้งซิตี้คาร์และอีโคคาร์ จึงทำให้ปัจจุบันส่วนใหญ่มองว่าเป็นเก๋งกลางไปแล้ว
ตลาดนี้ถือเป็นตลาดใหญ่ของทุกค่าย หรืออาจบอกได้ว่าเป็นตลาดแห่งศักดิ์ศรีก็ว่าได้ จึงต้องใส่กันไม่ยั้ง
ในประเทศไทยตลาดซี-เซ็กเมนต์ฟาดฟันกันหนักหน่วงมากโดยเฉพาะ 2 ค่ายใหญ่ “โตโยต้า” และ “ฮอนด้า”
จนในระยะหลังๆ มี “มาสด้า” มาแรงขึ้นเรื่อยๆ จากการเปิดตัวรุ่น “มาสด้า 3” และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมามีรถในตลาดนี้ออกมาประชัน 2 รุ่นคือ “โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส” ใหม่ และ “มาสด้า 3” ใหม่ โดยเป็นแบบ “โมเดลเชนจ์” ทั้งคู่
“ยานยนต์สุดสัปดาห์” จึงถือโอกาสนำรถทั้ง 2 รุ่นมาเปรียบเทียบกัน
ส่วน “ฮอนด้า ซีวิค” ที่ถือเป็นอีกรุ่นดังของเซ็กเมนต์ ขอละเอาไว้ก่อน เนื่องจากออกมาพักใหญ่ๆ แล้ว

เริ่มกันที่รูปลักษณ์ภายนอก
“อัลติส ใหม่” ใช้เทคโนโลยีจากสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ “TNGA” (Toyota New Global Architecture) ซึ่งเป็นการออกแบบให้กับรถโตโยต้าในรุ่นหลังๆ
ด้านหน้าออกแบบใหม่หมดเป็นเอกลักษณ์ที่เห็นในรุ่นหลักๆ ของโตโยต้า
ไฟหน้า LED Projector พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ และปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ พร้อมไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED Daytime Running Lights ต่ำลงมาเป็นไฟตัดหมอก
ไฟท้าย LED Rear Lamps
ทั้งไฟหน้าและไฟท้ายออกแบบให้เรียวเล็กลง ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว
ส่วน “มาสด้า 3” มีให้เลือกทั้งแบบ 4 และ 5 ประตู นำแนวคิด KODO žรุ่นใหม่มาใช้
ออกแบบกระจังด้านหน้าอยู่ในระดับที่ต่ำลง เพิ่มการไหลลื่นและความสวยงามให้กับสัดส่วนของรถมากขึ้น
รูปทรงของโคมไฟใหม่องค์ประกอบที่ไม่จำเป็นทั้งหมดถูกตัดออก เพื่อให้เหลือเพียงสาระสำคัญของโคมไฟเท่านั้น มีขนาดเรียวเล็กลง ระบบไฟหน้า โปรเจ็กเตอร์ LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps) พัฒนาให้ลำแสงละเอียดยิ่งขึ้น
ไฟท้าย LED มีขนาดเรียวเล็กลง
ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว
ภาพรวมภายนอกต้องถือว่าแตกต่างกันคนละสไตล์ เพราะมาสด้า 3 ยังคงความโฉบเฉี่ยวและอารมณ์สปอร์ต
ขณะที่อัลติสดูเรียบหรู และให้อารมณ์รถครอบครัวมากกว่า

ภายใน “มาสด้า 3” เน้นความเรียบง่ายด้วยวัสดุเกรดพรีเมียมเน้นสีดำตัดด้วยสีโครเมียม
แผงคอนโซลหน้าหุ้มด้วยวัสดุอ่อนนุ่ม พวงมาลัย 3 ก้าน พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น แผงหน้าปัดและมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT LCD แยกเป็น 3 วงกลม ตรงกลางเป็นมาตรวัดความเร็วขนาดใหญ่ มีหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า
ตรงกลางติดตั้งหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander บริเวณคอนโซลกลางใกล้เกียร์ เชื่อมต่อ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay
ระบบเสียง “Bose” รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง
เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง
ระบบแอร์อัตโนมัติ
“อัลติส” เน้นโทนดำตัดด้วยสีเงินแซมในบางจุด และสีเปียโนแบล็ก
พวงมาลัยหนังสีดำทรงดูเรียบๆ พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีขนาด 7 นิ้ว มีหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้ารถ
หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับ Apple CarPlay พร้อมระบบนำทาง Navigator รองรับ T-CONNECT ลำโพง 6 จุด
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมกรองอากาศ
แป้นเกียร์ออกแบบให้จับกระชับมือ พร้อมปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่ ระบบ Auto Brake Hold ระบบหน่วงแรงเบรกอัตโนมัติ และ Electric Parking Brake ระบบเบรกมือไฟฟ้า

ขุมพลัง “อัลติส” มี 3 บล็อก ทั้งขนาด 1.6 ลิตร กำลังสูงสุด 125 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 156 นิวตัน-เมตร
เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร กำลังสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร
ทั้ง 2 รุ่นใช้ระบบเกียร์ SUPER CVT-i 7 สปีดพร้อม Sequential Shift
และรุ่นท็อป 1.8 ลิตร ไฮบริด เกียร์ E-CVT ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที
มอเตอร์ไฟฟ้า 53 กิโลวัตต์ ทั้ง 2 ระบบร่วมกันให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า
ระบบรองรับด้านหน้า อิสระแม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังอิสระแบบปีกนกคู่ พร้อมเหล็กกันโคลง
ดิสก์เบรก 4 ล้อ
“มาสด้า 3” มีเครื่องยนต์บล็อกเดียว DOHC 4 สูบ 16 วาวล์ ความจุ 1,998 ซีซี ระบบเกีบร์อัตโนมัติ 6 สปีด สกายแอคทีฟ กำลังสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิด 213 นิวตัน-เมตร
มีระบบการควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง “G-Vectoring Control Plus” (GVC Plus) ใช้เบรกเพื่อเพิ่มการควบคุมการหันเหของตัวรถ เป็นการเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถ เมื่อผู้ขับขี่ขับรถออกจากโค้งโดยคืนพวงมาลัยกลับไปที่ตำแหน่งกึ่งกลาง
ช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีม

ความปลอดภัยและเทคโนโลยีต่างๆ “มาสด้า 3” ใช้มาตรฐานความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี “i-ACTIVSENSE” เช่น ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ตำแหน่ง
ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ, ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า, ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง, ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง
ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง, ระบบแสดงภาพ 360 องศารอบทิศทาง, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน, ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน ฯลฯ
ส่วน “อัลติส” มีครบทั้งกล้องมองภาพขณะถอยหลัง ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง สัญญาณเตือนกะระยะท้ายรถ ระบบแจ้งเตือนเมื่อลมยางผิดปกติ
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบป้องกันล้อล็อก ระบบกระจายแรงเบรก ระบบเสริมแรงเบรก
ถุงลมเสริมความปลอดภัยระบบ SRS 7 ตำแหน่ง
ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ DRCC ซึ่งจะปรับความเร็วรถตามคันหน้ากระทั่งหยุดนิ่ง และออกตัวเองเมื่อรถคันหน้าขยับออกไป
ระบบความปลอดภัยก่อนการชน ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงกลับอัตโนมัติ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน
สนนราคา “อัลติส” เริ่มต้น 829,000-1,099,000 บาท
และ “มาสด้า 3” ราคาเท่ากันทั้งรุ่น 4 และ 5 ประตู เริ่มต้น 969,000-1,198,000 บาท

บทความก่อนหน้านี้วางบิล เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ / ประวัติศาสตร์หนังสือพิมพ์รายวัน ‘วันนั้นถึงวันนี้’
บทความถัดไปนงนุช สิงหเดชะ / 7 พรรคฝ่ายค้าน กับการแก้ไข รธน.มาตรา 1