หลังเลนส์ในดงลึก / ปริญญากร วรวรรณ / “โลก”

ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ
สิงโต - หลังกินม้าลายที่เพิ่งล่าได้ สิงโตครอบครัวนี้ก็พักผ่อน พวกมันเป็นสิงโตที่ปรับตัวในการอยู่ในพื้นที่ทะเลทรายได้ดี

หลังเลนส์ในดงลึก/ปริญญากร วรวรรณ

“โลก”

เป็นเวลาหลายปีที่ผมรู้สึกเสมอๆ ว่า โลกของผมไม่กว้าง

ชีวิตในแต่ละวัน วนเวียนอยู่ในโลกแคบๆ

เป็น “โลก” ที่ไม่กว้างเลย อยู่ในป่าผืนเดิมๆ พบเจอผู้คนซ้ำๆ นอกจากนั้น ในแต่ละวัน ไม่ต่ำกว่าวันละ 12 ชั่วโมง ผมยังอยู่ในที่แคบๆ กว้างไม่เกิน 3 ตารางเมตร

ที่แคบ อันเป็นเครื่องมือ ซึ่งเรียกว่า ซุ้มบังไพร

เฝ้ารอให้สัตว์ป่าผ่านมา และพวกมัน “อนุญาต” ให้ผมกดชัตเตอร์

งานถ่ายภาพสัตว์ป่าที่ผ่านมาของผม วิธีที่ได้รูปสัตว์ป่าบ้างคือ ต้องซ่อนตัวอย่างมิดชิดในแหล่งอาหารของสัตว์ป่า ซึ่งคือแหล่งน้ำ หรือโป่งต่างๆ

พื้นที่ป่าในประเทศไทยเหลือไม่มาก และป่าที่สัตว์ป่าจะอาศัยอยู่ได้ ล้วนเป็นพื้นที่อนุรักษ์

ป่าเหลือไม่มาก หากเทียบกับพื้นที่ของประเทศ แต่ป่าอนุรักษ์บางแห่งก็มีพื้นที่กว่าล้านไร่ มีสภาพอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของเหล่าสัตว์ป่า

ประชากรสัตว์ป่ามีมาก แต่ใช่ว่าจะพบเจอตัวพวกมันง่ายๆ…

คิดและทำแบบเดียวกับสัตว์ป่า คือสิ่งที่ผมเลือกทำ

สำหรับสัตว์ป่า พวกมันรู้ด้วยประสบการณ์ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมารุ่นต่อรุ่น ว่าในช่วงฤดูกาลใดต้องไปที่ไหน

ทั้งหมดเดินทาง เคลื่อนย้ายเป็นขบวน เริ่มตั้งแต่ช้าง, กระทิง, วัวแดง, กวาง, เก้ง ไล่มาเรื่อยๆ กระทั่งปิดท้ายขบวนด้วยเหล่านักล่า

การร่วมขบวนไปด้วย ช่วยให้รู้ว่า ฤดูกาลใดสัตว์ป่าอยู่ที่ไหน

กระนั้นก็เถอะ ในที่ที่สัตว์ป่าอยู่ ดูเหมือนจะเป็นเขตหวงห้ามสำหรับคน

ช้างทั้งโขลง กระทิง หรือแม้แต่นักล่าผู้อยู่บนสุดอย่างเสือโคร่ง พร้อมจะตื่นหนีทันทีเมื่อได้กลิ่นคน

ซุ้มบังไพรจึงเป็นเครื่องมือจำเป็น

เป็นเรื่องธรรมดาของการเฝ้ารอในซุ้มบังไพร ที่จะพบกับความว่างเปล่า

ความว่างเปล่า ซึ่งมีความหวังแทรกอยู่ในนั้น

วันหนึ่งปลายฤดูแล้ง

ผมเดินไปถึงซุ้มบังไพรที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของลำห้วยตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ริมตลิ่งมีรอยตีนกวางย่ำเป็นเทือก เสียงช้างร้องไกลๆ สายน้ำไหลเอื่อยๆ สันดอนทรายโผล่พ้นน้ำเป็นช่วงๆ นานๆ มีเสียงจ๋อมแจ๋มจากฝูงปลาข้างลาย ที่พากันว่ายทวนน้ำขึ้นไป

ตั้งแต่เช้ามืดถึงเที่ยง สถานการณ์อยู่ในความเงียบ

กระทั่งเกือบบ่ายโมง ลิงแสมฝูงหนึ่งปรากฏตัว ลิงทยอยลงมากินหญ้าเขียวๆ ริมฝั่งน้ำ บางตัวมีลูกเกาะที่ท้อง หลายตัวก้มกินน้ำ ตัวหนึ่งลงน้ำและว่ายข้ามมาอีกฝั่ง

ดวงอาทิตย์เคลื่อนเลยกึ่งกลางท้องฟ้า อุณหภูมิในซุ้มบังไพรสูงเกือบ 40 องศาเซลเชียส

อาจเพราะมีฝนตกหนักเมื่อคืน ทำให้แถวๆ ลำห้วยไม่เป็นที่น่าสนใจ ต่างจากเวลาที่น้ำในแหล่งอื่นๆ แห้งหมด ซึ่งช่วงบ่ายๆ จนถึงเย็น สัตว์ป่าต่างๆ จะมุ่งหน้ามาที่ลำห้วย

ฝนตกมาบ้าง แม้จะอยู่ในช่วงฤดูแล้ง

บนภูเขาจึงเริ่มเห็นใบไม้เขียวๆ หนาตาขึ้น หลังทิ้งใบเหลือแต่กิ่งก้านโกร๋นๆ มาพักใหญ่ ตุ่มตาตามกิ่งก้านเปลือยๆ เริ่มแตกใบ

ฝั่งตรงข้ามมีรูนกจาบคาหัวสีส้ม พ่อ-แม่นกช่วยกันคาบเหยื่อมาป้อนลูก

ลักษณะการบินของนกจาบคามีจังหวะกางปีกร่อนคล้ายผีเสื้อ เช่นนี้ทำให้ความเร็วในการบินเข้าจังหวะเดียวกับผีเสื้อ การโฉบจับผีเสื้อจึงไม่ค่อยพลาด

ด้านขวามือ นกกระแตหาด ไล่ตีลิงตัวที่ว่ายข้ามน้ำมา ลิงวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว

เหี้ยตัวหนึ่งคลานช้าๆ ขึ้นไปใกล้รังนกจาบคา

พ่อ-แม่นกโฉบเข้าโจมตีผู้บุกรุก นกโจมตีแถวลูกนัยน์ตา ทำเอาเหี้ยสะดุ้งทุกครั้ง

เหี้ยถอยไปสักพักก็กลับมาอีก คราวนี้แม้พ่อ-แม่นกจะโจมตีอย่างไร มันไม่สนใจ คลานถึงรู ใชัหัวดุนๆ และใช้ลิ้นคว้าลูกนกออกมากินจนได้

พ่อ-แม่นกร้องเสียงดังอย่างโกรธแค้น แต่ทำอะไรไม่ได้

มันบินวนๆ อยู่พักใหญ่ก็จากไป นกรู้ดีว่า ความสูญเสียคือเรื่องหนึ่ง แต่มีสิ่งจำเป็นกว่านั้น

นั่นคือ เริ่มต้นใหม่

ในขณะเฝ้าดูจากซุ้มบังไพร ผมรับรู้ถึงบทเรียนที่ได้…

ดวงอาทิตย์เคลื่อนลับแนวเขา

สภาพอากาศคลายความอบอ้าว กวางแม่-ลูกเดินทำหางกระดกๆ ลงมากินน้ำ ไก่ป่าส่งเสียง สลับตีปีกพึ่บพั่บ

ฟ้าร้องครืนๆ ฤดูแล้งกำลังจะจากไปแล้ว ลมฝนเดินทางมาถึง ช่วงรอยต่อของฤดูกาลเช่นนี้ ท้องฟ้ามักส่งเสียงสนั่น หลายครั้งยอดไม้สูงถูกสายฟ้าผ่าหักล้ม

ฟ้ามืด ผมเก็บของและออกจากซุ้มบังไพร จากนี่ไปถึงแคมป์ต้องใช้เวลาราว 40 นาที

ในป่ามืดสนิท แต่กลางลำห้วยยังพอมีแสง ผมเดินเลาะริมฝั่งห้วยไปช้าๆ

เบื้องบนคือดาวมหาศาล ผมรู้สึกได้ถึงความกว้างใหญ่ห้อมล้อมอยู่ ต่างกับอยู่ในซุ้มบังไพร

ระดับน้ำเพิ่มขึ้น ไม้ไผ่ที่ผมพาดไว้เพื่อเดินข้ามน้ำ ลอยหายไปแล้ว

แคมป์ใต้ดงไผ่มืด ผมวางสัมภาระ ก่อไฟ ใช้ข้าวสารเพียงหนึ่งกำมือใส่หม้อสนาม ใส่น้ำท่วมช่วงนิ้ว การหุงข้าวเต็มหม้อ และต้องกินข้าวเย็นๆ มื้อต่อไป ไม่น่ารื่นรมย์นักหรอก

แขวนหม้อสนามเหนือกองไฟ เปลวไฟลุกกำลังดี ฟืนจำนวนนี้ เปลวไฟจะอ่อนลงพอดีกับข้าวสุก

ผมใช้เวลาลงไปอาบน้ำ ได้แช่น้ำตื้นๆ บนผืนทราย ปล่อยกระแสน้ำไหลผ่านตัว หลังผ่านวันอันร้อนอบอ้าว เป็นวิธีผ่อนคลายได้ดี

นกตบยุงบินฉวัดเฉวียน ไกลๆ มีเสียงช้างร้องเป็นระยะ

ดาวระยิบระยับ ท้องฟ้ามืดสนิท

พรุ่งนี้ตั้งแต่ก่อนสว่าง ผมจะเดินไปเข้าซุ้มบังไพร

เข้าไปอยู่ในโลกแคบๆ อีกครั้ง

ผมทำงานด้วยการใช้ชีวิตเช่นนี้อยู่เนิ่นนานหลายปี

อยู่ในโลกแคบๆ ที่ทำให้รู้ว่า โลกข้างนอกกว้างใหญ่เพียงใด

ถึงวันนี้ ผมใช้เวลาในซุ้มบังไพรน้อยลง มีโอกาสออกสู่โลกกว้างถ่ายภาพสัตว์ป่าจากบนรถยนต์

ไม่ต้อง “ซ่อนตัว” ไม่ให้สัตว์ป่าเห็น พวกมันไม่ตื่นหนี เปิดโอกาสให้คนเข้าใกล้ได้ในระยะที่พวกมันอนุญาต

กับนักล่าผู้อยู่บนสุดอย่างสิงโต

หลังกดชัตเตอร์ ผมละสายตาจากช่องมองภาพ

สบสายตากับพวกมัน เห็นความหมายที่อยู่ในนั้น

อาจถึงวันที่สัตว์ป่าบอกให้รู้ว่า แม้จะออกมาอยู่นอกซุ้มบังไพรแล้ว

“โลก” ก็ไม่ได้กว้างนักหรอก

ชีวิตซึ่งถูกรุกไล่ จนกระทั่งแทบจนมุมจากสิ่งที่เรียกว่า ความเจริญ

จะเหลือที่ทางให้เดินสักเท่าใด

บทความก่อนหน้านี้แมลงวันในไร่ส้ม / กอ.รมน.-7 ฝ่ายค้าน เปิดศึก ‘ฟ้องคดี’ การเมืองปริ่มน้ำ ‘ระอุ’
บทความถัดไปสุจิตต์ วงษ์เทศ / “สุรินทร์” ผู้ซื่อตรงต่อพระเจ้าแผ่นดิน