คำ ผกา | แก้ รธน. แล้วท้องจะอิ่มไหม?

คำ ผกา

“ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ท้องก็อิ่มได้”

ประโยคนี้จริงหรือไม่?

ก่อนที่จะให้ความเห็นว่าประโยคดังว่าฟังขึ้นหรือไม่ขึ้น เราลองมาดูภาพรวมปัญหาของประเทศไทย ณ ขณะนี้กันก่อน

เท่าที่เห็นด้วยตาเปล่า ประเทศไทยเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

ดูจากการปรับลดตัวเลขจีดีพี ซึ่งตรงกันหลายสำนักว่าอาจจะปริ่มๆ อยู่แค่ร้อยละ 3 หรือบางสำนักบอกว่าร้อยละ 2.8 ด้วยซ้ำไป

สิ่งที่ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจถดถอยคือ ค่าเงินบาทแข็ง การส่งออกไม่กระเตื้อง นักท่องเที่ยวลดจำนวน การลงทุนจากต่างประเทศไม่มาอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

เมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาลที่หวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เช่น โครงการรถไฟความเร็วปานกลาง ความเร็วสูงก็ยังไม่ชัดเจน

ชาวบ้านร้านตลาดได้รับผลกระทบไปแล้วจากอัตราการว่างงาน คนถูกปลดออกจากงานอย่างไม่คาดฝัน

ชนชั้นล่างและชนชั้นกลางเจอกับภาวะไม่มีเงินทั้งเงินในอดีตคือเงินออม

เงินในปัจจุบันคือเงินเดือน เงินในอนาคต เช่น มองเห็นแจ่มใสว่าอีกสิบปีข้างหน้า ตึกแถวนี้มีค่ามีราคา ซื้อไว้ดีกว่า ที่ดินนี้ อีกหน่อยน่าจะขายได้กำไร ซื้อไว้ดีกว่า

หรือเจียดเวลาไปเรียนหรือหาความรู้เพิ่มเติม เพราะเห็นลู่ทางว่าในอนาคตอันใกล้ สิ่งที่ไปเรียนเพิ่มจะแปรเป็นสินทรัพย์ ให้ชีวิตมั่งคั่ง สุขสบายได้

นอกจากจะไม่มีเงินทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต แล้วยังปรากฏให้เห็นเป็นตัวเลขอีกว่าหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงขึ้น

ในยามเศรษฐกิจดีสามารถมองเห็น “เงินในอนาคต” หนี้ครัวเรือนอาจไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่อาจเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เช่น อาจเป็นเพื่อลงทุน กู้เพื่อสามารถทำมาค้าขายได้ดีขึ้น กำไรเพิ่มขึ้น

แต่เมื่อพิจารณาจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจแล้ว

หนี้ครัวเรือนในยุคนี้น่าจะเป็นการกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อต่อลมหายใจกันไปวันๆ มากกว่าจะเป็นหนี้เพื่อสร้างรายได้

เมื่อเป็นหนี้ที่เป็น “ภาระ” ก็ไม่ต้องนึกถึงว่าคนจน คนชั้นกลางจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร และยิ่งภาครัฐพยายามแก้ไขหนี้ครัวเรือนด้วยการทำให้การกู้ “ในระบบ” ยากขึ้น โดยเชื่อว่าเป็นการคุมวินัยทางการเงินของผู้บริโภค ผลก็ยิ่งทำให้ธุรกิจเงินกู้นอกระบบงอกงาม

ไม่เพียงแต่เงินกู้นอกระบบงอกงาม เงินกู้ในระบบประเภทให้กู้เงินไม่ต้องมีหลักทรัพย์ บัตรกดเงินสดมาใช้ก่อน แต่ชดเชยด้วยการคิดดอกเบี้ยมหาโหด ไม่ต้องดูอื่นไกล แค่ตัวฉันเอง ยังได้รับ sms จากธนาคารเกือบทุกวัน ประเภท เงินสดทันทีสำหรับคุณลักขณา เพียงกด… เงินโอนเข้าบัญชีทันที

การกู้ลักษณะนี้มีแต่จะทำให้คนไปกระโดดตึกตายตอนจบเพราะดอกเบี้ยมันทบเท่าทวีคูณเหลือเกิน

ใครต้องพึ่งเงินกู้เหล่านี้ ฉันมีน้องที่รู้จักคนหนึ่ง เป็นลูกจ้างชั่วคราวเงินเดือนหมื่นเศษๆ มีลูกเล็ก ต้องดูแลพ่อ-แม่ ครอบครัว ทุกสิ้นปีงบประมาณลูกจ้างเหล่านี้เจอปัญหาเงินเดือนล่าช้า

สำหรับคนที่หมุนเงินเดือน เดือนชนเดือน ความช้าของเงินเดือนไม่กี่วันก็ทำให้ต้องเข้าสู่วงจรการ “กู้” แล้ว สภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจของคนที่ฉันเชื่อว่าเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศนี่แหละ ที่ทำให้คนเข้าสู่วงจรการเป็นหนี้และเป็นทาสต่อดอกเบี้ยไปไม่มีจุดจบ

สุดท้าย ทำงานแทบตายก็มีสภาพไม่ต่างจากทาสขัดดอก ขายของได้กี่บาทๆ ก็กลายเป็นดอกเบี้ย

และดังที่ฉันเขียนไปแล้วประมาณล้านครั้งว่าสภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดสภาวะเปราะบางทางสังคม ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่ใช่เพราะยากจนหรือไม่มีโรงเรียนให้เรียนฟรี แต่โรงเรียนของรัฐไม่อาจดูแลเด็กที่ “ยาก” ได้ นั่นคือเด็กเกเร เด็กเรียนอ่อน เด็กหลังห้อง ซึ่งฉันเห็นว่าเป็นเด็ก “พิเศษ” ที่รัฐยิ่งต้องทุ่มเทงบประมาณ ครูที่เก่งเป็นพิเศษมาดูแลเด็กเหล่านี้

ค้นหาศักยภาพของเขาให้เจอ ออกแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับพวกเขา

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อครอบครัวที่ยากจนหรือต้นทุนทางสังคมต่ำอยู่แล้ว เจอกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ โอกาสที่ลูกหลานของพวกเขาจะกลายเป็นเด็กที่ “ยาก” จะสูงขึ้นเพราะพ่อ-แม่ไม่มีเวลาหรือความรู้ที่จะดูแลลูกอย่างถูกต้อง

ตามมาด้วยการที่เด็กเหล่านี้จะกลายเป็นตัวปัญหาของโรงเรียน ตัวทำลายชื่อเสียงของโรงเรียน ก่อนจะจบลงด้วยการที่เด็กเหล่านี้หลุดออกจากระบบโรงเรียน หลุดออกจากระบบการศึกษา เรียกได้ว่าด้วยความเพิกเฉยของเราทุกคน เราก็ได้ผลิตขี้เหล้า ขี้ยา คนอันไม่เป็นโล้เป็นพายออกสู่สังคมอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นกอบเป็นกำ

ซึ่งฉันจะบอกว่าเราจะทำเป็นไม่รู้ว่าไม่มีพวกเขาอยู่ไม่ได้ เพราะเขาคือเพื่อนร่วมชาติ คือเพื่อนร่วมภาษี ร่วมงบประมาณกับพวกเรา

ลองคิดดูว่า ถ้าเพียงแค่คนร้อยละยี่สิบของประเทศเผชิญกับสภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจ อันนำไปสู่สภาวะเปราะบางทางสังคม ส่งผลให้ลูกหลานของพวกเขาเติบโตมาเป็นแม่วัยรุ่นที่ท้องวัยทีน เป็นแว้น เป็นสก๊อยที่ล้มเหลวในชีวิต ติดเหล้า ติดยา ซึมเศร้า หาความหมายของชีวิตไม่เจอ ไร้ความภาคภูมิใจในตนเอง โกรธแค้นสังคม หรือกลายเป็นมนุษย์ที่ทำได้แค่ล่องลอยไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย

ลองจินตนาการดูว่า เพียงเรามีคนวัยทำงานที่เป็นแบบนี้สักร้อยละสิบของจำนวนประชากร อะไรจะเกิดขึ้น?

ประเทศที่มีคนสักร้อยละสิบเป็นคนอันไม่ฟังก์ชั่นและเสี่ยงที่จะเป็นภาระทางสังคมอีกหลายๆ ด้าน ประเทศนั้นจะมีอนาคตอย่างไร?

เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดถึงความมั่งคั่งเรืองรองของประเทศ มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราคิดว่า “ไม่แคร์” เพราะฉันอยู่ในกลุ่มที่รอด ฉันยังมีงานทำ ยังมีเงินเก็บ มีบ้าน มีรถ มีแผนการเกษียณที่สุดเป๊ะ

ลูกเต้าฉันก็รอดไม่เสียผู้เสียคน เพราะประเทศนี้ไม่ได้มีแต่ “เรา”

และการเป็นพลเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง เราไม่ได้มีชีวิตอยู่แค่ตื่นมาไปทำงาน มีบ้าน มีรถ ทว่า เราต้องการประเทศที่มีความฟุ่มเฟือยเพียงพอที่จะบริการประชาชนด้วย

ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่ดี ความงาม ศิลปะ พื้นที่สาธารณะอันจะจรรโลงใจ จรรโลงสุนทรียะในชีวิต

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้เลย ถ้าประเทศดันมีโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจที่ทำให้คนหนึ่งในเจ็ดของประเทศเป็นคนง่อยๆ เปลี้ยๆ

และยังต้องดิ้นรนอยู่กับการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานประเภทน้ำไหล ไฟสว่าง สร้างถนน

ไฟต์กันเรื่องขนส่งสาธารณะ ที่ป่านฉะนี้ยังไม่เกิดในจังหวัดไหนนอกกรุงเทพฯ

ในประเทศแบบนี้ต่อให้เราเป็นกลุ่มประชากรที่ “รอด” เราก็จะมีชีวิตแบบนี้ ตื่นเช้าไปทำงาน เย็นฝ่ารถติดกลับบ้าน ขังตัวไว้ในบ้านอันมีรั้วรอบขอบชิดของเรา เล่นเน็ต ดูหนัง ดูซีรี่ส์ รอเวลาไปเที่ยวประจำปี สลับกับการไปวัด ทำบุญ ซึ่งเป็นชีวิตที่น่าเศร้า

และเราก็ไม่เคยสงสัยว่า ทำไมเราไม่ได้เดินเล่น ทำไมเมืองที่เราอยู่ไม่อำนวยให้เราได้นอนอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ ได้นอนเกลือกกลิ้งบนสนามหญ้า ได้ปั่นจักรยานเล่นริมแม่น้ำ ได้พาหมาออกไปเดินเล่นรับลมยามเย็น

ไม่มีกิจกรรมประเทืองปัญญาใดในทางสาธารณะ

ฉันกำลังจะบอกว่า มีทางเดียวที่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น คือเราต้องทำให้คนเกินครึ่งของจำนวนประชากรหายจน!

เมื่อประชากรเกินร้อยละห้าสิบหายจน กลายเป็นคนชั้นกลาง ปลดตัวเองออกจากสภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจ สภาวะเปราะบางทางสังคมก็จะทุเลา

ปัญหาวัยรุ่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กถูกออกจากระบบโรงเรียนการศึกษาจะลดลง

ประชากรโดยรวมของเราจะมีคุณภาพมากขึ้น

พวกเขาก็จะกลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่า พูดอย่างไร้หัวใจแต่เข้าใจง่ายก็คือ เราจะมีประชากรของประเทศที่สร้างกำไรมากกว่าทำให้ขาดทุน

ถึงตอนนั้นแหละที่ประเทศของเราโดยรวมจะหลุดออกจากภาวะตีนถีบปากกัด

เราจะขยับจากการคุยกันเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมาคุยกันเรื่องความฟุ่มเฟือยต่างๆ เช่น ความงามของเมือง วรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี ปรัชญา การออกแบบ เมืองจะไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ปัจจัยสี่

แต่ตอบโจทย์ไปถึงการเป็นเมืองเพื่ออำนวยความสุข ความสบาย ไปจนถึงระดับการขัดเกลาความเป็นมนุษย์ของเราให้อ่อนโยนขึ้น เมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกได้มากขึ้นในทุกขณะจิต

พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ เราไม่มีวันพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศที่ “น่าอยู่” ได้เลยถ้ายังปล่อยให้เพื่อนร่วมชาติเราอย่างน้อยอีกร้อยละหกสิบยังเป็นคนจนอยู่

เพราะถ้าเราทำอย่างนั้น พื้นที่ที่ “น่าอยู่” ของเราจะจำกัดอยู่แค่ภายในรั้วบ้านของเราเท่านั้นหรืออย่างมากที่สุดก็ภายในพื้นที่โครงการหมู่บ้านจัดสรรที่เราอยู่ภายใต้การดูแลของ “ยาม” และ “นิติบุคคล”

พ้นจากรั้วนี้ไปแม้แต่ท้องฟ้าและอากาศยังแปลกแยกจากเราเลย

ถามว่าแล้วต้องทำไงให้คนครึ่งประเทศหายจน?

ตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ หนึ่ง มีรัฐบาลที่บริหารประเทศเก่ง

ทำอย่างไรให้มีรัฐบาลที่บริหารประเทศเก่งๆ

ตอบแบบกำปั้นทุบดินอีกก็คือ ต้องให้มีการแข่งขัน

ใครขึ้นมาเป็นนายกฯ เป็นรัฐบาลแล้วไม่เก่ง ก็โดนประชาชนไล่ออก แล้วเดี๋ยวเลือกคนใหม่มา

สมมุติทั้งประเทศนี้ไม่มีใครเก่งเลย อย่างน้อยที่สุด หากมีการแข่งขัน

ประชาชนก็คงเลือกคนที่เก่งที่สุดในบรรดาคนไม่เก่งมาเป็นนายกฯ ได้บ้างสักคนแหละน่า

ในระบบที่มีการแข่งขัน มีการประเมินผลจาก “ผู้ใช้งาน” คนบริหารประเทศมาแล้วห้าปี ยิ่งอยู่คนยิ่งจนลงทุกวันๆ คงไม่มีใครอนุญาตให้ได้เป็นนายกฯ ต่ออีก 4 ปีแน่นอน

จนกว่าจะไปพยายามพิสูจน์ตัวเองมาใหม่ ลงแข่งขันกันใหม่ให้ประชาชนโหวตใหม่

ตรงกันข้าม ถ้าไม่มีการแข่งขัน ประเทศอยู่ในกติกาที่เขียนขึ้นมาเพื่อการันตีว่า ให้คนนี้แหละได้อยู่ต่อ – โอ้โห – แล้วแบบนี้จะทำงานให้เข้าตาประชาชนไปทำไม เพราะประชาชนไม่ได้เป็นคน evaluate ผลงาน ดังนั้น จึงไม่มีหน้าที่มาพัฒนาประเทศ ไม่ได้มีหน้าที่เข้ามาเพื่อให้ประชาชนหายจน แต่เข้ามาเพื่อจะ “เข้ามา” เท่านั้นเอง ได้เป็นนายกฯ แล้ว ฟินแล้ว เป็นต่อไป

ปกปักษ์กติกาที่ทำให้ตัวเองและพวกพ้องได้เป็นรัฐบาลต่อไปเรื่อยๆ

เลี้ยงไข้ประชาชนเอาแค่ให้คนเหล่านี้มีปัญญาจ่ายภาษีไปวันๆ ขี้หมูขี้หมาก็ต้องซื้อกะปิ ปลาร้า จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มไปเรื่อยๆ

พอใกล้ตายก็โยนเงินลงไปหมุนตลาดสักสอง-สามหมื่นล้านพอให้คนเหล่านี้ต่ออายุ มีปัญญาจ่ายแวตให้รัฐบาลไปเป็นเฮือกๆ จากนั้นเงินก็หมุนเข้ากลุ่มทุนที่สนับสนุนรัฐบาลต่อ จ่ายภาษีต่อ เกื้อกูลกันไปมาต่อ

ประชาชนเป็นข้อต่อสุดท้ายของห่วงโซ่อาหาร เหลือมาแต่กระดูกติดเศษเนื้อนิดหน่อยมาให้พอประทัง

ชนชั้นกลางที่พอจะรอดก็ขังตัวเองไว้ในกำแพงบ้าน รักษาฐานที่มั่นและความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต เพราะตั้งคำถามมากไปหรือสนใจการเมืองมากไปก็เครียดเปล่าๆ ไม่มีทางออก สู้ตั้งใจทำงานไม่ให้ถูกเลย์ออฟ หามุมเล็กๆ ในชีวิตให้ตัวเองไปวันๆ

บริจาคเงินทำนู่น นี่ นั่น บ้างพอไม่ให้รู้สึกผิด

เขียนมายาวมากจนเกือบลืมคำถามที่ถามว่า มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะทำให้ประชาชนท้องอิ่มได้โดยไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้คำตอบคือไม่ได้ เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการแค่ท้องอิ่ม เพราะเราไม่ใช่หมูไม่ใช่หมาที่ต้องการแค่อาหารหรืออันที่จริงแค่กินขี้ก็อิ่มได้

สอง ถ้าจะเอาท้องอิ่มที่แปลว่าเศรษฐกิจดี คนหายจน ลืมตาอ้าปากได้ ชีวิตมีความหวัง มีอนาคต มีทั้งเงินที่เป็นเงินอดีต เงินปัจจุบัน เงินอนาคต สิ่งที่จำเป็นคือ นายกรัฐมนตรีที่เก่ง รัฐบาลที่เจ๋ง ฝ่ายค้านที่มีคุณภาพ

เราจะมีสามสิ่งนี้ได้ก็ต่อเมื่อมี “การแข่งขัน” ที่เป็นธรรม โดยประชาชนเป็นคนให้คะแนน

ใครไม่เก่ง ใครไม่ดี ก็ต้องให้ประชาชนร่วมกันคัดเข้า ร่วมกันจิ้มออก

ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ได้ให้สิ่งนั้นกับเราอย่างเต็มที่

หวังว่านี่จะเป็นคำตอบได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญสัมพันธ์กับปากท้องของประชาชนอย่างไร

บทความก่อนหน้านี้“ลุงตู่” อ้วนขึ้น
บทความถัดไปวิเคราะห์ : อสังหาริมทรัพย์ในห้วงเปลี่ยนยุค