อาชญากรรม | ถึงเวลาที่จะต้องจัดระเบียบการนั่งท้ายรถปิกอัพให้เป็นจริงเป็นจังได้หรือยัง

ผ่านาทีปิกอัพซิ่ง13ศพน.ศ.ฝึกงาน : เป็นอุบัติเหตุที่สร้างความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้ สำหรับอุบัติเหตุรถปิกอัพ ที่บรรทุกนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษมาเต็มกระบะหลัง

เดินทางออกจากงานเลี้ยงฉลองฝึกงานจบ เพื่อไปดูหมอลำซิ่งที่บริเวณใกล้เคียง และกำลังจะกลับบ้าน

แต่แทนที่จะถึงจุดหมาย กลับประสบอุบัติเหตุพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 13 ราย

เมื่อสืบสาวราวเรื่องก็พบว่าก่อนเกิดเหตุคนขับปิกอัพ ประลองความเร็วมากับรถอีกคัน ก่อนที่จะเสียหลักเกิดเหตุสลดขึ้น

เป็นความประมาทที่เกิดขึ้นหลังจากการดื่มสุรา

แต่เรื่องนี้ก็ทำให้สังคมเกิดคำถามว่าถึงเวลาที่จะต้องจัดระเบียบการนั่งท้ายรถปิกอัพให้เป็นจริงเป็นจังได้หรือยัง

หลังจากก่อนหน้านี้รัฐบาลคสช.สั่งเข้มงวด แต่ถูกต่อต้านจนต้องถอยกรูด

มาครั้งนี้จะจริงจังได้มากเพียงไหน คงต้องติดตามกันต่อไป

น.ศ.ฝึกงานชนดับ 13 ราย

อุบัติเหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 28 ก.ย. ต่อช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ย. โดยพ.ต.ท.สำราญ ช่วยท้าว สารวัตรสอบสวน สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถกระบะเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางพลิกคว่ำ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ที่ถนนกิ่งแก้ว ปากทางเข้าซอยกิ่งแก้ว 21 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะยี่ห้อ อีซูซุ ดีแมคซ์ ซูเปอร์แค็บ สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ผจ 5322 ระยอง พลิกคว่ำหงายท้อง ล้อชี้ฟ้า สภาพพังยับเยิน ใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิตกระจายเกลื่อนพื้นถนน 12 ราย ภายในรถพบผู้บาดเจ็บอีก 5 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยกันใช้เครื่องตัดถ่างออกนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาล จากนั้นมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย รวมเป็น 13 ราย

ทั้งนี้ จากการสอบถามเพื่อนของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ที่ถูกส่งมาฝึกงานที่อู่ซ่อมรถประกันกลาง ชื่ออู่ภัทรบอดี้ เซอร์วิส ภายในซอยกิ่งแก้ว 22/2 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ซึ่งวันนี้เป็นการฝึกงานวันสุดท้ายของนักศึกษาทั้งหมด ทางอู่จึงจัดงานเลี้ยงส่งให้กับนักศึกษาที่มาฝึกงานกันที่อู่ดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงช่วงหัวค่ำ ทุกคนต่างดื่มเหล้าดื่มเบียร์กัน จนกระทั่งในช่วงดึกผู้ตายและผู้บาดเจ็บชักชวนกันไปดูคอนเสิร์ตหมอลำซิ่งที่แสดงอยู่ภายในซอยกิ่งแก้ว 2

และกำลังจะกลับหอพักในซอยกิ่งแก้ว 22/2 โดยตรวจสอบข้อมูลการพูดคุยกันผ่านไลน์ในกลุ่มเพื่อน และก่อนที่กลุ่มผู้ตายจะเดินทางกลับยังมีการถ่ายรูปนั่งและยืนกันอยู่ที่ท้ายรถกระบะคัน ดังกล่าวส่งมาให้เพื่อนๆ ดู และพิมพ์ข้อความว่ากำลังกลับห้องพัก จนกระทั่งมาประสบอุบัติเหตุดังกล่าว

โชเฟอร์แท็กซี่ที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นรถกระบะขับออกมาจากซอยกิ่งแก้ว 2 ด้วยความเร็ว พอออกมาถนนกิ่งแก้วก็พบรถกระบะอีกคันหนึ่งที่แต่งซิ่ง ทั้งสองคันจึงขับแข่งกันมาด้วยความเร็ว

กระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุรถผู้ตายขับแซงมาทางด้านเลนขวา อยู่ๆ หักเข้ามาทางด้านเลนกลางอย่างกะทันหัน ทำให้รถเสียหลักพุ่งขึ้นไปปีนฟุตปาธข้างทาง ก่อนชนรั้วบ้าน รถหมุนพลิกหลายตลบมาฟาดกับแท่งแบร์ริเออร์กลางถนนจนล้ม

กระเด็นกลับมาชนเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างทาง จนเสาไฟฟ้าขาดไป 2 ต้น ทำให้คนนั่งกระบะหลังกระเด็นหลุดจากรถไปคนละทิศคนละทางนอนเสียชีวิตเกลื่อนถนน

ก่อนที่รถจะพลิกคว่ำ ทำให้คนที่นั่งอยู่ในตัวรถได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว

เป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ญาติร่ำไห้รับศพสลด

สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตประกอบด้วย 1.นายโชคชัย ทานนท์ อายุ 21 ปี 2.นายสุริยัน สีถาน อายุ 20 ปี 3.นายนพรัตน์ ไชยรัตน์ อายุ 20 ปี 4.นายศุภพัชชา ดอกโศก อายุ 20 ปี 5.นายเทียนชัย ชนกเนตร อายุ 20 ปี 6.นายวีรวัฒน์ กล้าจริง อายุ 20 ปี 7.นายโกวิทย์ สิมลี อายุ 20 ปี

8.นายสุทิน จันทร์สมุทร อายุ 21 ปี 9.นายสุประชัย วรรณทวี อายุ 19 ปี 10.นายจักรพงษ์ มะโนรัตน์ อายุ 20 ปี 11.นายอุดม สานุการ อายุ 20 ปี 12.นายศุภวัฒน์ มาเสมอ อายุ 21 ปี 13.นายวรายุทธ ไชยปัญญา อายุ 21 ปี เสียชีวิตที่โรงพยาบาลบางพลี

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บมีทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย 1.นายนิตยา สุขจันทร์ อายุ 25 ปี (คนขับรถ) 2.นายพุฒธพงษ์ รินรมย์ อายุ 21 ปี 3.นายรัณชัย สุขจันทร์ อายุ 21 ปี 4.น.ส.ยุพิน กรินกระโทก อายุ 21 ปี 5.นายวานนาค หม่อง สัญชาติเมียนมา อายุ 20 ปี

โดยผู้เสียชีวิต มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำศพทั้งหมดมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด ที่จ.ศรีสะเกษ โดยมีพ่อแม่ ญาติพี่น้องพากันร่ำไห้รับศพ ลูกหลานของตนเอง ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลดยิ่งนัก โดยผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษนำพวงมาลัยสีขาวไปวางบนโลงศพทุกโลงของลูกศิษย์ที่เสียชีวิต พร้อมทั้งบอกว่าครูและพ่อแม่ ญาติพี่น้องมารับลูกกลับบ้านเราแล้ว

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 13 ศพ จะแยกไปส่งที่ อ.ค้อวัง จ.ยโสธร 2 ศพ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ 1 ศพ นอกนั้นอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอต่างๆ ของ จ.ศรีสะเกษ

ด้านพ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ ผกก.สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ ระบุว่า จากการตรวจหาแอลกอฮอล์ในเลือดของนาย นิตยา คนขับรถคันดังกล่าวพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรวจเมื่อเวลา 06.07 น. วันที่ 29 ก.ย. ถือว่าไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้ง 4 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ขับขี่รถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2.ขับขี่รถขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และได้รับบาดเจ็บสาหัส 3.ขับขี่รถโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และ 4.ใช้รถยนต์ไม่ตรงกับประเภทที่จดทะเบียนไว้ ตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522

ขณะที่ทางวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ก็รณรงค์เพื่อหาแนวทางเยียวยาให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย เพราะหลายคนกำลังจะเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว รวมทั้งเปิดบัญชีเพื่อรับเงินบริจาคช่วยเหลือ ซึ่งมีคนร่วมบริจาคถึงหลักล้านอย่างรวดเร็ว

แต่ไม่ว่าเงินมากสักเท่าใด ก็ไม่สามารถทดแทนชีวิตที่สูญเสีย ไปได้

จี้ทบทวนนั่งท้ายกระบะ

หลังจากเหตุการณ์เศร้าครั้งนี้ ก็เกิดคำถามขึ้นสำหรับแนวทางการควบคุมให้การโดยสารรถยนต์อย่างปลอดภัย โดย นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการมูลนิธิประชาปลอดภัย ระบุว่าการนั่งท้ายกระบะ เป็นกรณีที่อันตรายที่มิอาจห้ามได้ เพราะระบบการขนส่งของคนไทยทั่วประเทศยังใช้กันอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท

ดังนั้น ต้องหามาตรการมาป้องกันให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดในบริบทของไทยให้ได้นั่นคือ การห้ามนั่งข้างหลังกระบะมากเกินระดับที่เกิดอันตรายต่อการควบคุมรถ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยประกาศบังคับใช้มาก่อนแล้วในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว คือไม่เกิน 6 คน ซึ่งก็สามารถป้องกันอุบัติเหตุลักษณะนี้ได้ตามสมควร

ถ้าเพิ่มมาตรการจำกัดความเร็วตามกฎหมายกำหนดคือไม่เกิน 80 ก.ม./ช.ม. อย่างเคร่งครัดในกรณีที่มีผู้โดยสารอยู่ข้างหลังด้วยก็จะปลอดภัยมากขึ้นอย่างแน่นอน

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ระบุว่า ต้องมีความระมัดระวัง ไม่บรรทุกผู้โดยสารหลังกระบะ จากกรณีอุบัติเหตุในลักษณะดังกล่าว ทำให้ก่อนหน้านี้มีการเข้มงวดเรื่องการโดยสารท้ายรถกระบะ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีนโยบายให้บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และการจราจรอย่างเข้มงวดหลังเกิดอุบัติเหตุ รถกระบะบรรทุกนักศึกษาฝึกงานเทคนิคศรีสะเกษ เทกระจาดทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย เนื่องจากกรณีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดพ.ร.บ.รถยนต์ เพราะเป็นการใช้รถผิดประเภท นำรถกระบะมาบรรทุกประชาชน และเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.การจราจรทางบก เนื่องจากใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด

จากนั้นจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เริ่มจากการจับเตือนและหากพบการฝ่าฝืนอีกก็จะจับดำเนินคดีทันที

อย่างไรก็ตามกรณีการห้ามนั่งท้ายกระบะ รัฐบาลคสช.เคยมีมาตรการเอาจริงมาแล้วเมื่อช่วงก่อนสงกรานต์ 2560 ซึ่งมีคำสั่งคสช.ให้เข้มงวดตามพ.ร.บ.จราจรทางบก แต่เป็นช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ มีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ทำให้เสียงคัดค้านกระหึ่ม จนคสช.ต้องสั่งให้ผ่อนปรนไปก่อน

มาครั้งนี้ก็เริ่มจะเอาจริงเอาจัง

แต่ก็ต้องจับตาว่ามาตรการที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ ระบบขนส่งมวลชน หรือการส่งเสริมบริการรถสาธารณะ

ไม่ใช่แค่เพียงการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่มีทางเลือกให้ประชาชน

ซึ่งต้องดูว่าจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

ให้การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การล้อมคอก

บทความก่อนหน้านี้ฐากูร บุนปาน | เล่มที่ห้ามพลาด! ในงานหนังสือ
บทความถัดไป“เรืองไกร”ร้องศาลปกครองเบรกงบประมาณ63 อ้างทำผิดขั้นตอนกฎหมาย