แมลงวันในไร่ส้ม / ข่าวร้อน-นครปฐม เขต 5 ฝ่ายค้านแปรเลือกซ่อม เป็นศึก ‘วัดผลรัฐบาล’

แมลงวันในไร่ส้ม

 

ข่าวร้อน-นครปฐม เขต 5

ฝ่ายค้านแปรเลือกซ่อม

เป็นศึก ‘วัดผลรัฐบาล’

 

นครปฐม เขต 5 จะเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ทางการเมืองที่ดุเดือดอีกครั้ง

กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งซ่อม แทนนางจุมพิตา จันทรขจร ส.ส.นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องลาออกจากตำแหน่ง หลังจากประสบอุบัติเหตุ ต้องนอนพักรักษาตัว โดยไม่สามารถมาปฏิญาณตนเข้ารับหน้าที่ได้ ในวันพุธที่ 23 ตุลาคมนี้

เปิดรับสมัครวันแรก เมื่อ 30 กันยายน ผลการจับหมายเลข นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.จากพรรคชาติไทยพัฒนา จับได้หมายเลข 1 น.ส.สิริขวัญ แย้มมูล จากพรรคพลังสังคม ได้หมายเลข 2

นายสุรชัย อนุตธโต จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้ามาเป็นที่สองในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ได้หมายเลข 3 นางลาวัลย์ สิงห์สถิต จากพรรคเสรีรวมไทย ได้หมายเลข 4 น.ส.ปริมปรางค์ แสนสว่าง จากพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้หมายเลข 5

และนายไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร จากพรรคอนาคตใหม่ สามีนางจุมพิตา ที่ลงทวงเข็มขัดแชมป์แทนภรรยา ได้หมายเลข 6

เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ในขณะที่กระแสต้านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กลับมารับตำแหน่งภาคสอง ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ “ดีไซน์เพื่อพวกเรา” รุนแรงมากขึ้น จากหลายๆ เหตุการณ์ภายหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม

พรรคอนาคตใหม่ประกาศความพร้อมเต็มที่ และย้ำว่า ไม่ใช่การเลือกตั้งซ่อมธรรมดาๆ แต่มีนัยยะทางการเมืองไปถึงการเมืองระดับชาติในภาพรวมอีกด้วย

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ประกาศว่า มั่นใจเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นการแสดงมติมหาชน ใครที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลสืบทอดอำนาจดำรงอยู่ต่อไป ใครเบื่อนายกฯ คนปัจจุบัน การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญ ใช้โอกาสนี้แสดงมติมหาชนให้คนทั้งประเทศได้เห็น

นายปิยบุตรยังกล่าวอีกว่า จะมีการเลือกตั้งซ่อมอีกหลายๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเพชร ขอนแก่น และสมุทรปราการ อยากให้ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้น ครั้งนี้เราตั้งใจเต็มที่ เตรียมทั้งปราศรัยย่อย ปราศรัยใหญ่ เดินเคาะประตูบ้าน

ทั้งหัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคจะลงช่วยหาเสียงเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด และนายไพรัฏฐโชติก์มีความพร้อม เรามั่นใจว่าจะทำได้ และไม่เพียงแต่มีความสำคัญกับพรรคอนาคตใหม่ แต่ยังสำคัญต่อภาพรวมการเมืองด้วย

ส่วนการเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดอื่น เช่น กำแพงเพชร ขอนแก่น และสมุทรปราการ จากการวิเคราะห์เบื้องต้นของตนเองและทีมงาน เห็นว่าการเลือกตั้งทั้ง 4 แห่ง เป็นโอกาสสำคัญในการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตย ของพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรค

จึงเป็นไปได้ที่กำแพงเพชรและขอนแก่น เราจะไม่ส่งผู้สมัคร แต่ที่สมุทรปราการยืนยันว่าพรรคจะส่งผู้สมัครแน่นอน เพราะส่วนนี้สำคัญเกี่ยวข้องกับคะแนนคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

การเลือกตั้งที่ผ่านมาผู้สมัครพรรคเราได้คะแนนไม่น้อย ทิ้งห่างกันไม่มาก เรามีโอกาสชนะในเขตนี้เช่นเดียวกัน นี่คือการวิเคราะห์ส่วนตัว แต่ท้ายที่สุดต้องนำเข้าที่ประชุมกรรมการบริหาร

อยากให้มองการเมืองภาพใหญ่ ว่าการเลือกตั้งทั้ง 4 เขต ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนรัฐบาลได้ เราอยากเริ่มต้นที่นี่ 1 เสียงของพี่น้องชาวสามพราน สามารถเปลี่ยนรัฐบาลได้

 

ในมุมของพรรครัฐบาล ผู้สมัครของพรรค ปชป. มีอาการต่อการลงสมัครของนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ จากพรรคชาติไทยพัฒนาอยู่พอสมควร ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนาเอง ก็ต้องถือว่าเป็น ส.ส.เก่าที่ลงสมัครมาอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นจะต้องลงสมัครเพื่อรักษาฐานคะแนนของตนเอง

น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เผยว่า การตัดสินใจส่งนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ลงแข่งขันอีกครั้ง เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความผูกพันของตระกูลสะสมทรัพย์กับชาวนครปฐม

เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้ลงมาแข่งขัน และไม่เป็นการผิดกติกาอะไร ส่วนความมั่นใจต้องถามที่นายเผดิมชัย แต่พรรคชาติไทยพัฒนายืนยันความพร้อมที่จะเป็นอีก 1 เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลได้

ส่วนนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันความมั่นใจ ด้วยผลคะแนนอันดับที่ 2 หรือ 18,000 คะแนน ในคราวที่แล้ว ดังนั้น จะต้องระดมหัวกะทิของพรรคมาช่วยกันหาเสียง

1 เสียง ส.ส.ของประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง และพื้นที่ จ.นครปฐม อดีต ปชป.เคยยิ่งใหญ่ มี ส.ส.มาเกือบทุกครั้ง แม้กระทั่งครั้งที่ผ่านมาก็ได้มา 1 ที่นั่งในเขต 1 นครปฐม

ขณะที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์ว่า นายสุรชัย อนุตธโต ผู้สมัคร ปชป. เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาก่อน จึงทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหวังมากยิ่งขึ้น

ถ้านำผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มาวิเคราะห์กัน จะเห็นได้ว่าฐานเสียงเดิมของพรรคประชาธิปัตย์จะมีความเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น เพราะพรรคพลังประชารัฐที่เคยแบ่งคะแนนจากพรรคประชาธิปัตย์ไป ไม่ได้ส่งผู้สมัครลงแข่งขันในครั้งนี้

ทำให้คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ 18,970 คะแนน รวมกับของพรรคพลังประชารัฐ 18, 741 คะแนน จะได้ 37,711 คะแนน ชนะพรรคอนาคตใหม่ที่ได้ 34,164 คะแนน

แต่เมื่อพรรคชาติไทยพัฒนาที่มีคะแนน 12,279 คะแนน ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย จึงต้องทำให้ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่อย่างหนักและลุ้นคะแนนกันต่อไป

ซึ่งถ้าหากพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ส่งสมัครในครั้งนี้ โอกาสของผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมาก คือคะแนนของ 3 พรรครวมกันจะได้มากถึง 49,990 คะแนน

 

จากการที่นครปฐมเป็นสนามเลือกตั้งใกล้กับ กทม. เป็นจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัย มีสถานศึกษามากมาย มีคนรุ่นใหม่จำนวนมาก น่าจะเป็นตัวแปรที่สำคัญ และเป็นประโยชน์กับพรรคอนาคตใหม่

ที่สำคัญคือ พรรคอนาคตใหม่ชิงลงพื้นที่ เปิดเวทีอย่างรวดเร็ว น่าจะช่วงชิงคะแนนนิยมได้จากการปราศรัยในทิศทางตรงกันข้ามกับรัฐบาลที่กำลังอยู่ในช่วง “ขาลง”

อย่างไรก็ตาม สำหรับพรรครัฐบาลที่เสียงปริ่มน้ำ หวิดๆ จะจม ก็จะแพ้ไม่ได้อีกเหมือนกัน เก้าอี้ตัวนี้ หมายถึงความได้เปรียบทางการเมือง ทั้งในแง่คะแนนเสียงในสภา และการขยายผลในด้านการประชาสัมพันธ์

ที่ต้องจับตาก็คือ หากประชาชนใช้เหตุผล ความไม่พึงพอใจจากความเดือดร้อนในปัญหาเศรษฐกิจ มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกผู้สมัครฝ่ายค้าน เพื่อให้ผลการเลือกตั้งส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลให้เร่งทำงานแก้ปัญหา

ข่าวสารการเมืองประเทศไทย จะร้อนขึ้นอีกหลายดีกรี

บทความก่อนหน้านี้รายงานพิเศษ / ทัพไทย-ทบ.คอแดง เล็งทายาท ผบ.สูงสุด จับตา ‘แม่ทัพต่อ’ ‘ทหารเสือฯ คอแดง’ เข้าไลน์ ทัพฟ้ายุค Maanat 2020 เข้มข้น สร้าง กอ.รมน.อากาศ เล็งแม่ทัพฟ้าคนใหม่
บทความถัดไป“หมวดเจี๊ยบ” แปลกใจบางคนในฝั่ง รบ.ผิดปกติมนุษย์ หลังตั้งแง่ผู้พิพากษาหาว่าจัดฉากยิงตัวเอง