การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ ทำไมรังงูจึงเป็นส่วนหนึ่ง

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

[เพียงบัว,

ฉันเขียนจดหมายถึงเธอในความฝัน ฉันเขียนถึงเธออยู่ในจินตนาการ มีเพียงแค่ “จิน-ตะ-นะ” เท่านั้น ที่ยังเชื่อมโยงระหว่างเธอกับฉัน มีเพียงถ้อยคำจับต้องไม่ได้เท่านั้น ที่ฉันยังคงแนบชิดกับมัน]

 

“หยุดร้องได้แล้ว”

พี่ชุนส่งกระดาษทิชชูให้ฉันอีกแผ่น หลังจากอีกหลายๆ แผ่นขยำยับย่นอยู่บนโต๊ะ ใกล้กับจานข้าว

“กินข้าวเสียที”

ตั้งแต่ออกมาจากห้องพัก ฉันยังไม่หยุดร้องไห้…ไม่มีเสียงร้อง แต่น้ำตาก็ไม่หยุดไหล ฉันเองไม่รู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไร

เหมือนแขนขาร่างกายเหลวฟ่าม และทุกส่วนในร่างกายกำลังรีดน้ำออกมาเรื่อยๆ

ผ่านทางช่องตา

“พี่กินไปสิ เราไม่หิวหรอก” แต่เวลาพูด เสียงก็จะขาดเป็นห้วงๆ จนได้

เห็นโต๊ะข้างๆ ชำเลืองเหลือบแลมา แต่ว่าทั้งฉันและพี่ชุนก็ไม่สนใจใครอื่น

“จะกินคนเดียวได้ยังไง ไม่เอาน่า อย่าร้องอีก พี่ใจไม่ดี มีอะไรก็บอกก็เล่าพี่สิ อย่าขี้แยนักเลย”

คำพูดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แม้ว่ามันจะฟังดูอบอุ่นแค่ไหนก็ตาม

 

เรานั่งในร้านข้างถนน เป็นร้านอาหารตามสั่งที่มีไฟนีออนหลอดจ้าเหนือหน้าตู้กระจกรถเข็น ผู้คนพลุกพล่าน ท่ามกลิ่นควันและเสียงฉ่าๆ ดังไม่หยุดจากกระทะเหล็กดำเมี่ยม ลูกจ้างตัวผอมใบหน้าซีดเซียวคนหนึ่งเดินสวนผู้คนกลับไปกลับมา ขึ้นอยู่ว่ามีคนเรียกที่โต๊ะไหน หรือเมื่อไหร่เจ้าของร้านจะสั่งให้ไปยกจานเสิร์ฟ

ฉันไม่รู้ว่าตรงนั้นเรียกย่านอะไร แต่มีรถเข็นขายอาหารชุมนุมกันอยู่มากคัน บางตู้เขียนว่าข้าวต้ม แต่บางตู้ก็เป็นของทอด ของกินเล่น มีทั้งซาลาเปา ขนมจีบ ขนมหวาน ทับทิมกรอบ ลอดช่องน้ำกะทิ ฯลฯ มีเสียงผู้คนพูดจาร้องถามไถ่ คนซื้อกับคนขายสอบถามกัน

ทว่า กลับมาสู่โต๊ะเหล็กเย็นๆ เบื้องหน้า มีถ้วยสีชมพูใส่ต้มยำน้ำข้น ผัดแขนงกะหล่ำ กับยำไข่เยี่ยวม้า ฉันยังคงกินแต่น้ำตาตัวเอง

พี่ชุนมองหน้าฉันแล้วส่ายหน้า

“ละอ่อนแท้ๆ น้องนี่”

ฉันไม่มีใจจะตอบถ้อยคำใดๆ มันเหมือนจู่ๆ ก็กลายเป็นคนแปลกหน้าซ้อนอยู่ในร่างเดียว

ใต้เนื้อหนังร่างกายตัวเอง

“น้อง…” พี่ชุนลากเสียงอีก “ของสั่งมาตั้งเยอะ กินอีกคำสองคำก็ยังดี ทิ้งไว้อย่างนี้เสียดายนะ”

 

[เพียงบัว,

ฉันโง่หรือฉลาดกันแน่ แน่นอน เธอต้องบอกว่าน้ำหน้าอย่างนี้ ทำอะไรอย่างนี้ จะมีความฉลาดได้อย่างไร

ดูเอาเถอะ ฉันดิ้นรนเรื่อยไปอย่างสะเปะสะปะปานนี้ หาเรื่องใส่ตัวทั้งนั้น จากวันสู่คืน จุดหนึ่งถึงจุดหนึ่ง ฉันก็มาถึงได้แค่นี้

คือการที่มานั่งน้ำตาไหลโง่ๆ อยู่ในร้านข้าว]

 

“น้อง คิดเงิน”

พี่ชุนลุกขึ้น พลางกวักมือเรียกลูกจ้างของร้าน

คนตัวผอมใบหน้าชาเฉยรีบเหลียวมา ทันใดฉันก็เห็นใบหน้านั้นถนัดถนี่

…นั่น…นั่นคือใบหน้าที่เคยเลือนรางอยู่ในความฝัน

ดวงหน้าเล็กๆ นั้น…ที่อยู่นอกเหนือการต้องจดจำ ทว่า กลับฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

 

[“เท่าไหร่” พี่จูเอ่ยปากถาม

“เก้าสิบห้าบาท น้ำแข็งไม่คิด” เด็กลูกจ้างตอบ ส่งกระดาษแผ่นเล็กให้ เป็นรายการอาหารและจำนวนเงิน

พี่จูรับไปดูลวกๆ แล้วยื่นใบแดงให้

“เอานี่…” ฉันรีบค้าน ล้วงกระเป๋าตัวเองบ้าง

“ไม่ต้องหรอกน้อง” พี่จูปัดมือฉันเสีย “พี่ออกเอง”

“พี่จ่ายตั้งหลายหนแล้ว” ฉันพูด “ตาฉันบ้าง”

“ไม่เป็นไร เอาไว้วันหน้ายังมี จะอยู่กับพี่ก่อนไม่ใช่หรือ”

ฉันหุบปากลง…

อะไรสักอย่างผ่านวูบในสายตา ฉันเหลียวหยีตาผ่านแดด เด็กตัวผอมวัยเดียวกับฉันกำลังจกของกินใส่ปาก โดยหยิบอะไรสักอย่างจากจานบนโต๊ะที่เราเพิ่งลุกออกมา

เพียะ!

แม่ค้าหญิงถลันเข้าไปใกล้ โดยว่องไว ตบฉาดเข้าให้ที่ท้ายทอยเด็กคนนั้น

…เด็กหญิงสำลักเต็มแรง พ่นของออกพ้นปาก หญิงนั้นยังคว้าจานเปล่าที่เราใช้กินอาหารก่อนหน้า ฟาดเข้าอีกที่หัวเล็กๆ

…เล็กใกล้เคียงหัวฉัน

“โอ้ย!”

เด็กคนนั้นร้อง แล้วก็ยืนตัวแข็งทื่อกัดปากตัวเองอยู่

ฉันเบิ่งตาดูภาพนั้น…

ภาพนั้นเอง ที่ยังฝังลึกอยู่ตลอดมาในใจ

“อะไรหรือ?” น้องสาวพี่เถินเหลียวดู แต่เหตุการณ์เหล่านั้นก็จบสิ้นลงแล้ว

“พี่คนนั้นเขาตีลูกจ้าง” ฉันบอกกับนักศึกษา “เอาจานฟาดหัวด้วย”

พี่จูขมวดคิ้ว

“ทำรุนแรงขนาดนั้นเชียวหรือ”

ฉันพยักหน้า อีกฝ่ายจะออกเดินแล้ว แต่ฉันยังลังเลใจ

“เดี๋ยวพี่…”

“มีอะไร?”

“ฉันอยากถามเขาสักหน่อย”

“ถามใคร”

“ถาม…” นั่นสิ ฉันจะถามใคร

ถามเด็กคนนั้นว่า เธอมาจากไหน เธอจะไปไหน และทำไมเธอจึงยอมให้เขาทำกับเธอเพียงนั้น เธอจกกินของเหลือเช่นนั้น เพราะเธอหิว หรือเป็นนิสัย…

หรือฉันจะถามพี่คนนั้น ตัวเป็นนายจ้าง นึกจะทำยังไงก็ได้…อย่างนั้นหรือ

“ไปเหอะ” พี่จูคว้าข้อมือฉัน “อย่ายุ่งเรื่องคนอื่นเลย”

แต่จนเดินไปใกล้ถึงรถเครื่องเต็มที ฉันยังเหลียวมองหาเด็กคนนั้น และก็เห็นอยู่ไกลๆ ร่างผอมโย่งหิ้วกระติกน้ำใบใหญ่…]

ฉันยืนเบิกตา ราวการพบปะหลังการพลัดหาย ทว่า ก็คล้ายค้นพบความลึกของหลุมไร้ก้น ไร้การสิ้นสุด

ดวงตานั้นยังปราศจากแววใส ผิวเนื้อแห้งกร้านซีดเซียว ถ้าตาไม่ฝาด ฉันเห็นรอยช้ำเขียวบนโหนกแก้มจางๆ

ดังการหวนกลับสู่อดีตนับพันหมื่นชั้น ฉันเห็นตัวฉันในร่างสูงไร้พลังนั่น ขณะดวงตาคู่นั้นกลับมองผ่านฉันไปโดยว่างเปล่า

นี่คือชีวิตของพวกเรา! นี่คือการต่อสู้ดิ้นรนที่โง่เง่า ตราบใดที่พวกเราไม่มีทุนรอนใดๆ และไม่อาจมีใครยื่นมือมาให้ความเป็นธรรมกับเรา

เพียงบัว, ฉันรู้แล้วว่าทำไมนรกถึงได้ร้อนเร่าอยู่อย่างเยียบเย็น ทำไมรังงูจึงเป็นส่วนหนึ่งในอกพวกฉัน

บทความก่อนหน้านี้ก.ตร.ไฟเขียวเปิดตำแหน่ง’ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.-รองผบช.ศ.-รอง ผบช.ทท.’-นัดถก30ก.ย.แก้พงส.
บทความถัดไปเพื่อไทย อัด งบฯ 63 ไร้ทิศทางกระตุ้นศก. จัดงบใส่มือคนใกล้ชิดนายกฯ