“72 ปี “ภัทราวดี มีชูธน กับชีวิตโสด เปิดมุม “เปี่ยมสุข” เล็กๆ ในฐานะ “ผู้ให้”

แม้ตอนนี้ “ภัทราวดี มีชูธน” หรือที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียกขานว่า “ครูเล็ก” จะมีงานแสดงให้เห็นบ้างแบบประปราย

ส่วนหนึ่งเพราะศิลปินแห่งชาติผู้นี้ใช้เวลาไปกับงานบริหาร-งานสอนที่โรงเรียนภัทราวดี หัวหิน ซึ่งเธอเป็นเจ้าของเอง บนเนื้อที่ 100 ไร่ของหัวหิน

นอกจากนี้ ยังใช้เวลาไปกับกิจกรรมจิตอาสาในหลากหลายรูปแบบ โดยที่เจ้าตัวก็รู้สึกสนุกกับงานในแนวนี้

พร้อมกับจัดงานแสดงละครเวทีเป็นครั้งคราวเพื่อหาเงินช่วยสังคม

ช่วงแรกของการสนทนา เป็นเรื่องโรงเรียนของเธอ ที่สร้างเมื่อปี 2553 เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยม มีทั้งแบบประจำและไปกลับ มีเด็กประถม 60 คน เด็กมัธยม 40 คน แต่ละชั้นมีเด็กไม่ถึง 10 คน

ครูเล็กในวัย 72 ปี บอกว่า สาเหตุที่ไม่ได้รับนักเรียนเยอะ เพราะเป็นอุดมการณ์ที่อยากให้เป็นโรงเรียนที่สามารถควบคุมคุณภาพได้ และเงินที่ได้รับก็แค่ดูแลครูบาอาจารย์ให้อยู่สุขสบาย เป็นการบริหารแบบไม่ต้องมีกำไร

เนื่องจากการทำงานตรงนี้ จริงๆ คือถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 ขณะเดียวกันเพื่อพิสูจน์วิธีการคิดว่าการศึกษานอกจากสอนทั่วไปแล้ว ต้องมีเวลาที่จะมองเด็กแต่ละคนว่าคนนี้เก่งไปทางไหน แล้วก็ส่งเด็กไปให้ถูกแชนแนล (ช่องทาง) จะได้ซัสเซส (ประสบความสำเร็จ)

ดังนั้น ทางโรงเรียนจึงรับทั้งเด็กปกติและเด็กพิเศษด้วย เพื่อจะให้อยู่ด้วยกัน สามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และทางโรงเรียนจะส่งเสริมเพื่อให้ลูกศิษย์มีอาชีพที่ดีที่สุด

เพื่อที่ว่าเมื่อวันหนึ่งพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว เด็กจะได้ดูแลตัวเองได้

ครูเล็กเล่าว่า สอนวิชาภาษาอังกฤษ พวกแกรมม่า สอนถึงชั้น ม.6

“ดิฉันเก่งมากเรื่องภาษาอังกฤษ เพราะอยู่เมืองนอกตั้งแต่อายุ 12 ปี แล้วก็ศึกษาเรื่องการสอนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่อายุ 16 คุณแม่ก็มีโรงเรียนให้สอน โดยสอนมาเรื่อยๆ สำหรับวิชาศิลปะการแสดงดิฉันไม่ได้สอน แต่นำมาใช้ในการศึกษาเพื่อให้เด็กพรีเซนต์งาน ให้เด็กนำวรรณคดีมาทำโน่นทำนี่ เด็กก็จะดี คิดนอกกรอบในการที่จะใช้การศึกษามาทำเป็นวิชาชีพ”

จากประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษ เธอมองว่า เป็นปกติของเด็กถ้าชอบวิชาไหนจะใส่ใจดี แต่ถ้าไม่ชอบ จะเรียนภาษาไม่ได้เลย ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ให้เด็กฮัลโหล How are you ได้ พูดได้ไม่กี่คำ แต่ว่าชัดเจน และฟังรู้เรื่อง ทางโรงเรียนจะมีครูฝรั่งให้ ฟังงึกๆ งักๆ ไป

อย่างน้อยเด็กสื่อสารได้ แล้วก็ไม่กลัวที่จะพูด

ซึ่งการสอนนั้นใช้การละครเข้ามาช่วย เด็กต้องท่องบท แล้วเล่นละคร เพราะฉะนั้น คนที่ไม่กล้าพูดหรือพูดไม่ได้ก็พูดได้ เพราะว่าไปอยู่ในการละคร

ครูเล็กอธิบายว่า นอกจากสอนภาษาอังกฤษแล้ว ยังสอนวิชาวรรณคดีและสอนวิชาพุทธศาสนา รวม 3 วิชา อย่างวรรณคดีเด็กไม่ชอบอ่านก็บอกมาเล่นละครกัน ตีความแล้วปรับทำให้สมัยใหม่ แต่ยังรักษาบทเดิม เพลงเดิม หรือกลอนเดิม เด็กจะเข้าใจความงามของภาษา เข้าใจ รู้จักเพลงที่มาจากวรรณคดีมาจากบทกลอนเหล่านั้น

“พร้อมกันนั้นก็ทำโปรดักชั่นกิ๊บเก๋ต่างๆ ทำให้เด็กอยากเล่นละคร เลยต้องอ่าน”

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกงานอีกอย่างของครูเล็กคือกิจกรรมอาสา ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเคยลงพื้นที่ร่วมทำกิจกรรมในชุมชนที่เด็กมีปัญหายาเสพติดและต้องถูกจำคุก เธอจึงทำโครงการเสน่ห์รอยร้าว “The Broken Violin project” เพื่อชักชวนให้เด็กที่ติดยา มาติดสเก๊ตบอร์ด มาติดร้องเพลง ติดดนตรี หรือเล่นกีฬาแทน จนเด็กเลิกติดยาในที่สุด

เจ้าตัวให้รายละเอียดว่า “ได้ไปสร้างลานสเก๊ตบอร์ดให้ เพราะว่าเวลาเขาไปเล่นตามที่ต่างๆ จะถูกไล่ เลยสร้างให้เด็กในชุมชนมาเล่นกัน คนไหนอยากจะเรียนตัดผม อยากจะเรียนอะไรก็ส่งไปเรียนตามที่ต้องการ เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้มีอาชีพ ดิฉันเริ่มทำเป็นงานเล็กๆ และทำส่วนตัวเอง ไม่ได้ไปขอสตางค์ใครหรือขอทุนใคร เพราะไม่ใช้เงินเยอะ อีกอย่างไม่ได้ลำบาก เพราะเพื่อนๆ ที่เป็นศิลปินหรือเป็นพันธมิตรเก่งๆ ก็มีเมตตามาช่วยสอนให้”

ในการทำกิจกรรมอาสาที่ว่านี้ ครูเล็กย้ำว่าสิ่งสำคัญที่ต้องใช้คือเวลา เพราะว่าถ้าไปผูกพันกับเด็กกลุ่มนี้แล้วไม่ใช่นำเงินไปให้อย่างเดียว ต้องให้เวลาด้วย และทิ้งกันไม่ได้ ต้องไปพบไปเจอไปคุย ถือเป็นการบำบัดจิตใจอย่างหนึ่ง เพื่อให้เด็กเชื่อมั่นในสังคม รับผิดชอบในหน้าที่

อย่างที่บ้านกาญจนาภิเษกก็ไปช่วยสอนด้วย

ในการสอนวิชาต่างๆ นั้น ครูเล็กบอกด้วยว่า ได้หยอดธรรมะไปในตัวด้วย เพื่อให้เด็กๆ เติบโต มีการศึกษา คิดดี คิดได้ คิดบวก

“ดิฉันเรียนธรรมะมาเยอะ แล้วก็สอนพุทธศาสนา จริงๆ หลักธรรมะมีอยู่ทุกลมหายใจ ตั้งแต่ตื่นแล้ว คือบางทีขี้เกียจตื่น เราต้องบอกตัวเองว่ามีความรับผิดชอบ มันก็คือศีล 5 ถ้าเราสัญญากับเด็กจะไปสอน แล้วไม่ไป คือมุสาวาทา สอนเด็กให้คิดง่ายๆ อย่างนี้ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก เด็กจะเข้าใจง่าย เปรียบเทียบกับชีวิตประจำวันของเราแล้วให้เข้าใจ บางทีเปรียบเทียบกับศัพท์ภาษาอังกฤษบางอย่าง เด็กจะฟังเข้าใจง่ายกว่า”

กับคำถามที่ว่าได้ใช้ธรรมะในชีวิตประจำวันมากน้อยแค่ไหน

ประเด็นนี้ครูเล็กตอบว่า “ได้ใช้ธรรมะมากเลย เพราะพออายุ 42 ปีคุณแม่สิ้น (คุณหญิงสุพัตรา สิงหลกะ ผู้ก่อตั้งเรือด่วนเจ้าพระยา) ก็มีโอกาสได้ไปนั่งสมาธิ จริงๆ แล้วเป็นทุกข์มาก มีทุกข์เยอะ พอไปเรียนมารู้สึกว่า จริงๆ คนที่ได้บุญคือเรา เพราะแต่ก่อนนี้คิดไม่เป็น คิดว่าเป็นทุกข์มาก แต่พอคิดเป็น ชีวิตมันไม่เป็นทุกข์ เรายังช่วยคนอื่นได้อีก โดยที่เราไม่เป็นทุกข์”

ที่ผ่านมาครูเล็กได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมมามากมาย ทั้งการอุทิศแรงกายและเงินทองเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าตัวพร้อมที่จะทำ โดยเธอเป็นหัวเรือใหญ่ของมูลนิธิละครธรรมะในพระสังฆราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม

“มีคนถามว่าไปช่วยคนอื่นแล้วได้อะไร เหนื่อยยากต้องเสียเงินเสียทอง จริงๆ มันไม่เหนื่อย มันสนุก เสียเงินเสียทองก็ไม่ใช่ เวลาเราไปกินข้าวสำมะเลเทเมา เสียมากกว่านี้ ไปช้อปปิ้งเพชรแพงๆ ก็เสียมากกว่านี้อีก หากเรานำเงินมาทำประโยชน์ที่มันจะต่อยอดสร้างคนดีๆ ให้ประเทศก็ย่อมจะดีกว่า”

ในห้วงชีวิต 72 ปี ถือว่าเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จ เพราะนอกจากจะได้รางวัลตุ๊กตาทองแล้ว ยังได้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงปี 2557 ในอนาคตคิดว่ายังอยากจะทำอะไรอีกหรือไม่

ครูเล็กตอบทันทีว่า “คงไม่ 72 แล้วนะ อนาคตเราแทบไม่รู้ว่าจะมีอีกกี่วัน แต่สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ คือเราสร้างคน สร้างนักแสดง สร้างคนในหลากหลายอาชีพมาก แล้วก็สร้างเซ็นเตอร์สร้างศูนย์ต่างๆ ให้เด็กมีที่เล่นที่เรียนรู้ สร้างมาหลายศูนย์แล้ว อันนี้คือเป็นความฝันตั้งแต่สาวๆ คือจะรวบรวมทั้งหมดศูนย์ต่างๆ แล้วหาผู้ใหญ่ที่ทำงานดีๆ เป็นครูบาอาจารย์”

ทุกวันนี้แม้ครูเล็กจะอายุ 72 ปีแล้ว แต่ยังดูแข็งแรง กระฉับกระเฉง ไม่เหมือนผู้สูงวัยทั่วไป เธอบอกว่า ตอนนี้เป็นโสด อยู่คนเดียวกับหมา 1 ตัว ชีวิตมีความสุขดี

“มีความสุขมากๆ เลย แล้วมีเวลาด้วย แต่ก่อนจะบอก โอ๊ย ไอ้โน่นไม่ทัน ไอ้นี่ก็ไม่ทัน แต่ถ้าเราบริหารเวลาเป็น มันมีเวลาเยอะมาก อย่างโรงเรียนดิฉันก็สอนเต็มที่ แถมบริหารอีก แล้วยังมาทำงานให้เด็กบ้านกาญจนาภิเษก แต่ก็มีเวลาไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ และยังทำงานได้ วันหนึ่งเรากิน 3 มื้อ กินให้สบายยังไงก็ยังมีตังค์กิน เพราะฉะนั้น พอแล้ว ไม่ต้องอะไรมาก ลูกเต้าก็เก่ง ให้การศึกษาเขาทำมาหากินได้ เราก็สบายใจ”

ครูเล็กบอกว่า ตอนนี้มีหลานทั้งหมด 7 คน ซึ่งหลานคนโตน่าจะเอาดีทางดนตรี ส่วนลูกสาวคนเล็ก (ในจำนวนลูก 4 คน) เมย์ “ภัทรวรินทร์ ทิมกุล” อดีตนักแสดงสาว ก็เป็นเชฟและเปิดร้านอาหารเอง ประสบความสำเร็จและมีความสุขดี

ทั้งหมดนี้คงทำให้ได้เห็นกันแล้วว่าครูเล็กได้ทำตามความฝันของเธอจนสำเร็จในหลายเรื่อง และก็ยังมีพลังมีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อสังคม เพื่อเด็กด้อยโอกาสต่อไป

บทความก่อนหน้านี้ขอแสดงความนับถือ/ฉบับประจำวันที่ 20-26 กันยายน 2562
บทความถัดไป“วรรณกวี อยู่วัฒนา” บัณฑิตสาว “อักษรฯ จุฬาฯ” ผู้เลือกประกอบอาชีพ “โชเฟอร์แท็กซี่”