เครื่องเคียงข้างจอ/วัชระ แวววุฒินันท์/ Yesterday

วัชระ แวววุฒินันท์

เครื่องเคียงข้างจอ/วัชระ แวววุฒินันท์

Yesterday

 

Yesterday เป็นชื่อเพลงดังเพลงหนึ่งของวง The Beatles

เป็นชื่อภาพยนตร์ฟีลกู๊ดที่ผมจะเขียนถึงในตอนนี้

และเป็นชื่อเพลงที่คุณดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค มักเล่นเสมอยามหยิบกีตาร์ขึ้นมาร้องเพลงเวลาพวกเพื่อนๆ ร่ำสุรากัน รวมไปถึงเป็นเพลงที่มักใช้เปิดเวทีในงานก่อนการแสดงจะเริ่มขึ้น เหมือนเป็นการเรียกน้ำย่อยให้ผู้ชม

สมัยก่อนที่ยังมีการจัดกิจกรรมหาเงินจากการฉายหนังรอบเช้า ซึ่งมักจะจัดขึ้นสำหรับหนังเข้าใหม่ แล้วก็มีองค์กรที่อยากหารายได้ ก็จะจัดฉายหนังรอบเช้าราวๆ 8-9 โมงเช้า ขายบัตรในราคาพิเศษที่สูงกว่าราคาตั๋วหนังธรรมดา เพราะจะมีการแสดงก่อนฉายหนังให้ได้ชม พวกเราชาวถาปัด ที่ได้ชื่อว่าเป็นพวก “ปัญญาชนอารมณ์ดี” เคยถูกจ้างให้จัดการแสดงไปเล่นก่อนหนังฉายมาแล้ว 2-3 ครั้ง

และดี้ก็จะเป็นคนเปิดเวทีด้วยกีตาร์หนึ่งตัวและบทเพลง Yesterday เป็นประจำ เมื่อถามดี้ว่า ทำไมต้องเลือกเพลงนี้วะ ดี้ตอบตรงๆ ได้ใจความว่า “กูชอบ”

หลังจากนั้นเกือบ 40 ปี บทเพลง Yesterday นี้ได้กลายมาเป็นชื่อหนังให้ได้ชมกัน

 

ภาพยนตร์เรื่อง Yesterday ไม่เหมือนกับเรื่อง Bohemian Rhapsody และ The Rocket Man ตรงที่ 2 เรื่องหลังนั้นเป็นหนังที่นำเอาประวัติชีวิตของนักร้องเจ้าของบทเพลงมาทำคือ Freddy Mercury และ Elton John

แต่สำหรับเรื่อง Yesterday นั้น หยิบเอาแค่ “บทเพลงดัง” ของวง The Beatles มาใช้ โดยสร้างพล็อตเรื่องแบบ What…If ขึ้นมาสวมได้อย่างน่าติดตาม และสนุกสนาน

เรื่องราวเกิดขึ้นด้วยความมหัศจรรย์ เมื่อคืนหนึ่งอยู่ดีๆ ก็เกิดไฟดับพรึบทั้งโลกโดยไม่รู้สาเหตุ แม้จะดับไปไม่กี่วินาทีก็ตาม แต่เมื่อไฟสว่างขึ้น โลกของตัวเอกที่ชื่อแจ๊ก มาลิก ซึ่งเป็นคนมีพรสวรรค์ทางดนตรีทั้งการแต่งเพลงและร้องเพลงก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

เพราะช่วงที่ไฟดับนั้น แจ๊กที่ขี่จักรยานจะกลับบ้านถูกรถบัสพุ่งชนเพราะมองไม่เห็น เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาล นอกจากฟันหน้าที่หายไป 2 ซี่ เขาก็ได้พบความพิลึกพิลั่นในเวลาต่อมาคือ ไม่มีใครรู้จักชื่อวง The Beatles รวมทั้งบทเพลงดังของพวกเขาเลย

เริ่มจากคนที่อยู่ใกล้ชิดในชีวิต คือ เอลลี่ ที่เป็นเพื่อนสาวและผู้จัดการให้กับแจ๊ก และพวกเพื่อนๆ ก่อนจะขยายวงไปว่า ไม่ว่าใครๆ ก็ไม่รู้จักบทเพลงของ The Beatles มาก่อนเลย

ตรงนี้เป็น “ปมเรื่อง” ที่น่าชมเชยว่า คิดได้อย่างไร และเมื่อคิดแล้วก็สร้างเรื่องราวต่อจากนั้นได้อย่างสนุกอีกด้วย

เหมือนอยู่ดีๆ พวกเราชาวไทยก็ไม่เคยรู้จักชื่อ ตัวตน และบทเพลงของพุ่มพวง ดวงจันทร์เลย หรือไม่เคยมีนักร้องที่ชื่อ สุรพล สมบัติเจริญ หรือไม่มีวงดนตรีชื่อ ดิ อิมพอลซิเบิ้ล มาก่อนเลย แล้วจู่ๆ ก็มีคนเอาเพลง “สาวนาสั่งแฟน” หรือ “นักร้องบ้านนอก” มาร้อง แล้วแฟนเพลงก็รู้สึกว่าเพลงอะไรทำไมเพราะชวนฟังอย่างนั้น

“แต่งเองหรือเปล่า?”

ใช่แล้วครับ เมื่อแจ๊กเอาเพลง Yesterday มาร้อง ก็ถูกถามด้วยประโยคเช่นนี้ ความน่าสนุกคือ เมื่อร้องเพลงอื่นๆ ของวง The Beatles อีก คนก็ไม่รู้จัก แต่ล้วนติดใจและชมเชยว่าเพราะน่าฟังกันทั้งนั้น

และเขาก็กลายเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา เมื่อมีบริษัทเพลงค่ายใหญ่ยื่นมือมาทำธุรกิจกับเขา โดยจะสร้างให้เขาเป็นนักร้องดังระดับโลก เป็นการร้องเพลงของวง The Beatles ที่ไม่มีคนรู้จักนั่นเอง โดยแจ๊กสวมรอยบอกว่าเขาเป็นผู้แต่งเอง

แฟนเพลงวง The Beatles คงมีความสุขไม่น้อยเมื่อได้ฟังเพลงของวงดนตรีขวัญใจพวกเขาหลายเพลงเลยในเรื่องนี้ แม้จะไม่จบเพลงเลยสักเพลงก็ตาม เพราะไม่ได้ตั้งใจทำเป็นหนังอัตชีวประวัตินักร้องนักแต่งเพลงอยู่แล้ว

 

ความฉลาดของผู้เขียนบทคือ การเข้ามาของเพลงแต่ละเพลงที่เข้ามาแบบมีนัยยะกับเรื่องที่ต้องการบอกเล่าอะไร ไม่ใช่แค่ใส่มาเฉยๆ รวมทั้งการให้แจ๊กต้องย้อนคิดถึงเพลงต่างๆ ของ The Beatles ซึ่งบางเพลงเขาก็ลืมเลือนเนื้อที่ถูกต้องไปบ้างแล้ว

หนังเรื่องนี้แม้ไม่ได้ทำจากเรื่องราวของสมาชิกของวง The Beatles โดยตรง แต่ก็ทำให้รู้สึกได้ว่า เพลงของพวกเขานั้นมันช่างวิเศษ ยิ่งใหญ่ และมีความไพเราะที่เป็นอมตะจริงๆ

มุขตลกที่สอดแทรกอยู่ตลอดเรื่อง เป็นมุขแบบไม่ยัดเยียด แต่เข้ามาตามเหตุการณ์ในจังหวะที่เหมาะสมก็เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มได้ตลอดเรื่อง

เรื่องราวของตัวละครเป็นชาวอังกฤษ เราจึงได้เห็นการใช้ชีวิต พฤติกรรม ความคิดของคนอังกฤษ เจืออยู่เนืองๆ เช่น การสั่งฟิชแอนด์ชิปมากิน เหมือนที่คนไทยสั่งอาหารพื้นฐานอย่างข้าวไข่เจียว หรือตัวละครมักดื่มไซเดอร์เป็นประจำ ซึ่งเป็นพฤติกรรมการดื่มของคนอังกฤษส่วนหนึ่ง

 

สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือ วิธีการแสดงของนักแสดง ที่คงมาจากการเลือกและกำหนดทิศทางของผู้กำกับฯ Danny Boyle ที่ให้การแสดงเป็นธรรมชาติ ไม่โอเวอร์ เลยทำให้รู้สึกสมจริงขึ้น เพราะเรื่องมันเกินจริงอยู่แล้ว แต่หากเล่นแบบเกินจริงไปอีก จะทำให้หนังลดค่าลงอย่างมาก

ส่วนบทภาพยนตร์นั้น Richard Curtis สามารถเขียนคำพูดของตัวละครให้สื่อออกมาได้เด่นชัด และมีแคแร็กเตอร์ที่ชัดเจนกันทุกคน โดยเฉพาะตัวละครมีสีสันอย่าง “ร็อกกี้” นั้นเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเรื่อง

สำหรับผู้ชมระหว่างที่เรื่องดำเนินไป คงคิดว่าหนังมันจะจบยังไง แต่สุดท้ายก็หักมุมให้กับตัวละครอย่างแจ๊กได้ และเกินที่ผู้ชมจะคาดเดาเหมือนกัน

นอกจากจะได้ฟังเพลงที่เราชื่นชอบและคุ้นเคย ได้เห็นการเดินเรื่องที่สนุกใช้ได้แล้ว ยังได้แง่คิดที่ว่า “แท้จริงแล้ว ความสุขของคนเรา” นั้น อยู่ที่ตรงไหนกันแน่

การได้เป็นคนดังมีชื่อเสียงเงินทอง มีคนชื่นชอบติดตามให้ความรัก ความนิยม หรือเป็นคนที่มีความพอดีในชีวิต มีคนที่รักเราจริงเพียงคนเดียวก็พอ

“เมื่อวานนี้” จะเป็นอย่างไรก็คงต้องปล่อยไป แต่มาทำ “วันนี้” ให้ดีที่สุดดีกว่า

จริงไหมครับ

บทความก่อนหน้านี้ป.ป.ช. สั่งสอบพิเศษ! เครื่องรางของขลังแพงเว่อร์ หวั่นใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน
บทความถัดไป‘สิระ’ ฉะ ‘สุทิน’ นักการเมืองน้ำเน่า! ยกปมน้ำท่วมสร้างข่าวขยะ เปรียบแค่ผ้าเช็ดเท้า