ถอดบทเรียนทนายสมชาย สู่เรื่องบิลลี่

บทเรียนทนายสมชายต่อเรื่องบิลลี่

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุก

Talk of The Town ทั้งชาวบ้าน นักวิชาการสื่อมวลชน ในและนอกสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้องค์กรสิทธิมนุษยชนในเวลาเดียวกันคงหนีไม่พ้นเรื่อง “ดีเอสไอแถลงยืนยันเองว่า “บิลลี่” กะเหรี่ยงแก่งกระจาน ที่หายตัว 5 ปี เสียชีวิตแล้ว พบกระดูกในถังใต้น้ำ ดีเอ็นเอตรงกับแม่”

การจะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมของญาติบิลลี่มิใช่เรื่องง่าย แต่คดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร น่าจะเป็นบทเรียนหนึ่งแม้สุดท้ายไม่สามารถเอาผิดใครเลยเมื่อถึงชั้นศาลฎีกาก็ตาม

คดีอุ้มหายทนายสมชาย เป็นข่าวโด่งดังในอดีตพร้อมไฟใต้ ตลอด 15 ปี (12 มีนาคม 2547 วันที่ถูกอุ้ม) จนรัฐบาลในอดีตมีคำสั่งให้ตำรวจนครบาลเร่งสืบสวนหาตัวนายสมชาย และติดตามจับกุมผู้ต้องหาทีมอุ้ม

บทเรียนคดีอุ้มทนายสมชาย ดูได้จากไทม์ไลน์ของท่านดังนี้ “ทนายสมชาย” https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1654923

12 มีนาคม 2547 20.30 น. ทนายสมชายเดินทางไปยังโรงแรมชาลีน่า เพื่อรอพบเพื่อน หลังจากนั่งรอที่ล็อบบี้ของโรงแรม แต่เพื่อนมาช้ามาก ทนายสมชายอ่อนเพลีย และอยากพักผ่อน จึงเดินทางกลับ

ระหว่างขับรถยนต์ส่วนตัวโดยใช้เส้นทางถนนรามคำแหง เพื่อจะไปนอนพักค้างคืนที่บ้านเพื่อน มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 5-6 คน ขับรถยนต์ติดตามในระยะกระชั้นชิด จนชนท้ายรถทนายสมชาย

– เมื่อทนายสมชายหยุดรถเพื่อลงมาพูดคุย กลุ่มชายฉกรรจ์ได้ผลักตัวของทนายสมชายให้เข้าไปในรถยนต์ของกลุ่มชายฉกรรจ์ แล้วขับรถพาตัวของทนายสมชายหลบหนีไป

– คนที่เห็นเหตุการณ์บอกว่า สมชายร้องเสียงดังให้ปล่อย และมีเสียงแสดงความเจ็บปวด แต่สุดท้ายก็ถูกนำตัวเข้าไปในรถของคนร้าย โดยคนร้ายคนหนึ่งเข้าไปในรถของทนายสมชาย และขับตามไปด้วย

– นับจากนั้นเป็นต้นมา ลูกเมียเพื่อนฝูงก็ไม่ได้เห็นหน้าเขาอีกเลย

– 14 มีนาคม นางอังคณา นีละไพจิตร ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ ว่า นายสมชายออกจากบ้านพักมาตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม และได้หายตัวไป

– 16 มีนาคม พนักงานสอบสวนพบรถยนต์ของทนายสมชายที่ถนนกำแพงเพชร 2 หลังสถานีขนส่งหมอชิต 2 ขาเข้า แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

– 18 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการหายตัวไปของทนายสมชาย

ในยุคนั้น ผู้สันทัดกรณีหลายต่อหลายท่านวิเคราะห์ว่า ทนายสมชายได้แฉพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำกับผู้ต้องสงสัยในคดีปล้นปืนจากค่ายทหารที่นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 และตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 5 คน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 โดยทนายสมชายแฉว่า จากการได้พบและพูดคุยกับผู้ต้องสงสัยดังกล่าว ทำให้ทราบว่า คนเหล่านี้ไม่ได้กระทำความผิด แต่ที่ต้องรับสารภาพก็เพราะถูกตำรวจทรมาน ใช้ไฟฟ้าช็อต เอาเท้าเหยียบหน้า จับมัดมือแล้วแขวนคอ กรอกปัสสาวะ อุจจาระใส่ปาก และทุบตีตามร่างกาย

– 19 มีนาคม มีหลักฐานพบว่า ตำรวจชุดหนึ่งน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มทนายสมชายในคืนวันเกิดเหตุ พนักงานสืบสวนสอบสวน บช.น.จึงอนุมัติจับกุมจำเลยที่เป็นตำรวจทั้ง 5 นาย ในข้อหาลักพาตัว

– อย่างไรก็ดี ตำรวจ 2 นายในจำนวน 5 นาย ถูกผู้ต้องหาที่ทนายสมชายช่วยเหลือจากการถูกซ้อมในคดีปล้นปืนว่า เป็นตำรวจที่ซ้อมเขาจริงๆ

– พนักงานสอบสวนตรวจสอบพบว่า การใช้งานโทรศัพท์ของตำรวจทั้ง 5 นาย น่าจะมีการติดตามทนายสมชายตั้งแต่เช้าวันที่ 12 มีนาคม ตั้งแต่ 09.00-20.35 น. และจากข้อมูลบันทึกการใช้เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถระบุพิกัดสถานที่โทร.เข้า-ออกได้ในทุกๆ ครั้ง ได้นำไปสู่การจับกุมตำรวจทั้ง 5 นาย

– 26 มีนาคม 2547 สภาทนายความได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานติดตามกรณีการหายตัวไปของนายสมชาย เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด

– อีก 10 วันต่อมา พนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 5 นายต่อศาลอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ มีความเห็นสั่งฟ้องคดีผู้ต้องหาทั้ง 5 คน แต่ทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธ

– 12 มกราคม 2549 ศาลอาญาพิพากษาจำคุกนายตำรวจคนหนึ่ง เป็นเวลา 3 ปีเพียงคนเดียว ในข้อหาข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย ขณะที่ผู้ต้องหาที่เหลือให้ยกฟ้อง เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ

– 11 มีนาคม 2554 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนายตำรวจรายนี้ เนื่องจากไม่มีพยานเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย

และต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ให้ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องจำเลยทั้ง 5 คน

10 เดือนต่อมา สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ดีเอสไอ ได้มีหนังสือแจ้งมายังนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยานายสมชาย ระบุว่า “บัดนี้การสอบสวนได้เสร็จสิ้นแล้ว โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นควรงดการสอบสวน เนื่องจากไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด และส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา”

แต่ทางนางอังคณาไม่เห็นด้วย และยื่นหนังสือคัดค้านไปยัง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เมื่อ 3 พฤศจิกายน 2559 แต่ไม่เป็นผล

หลังจากนั้น นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ช่วง DSI แถลงข่าวว่าพบหลักฐานชิ้นส่วนกระดูกท้ายทอยถูกเผาด้วยความร้อนสูงในถังน้ำมัน 200 ลิตร และต้องตรวจหา DNA ใน Mitocondria รวมถึงพบเหล็กเส้น 2 ชิ้น มีนักข่าวถามว่า #เหล็กเส้นมีความหมายอะไร แต่ DSI ยังไม่ได้ตอบจึงขอแบ่งปันประสบการณ์กรณี #สมชายนีละไพจิตร นะคะ กรณีสมชาย พบถังน้ำมัน 200 ลิตรเจาะรูลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น 4 ถังพร้อมเหล็กเส้นถังละ 2 ชิ้น ในพื้นที่และเวลาต่างกัน

#เหล็กเส้นตามภาพใช้ขัดด้านบนของถังน้ำมันเพื่อที่เวลาเผาทำลายศพ ศพจะได้ไม่กระเด็นออกมาเพราะเป็นการเผาสด เรื่องนี้คนทั่วไปอ่านยังใจสลาย สำหรับครอบครัวคงไม่สามารถพรรณนาได้

สุดท้าย ณ วินาทีนี้ ปัจจุบันนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่า ทนายสมชายอยู่ที่ไหน… “ไม่มีแม้แต่เศษซากของพ่อให้ได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา…” นางสาวประทับจิต นีละไพจิตร บุตรสาวของทนายสมชาย

ซึ่งต่างจากการอุ้มบิลลี่ ที่ “ดีเอสไอแถลงยืนยันเองว่า “บิลลี่” เสียชีวิตแล้ว และพบกระดูกในถังใต้น้ำ ดีเอ็นเอตรงกับแม่”

ถ้ากลับไปดูบทเรียนการต่อสู้ของครอบครัวสมชาย นีละไพจิตร ผ่านบทสัมภาษณ์ของลูกสาวท่าน นางสาวประทับจิต (โปรดดู https://prachatai.com/journal/2015/12/63199) น่าจะทำให้ญาติบิลลี่ และสังคมไทยเห็นภาพ ปัญหา อุปสรรค และความท้าทายที่จะต้องทำใจร่วมกันผ่านประเด็นดังนี้

– บุคคลที่เข้ามาเป็นพยาน จะมีส่วนคุ้มครองเขาเหล่านั้นอย่างไร

การคุ้มครองพยานของไทยยังไม่เข้มแข็งและยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นคู่กรณี คำว่า “ยังไม่เข้มแข็ง” หมายความว่า การช่วยเหลือคุ้มครองพยานยังเป็นการรวมศูนย์อยู่ อย่างในกรณีที่ตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนที่สุด ซึ่งส่วนมากเวลาจะคุ้มครองพยานคนก็ควรจะวิ่งไปที่ตำรวจใช่ไหม? แต่คดีอุ้มทนายสมชาย ตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของความไม่ไว้วางใจ หรือว่าในบางกรณีของบุคคลสูญหายก็เป็นผู้บังคับสูญหายซะเอง ในต่างจังหวัดก็แทบจะไม่มีตัวแทนหรือกลไกในระดับท้องถิ่นให้เข้าถึงได้ รวมทั้งไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอทางด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย จำเป็นต้องพัฒนาคนในส่วนนี้ ซึ่งทุกรัฐบาลยังไม่เห็นคุณค่าของการลงทุนในแง่การพัฒนากลไกในด้านสิทธิมนุษยชน

– ผลกระทบต่อครอบครัวและการก้าวข้ามความรู้สึก

ในด้านสภาพจิตใจก็แย่เหมือนกัน ลำบาก คือครอบครัวเปลี่ยนไปเลย ทั้งวิถีชีวิต ความหวาดระแวง ความเป็นห่วงเป็นใยกันและกันมันมีสูงขึ้น ดังนั้น ต้องอดทน ก็ต้องบอกว่ามันมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นในครอบครัวแล้วเราต้องรับสภาพความเปลี่ยนแปลงนั้น สิบกว่าปีมานี้ก็เปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง

แต่ที่โชคดีที่สุดที่เปลี่ยนแปลงน้อยมากก็คือเรื่องภาระทางเศรษฐกิจในการดูแลครอบครัว เพราะว่าปกติก็ไม่ได้รวยไปกว่านี้ และไม่เคยมีหนี้สินมาก่อน ถ้าเปรียบเทียบกับครอบครัวอื่นๆ เราก็ถือว่าเราไม่มีภาระตรงนี้ ด้วยกฎหมายไทยที่ทำให้เราไม่สามารถจะจัดการทรัพย์สินอะไรของพ่อได้ ซึ่งตรงนี้ครอบครัวเราไม่ได้มีผลกระทบมาก

แต่ในอีกหลายๆ ครอบครัวที่อยู่ในชนบทจะมีปัญหาในเรื่องนี้มาก เช่น กรณีที่สามีเป็นนายก อบต.แล้วก็หายไป เงินในบัญชีที่เป็นเงินเดือนของ อบต.ทั้งหมด ภรรยาไม่สามารถจะเบิกมาใช้ได้เลย เพราะสามีสูญหายไปแล้ว การดูแลครอบครัวมันจึงลำบาก

– การอุ้มหายต่างจากการฆาตกรรมหรือคดีอาชญากรรมอื่นๆ

ความกดดันทางสังคม มุมมองที่สังคมมีต่อบุคคลสูญหาย โดยทั่วไปในสังคมโลกที่เขาเคยเป็นมาและในสังคมไทยมักสงสัยว่า เฮ้ย! ทำไมถึงหาย และโดยทั่วไปคนจะมองว่าที่คนหาย หายเพราะว่าไปมีปัญหากับรัฐ แล้วคนที่มีปัญหากับรัฐน่าจะไม่ใช่คนดี มีการพูดว่า “สมชายน่าจะเป็นทนายโจร” เพราะไปว่าความให้กับผู้ต้องหาในคดีระเบิดที่นราธิวาส ซึ่งเป็นการระเบิดใหญ่เกี่ยวเนื่องกับการแบ่งแยกดินแดน สังคมมีมุมมองต่อผู้กระทำความผิด ที่ว่าผู้กระทำผิดสมควรได้รับการลงโทษโดยคิดว่า “หายไปก็คงไม่เป็นไร”

ถ้าจะหยุดการบังคับบุคคลสูญหาย ใครก็ตามที่ถึงแม้จะดูว่าเหมือนสีเทาๆ เป็นคนไม่ดีในสายตาของสังคม ไม่ว่าในเรื่องอะไรก็ตาม ควรจะต้องมีมาตรฐานให้เขา ว่าทุกคนต้องไม่ถูกทำแบบนี้ ทุกคนต้องไม่ถูกบังคับหาย ทุกคนต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม

สำหรับประเทศไทยคือความแตกต่างและความเชื่อทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลกระทบทางจิตใจ ในต่างจังหวัด ยิ่งถ้ากลุ่มผู้สูญหายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เขาจะมีความเชื่อว่าการตายแบบไม่ปกติ ไม่เป็นธรรมชาติ จะนำพาความโชคร้ายมาสู่ชมชนและสังคม ในหลายๆ ภูมิภาคของไทย การบังคับให้สูญหายจึงเป็นวิธีการชั้นดีที่ส่งผลให้ชุมชนแตกแยก เพราะทำให้มองกันและกันว่า หนึ่ง-เธอมีปัญหากับรัฐ สอง-เธอนำพาโชคร้ายมาสู่ชุมชน

สิ่งที่หน่วยงานรัฐจะทำงานช้ามากๆ โดยอาจอ้างระเบียบราชการในการส่งต่อเพื่อให้เกิดการสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ทนายสมชายโดนอุ้ม องค์กรภาคประชาสังคมกดดันรัฐจากหลากหลายวิธีการ ไม่ว่าแถลงการณ์ผ่านสื่อ หรือร่วมกับสถาบันทางวิชาการจะจัดสัมมนาเรื่องการอุ้มหายทนายสมชายตลอดแม้กระทั่งทำหนังสือองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อแรงหนุนอีกส่วนให้ผู้มีอำนาจให้ตระหนักถึงกระบวนยุติธรรมที่ยังบิดเบี้ยว และกดดันรัฐให้มาสะสางคดีนี้

ดังนั้น ในคดีบิลลี่ก็เช่นกัน จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะสิ่งที่ญาติได้ขอให้ ปปท.รีบดำเนินการคดีบิลลี่แต่ถูกเตะถ่วงมาตลอดเช่นกัน

(โปรดดู https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2870595)

องค์กรภาคประชาสังคม รวมทั้งสถาบันฝ่ายวิชาการและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ต้องกดดันทุกวิถีทางผ่านกิจกรรมที่หลากหลายและสื่อที่หลากหลายในยุค 4.0

ข้อเสนอแนะในอนาคตสำหรับประเทศไทย

ข้อเสนอแนะในอนาคตสำหรับประเทศไทยเพื่อป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกนั้น ศาสตราจารย์กิตติคุณวิทิต ผู้เชี่ยวชาญอิสระของสหประชาชาติเสนอไว้ดังนี้

1. ปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ยังหละหลวม เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การใช้กฎอัยการศึก หรือการใช้คำสั่งทั้งหลายนำไปสู่ความไม่โปร่งใสในหลายส่วนและนำไปสู่การลอยนวลด้วย

2. เมื่อละเมิดแล้วต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่การโยกย้าย เพราะฉะนั้น นโยบายกรองคนควรจะต้องชัดเจนให้มาก

3. ช่วยเหลือเหยื่อและครอบครัวให้ติดต่อกันได้สม่ำเสมอ ให้เยี่ยมได้ง่ายขึ้น

4. การโจมตีผู้พิทักษ์สิทธิต้องหยุด เคารพนักสิทธิมนุษยชนที่ช่วยเหลือให้ข้อมูลโปร่งใส ช่วยบรรเทาภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

บทความก่อนหน้านี้เรื่องไม่ได้ดังใจ นักร้องสาวใหญ ‘มาดอนน่า’
บทความถัดไป“วราวุธ” สั่งระดมกำลังครึ่งพันเก็บขยะที่อุบลฯ