อนุสรณ์ ติปยานนท์ : หมกหมุ่นตัวเองท่ามกลางหมอกมืด

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

เมืองในหมอก (20)

ชายผู้นั้นขับรถนำหน้านายหมอกสีเทาและเม็ดฝนไปทางถนนหลวง

หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปเพียงแค่การผ่านเข้าไปในร้านอาหารแห่งนั้น นายหมอกสีเทาได้ล่วงรู้ว่ามีผู้คนที่ประสบชะตากรรมอันแสนเศร้าเป็นจำนวนมากจากหมอกควันที่เข้าปกครองเมือง

การหมกมุ่นอยู่กับตนเองในช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เขาหลงลืมความจริงข้อนี้ไป

นายหมอกสีเทาได้พบแล้วว่ามีคนที่รอดพ้นจากหมอกควันและปลอดจากการใส่หน้ากากป้องกันมลพิษอยู่จริง

การค้นคว้าเพื่อหาทางรับมือกับหมอกควันควรเริ่มต้นจากตรงนี้

นายหมอกสีเทาได้พบแล้วว่าผลของหมอกควันที่มีผลต่อการรับรู้โลกจนทำให้เกิดภาพมายามีอยู่จริง และเราควรหาทางป้องกันมันและรู้เท่าทันมัน

และนายหมอกสีเทาได้รับรู้แล้วว่าหญิงสาวผู้นั้นที่เขาตกหลุมรักเธอมีนามว่า “เม็ดฝน”

และการผูกสัมพันธ์อย่างจริงจังควรเริ่มต้นนับแต่วันนี้

 

รถของทั้งคู่จอดเติมพลังงานที่สถานีชาร์ตแบตเตอรี่นอกเมือง ชายผู้นั้นเติมพลังงานให้กับรถของเขาจนเต็มเปี่ยม นายหมอกสีเทาก็ทำเช่นนั้นด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นทั้งคู่มุ่งหน้าออกไปนอกเมือง ไกลไปจากความเจริญและผู้คน

เดียวดายอยู่ท่ามกลางหมอกควันและพื้นที่ที่ไร้สิ่งมีชีวิต

ราวสองชั่วโมง ชายผู้นั้นส่งสัญญาณไฟบ่งบอกถึงการเตรียมตัว รถของเขาลดความเร็วลง ถนนเริ่มลดขนาดลงจากถนนขนาดใหญ่เป็นถนนขนาดเล็ก

จากถนนขนาดเล็กเป็นเพียงทางหนึ่งทาง ไม่มีหมอกควันอีกต่อไป ไม่มีแสงสว่างเจิดจ้าอีกต่อไป ท้องฟ้าไม่ปรากฏ

พวกเขาทั้งหมดวิ่งผ่านเข้ามาในป่าทึบแห่งหนึ่ง

เป็นป่าทึบที่แม้แต่แสงแดดก็ทะลุผ่านมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

ป่าแห่งนั้นมีขนาดใหญ่ อาจใช้คำว่าขนาดใหญ่จนเหลือเชื่อ หากเทียบกับป่าที่สวนสัตว์ในเมืองที่นายหมอกสีเทาจากมา ป่าสวนสัตว์ที่นายหมอกสีเทาได้เจอเม็ดฝนเป็นครั้งแรก ป่าแห่งนี้ก็คล้ายดังมารดาของป่าดังกล่าว

เมื่อมองไปรอบๆ ไม่มีเส้นขอบอาณาบริเวณของป่าให้ได้สังเกตเลย

เมื่อมองไปรอบๆ ไม่มีทางจะคาดเดาขนาดของป่าแห่งนี้ได้เลย

และเมื่อมองไปรอบๆ ป่าแห่งนี้ก็ราวโลกอีกใบ เป็นโลกที่ปลอดจากพิษภัยของหมอกควันข้างนอกและความเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวง

 

ชายผู้นั้นดับเครื่องยนต์ เขาลงจากรถเดินมาหานายหมอกสีเทาและเม็ดฝนที่กำลังออกจากรถ เขาทำสัญญาณมือให้นายหมอกสีเทาและเม็ดฝนถอดหน้ากากป้องกันมลพิษออก

“เอาสิ่งที่ไม่จำเป็นนั้นออกเสียที และสูดอากาศในแบบที่คุณใฝ่ฝันและปรารถนาให้เต็มที่”

นายหมอกสีเทาเป็นบุคคลแรกที่กระทำเช่นนั้น เขาปลดหน้ากากป้องกันมลพิษออกจากใบหน้า ก่อนที่เม็ดฝนจะทำเช่นนั้นตามมา

และแทนที่ทั้งคู่จะได้พบกับสิ่งที่ทำให้พวกเขาแสบตา จมูก และทางเดินหายใจ
พวกเขากลับได้พบกับความสดชื่น และอากาศที่บริสุทธิ์แทน

นายหมอกสีเทาตื่นเต้นกับสิ่งเหล่านี้มาก เนิ่นนานเพียงใดแล้วที่เขาไม่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์เช่นนี้ เขาออกเดินไปรอบๆ ต้นสนที่ยืนต้นท้าทายอยู่เพียงลำพังตรงทางเดิน เห็นได้ชัดว่ามันมีอายุมากกว่าต้นไม้ทุกต้นในบริเวณ

ไม่มีใครในที่นั้น มีแต่เสียงลมและเสียงนกเท่านั้นเอง

เสียงของนก ต้นไม้สีเขียว และความหวังที่จะเอาชนะพิษภัยจากหมอกควัน

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้นายหมอกสีเทาหวนนึกถึงวันแรกที่เขาพบกับเม็ดฝนได้

ในวันนั้นเขามีแต่ความลังเล ความไม่แน่ใจ ความรู้สึกตื่นเต้นและความรู้สึกกังวลที่เขาอาจไม่ได้พบเธออีกอันทำให้นายหมอกสีเทาสับสน

แต่สำหรับที่นี่ สถานที่แห่งนี้ นายหมอกสีเทากลับรู้สึกสงบ ผ่อนคลายและมีความหวังอย่างแปลกประหลาด

ชายผู้นั้นยืนดูนายหมอกสีเทาและเม็ดฝนเคลื่อนที่ไปรอบๆ ราวกับเด็กที่ได้รับของเล่นถูกใจชิ้นใหม่

ราวสิบห้านาทีที่เขาปล่อยให้ทั้งคู่ทำเช่นนั้นก่อนจะเอ่ยว่า

“ตามผมมาสิ ที่คุณเห็นอยู่ในยามนี้เป็นเพียงอารัมภบทของสถานที่แห่งนี้เท่านั้นเอง”

 

ทางเดินที่ชายผู้นั้นนำทางต่อไปเป็นทางแคบๆ ที่ต้องปีนป่ายเป็นระยะๆ บางช่วงต้องเหนี่ยวตัวกับเถาวัลย์ บางช่วงต้องมุดผ่านพงไม้ขนาดใหญ่ บางช่วงต้องเหนี่ยวรั้งตนกับแง่หิน

ไม่มีบทสนทนา แต่ทุกคนไม่รู้สึกถึงความเงียบเหงา เสียงนกร้องจำนวนมากคอยทำตนดังวงมโหรีขนาดใหญ่เห่กล่อม

นายหมอกสีเทาอดคิดไม่ได้ว่า นกทั้งหมดในโลกนี้อาจรวมตัวอยู่ที่นี่ เพียงแต่เขาไม่อาจมองเห็นตัวของมันได้เท่านั้นเอง

ราวหนึ่งชั่วโมง เสียงนกเริ่มเบาบางลง เสียงที่ทุกคนได้ยินคือเสียงของสายน้ำขนาดใหญ่ ดังขึ้นทุกขณะ
และแล้วในที่สุด สุดขอบทางเดินนั้นเอง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือน้ำตกขนาดมหึมาที่ตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องหน้า

แอ่งน้ำสีเขียวมรกตราวกับใบไม้จำนวนมากตกตะกอนนอนก้นอยู่เบื้องล่าง

ชายผู้นั้นถอดเสื้อตัวบนของเขาออกและกระโจนลงไปในแอ่งน้ำ

เขาแหวกว่ายไปมาอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะชักชวนให้นายหมอกสีเทาและเม็ดฝนทำดังกล่าวด้วย

นายหมอกสีเทารู้สึกลังเล นี่พวกเขาบุกป่าฝ่าดงมาเพื่อเล่นน้ำตกกระนั้นหรือ

แต่แล้วทั้งเขาและเม็ดฝนก็ตัดสินใจทำตาม ทั้งสามคนแหวกว่ายในสายน้ำที่เย็นฉ่ำ

เพลิดเพลินกับปลาจำนวนมากในแอ่งน้ำ

กิจกรรมดังกล่าวพาพวกเขาทั้งหมดกลับคืนสู่โลกที่มีขึ้นก่อนหน้าการมาของหมอกควัน ไม่มีหน้ากากป้องกันมลพิษ ไม่มีความกริ่งเกรงต่อหมอกควัน

ทั้งหมดไม่ต่างจากเด็กน้อยที่กำลังเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำในช่วงวัยเยาว์

 

ก่อนแสงแดดสุดท้ายของวันจะหมดลง ชายผู้นั้นขึ้นจากน้ำ ม้วนเสื้อของเขาต่างหมอนและเอนกายลงกับแผ่นหินริมแอ่งน้ำ นายหมอกสีเทาและเม็ดฝนเลือกแผ่นหินด้านล่าง ทั้งหมดแหงนหน้ามองป่าที่มืดครึ้มและเขียวชอุ่ม ชายผู้นั้นเอ่ยถ้อยคำของเขา

“ยินดีด้วยที่นับแต่นี้ พวกคุณไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องหวาดกลัวต่อหมอกควันพิษอีกต่อไปแล้ว”
นายหมอกสีเทาเหลียวมองเขาเพื่อความแน่ใจว่าถ้อยคำนั้นเป็นไปเพื่อการสื่อสารที่แท้จริง หาใช่ถ้อยคำที่เกิดจากการละเมอเพ้อพกไม่ ชายผู้นั้นเอ่ยต่อว่า

“พวกคุณรู้สึกไหมว่าไม่มีความอึดอัดจากการหายใจอีกต่อไปแล้ว”

นายหมอกสีเทาสูดลมหายใจอย่างช้า เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของดอกไม้ กลิ่นอับชื้นของป่า กลิ่นหอมอ่อนจากกายของเม็ดฝน

จมูกที่คล้ายดังจะถูกแช่แข็งมาเนิ่นนานของเขากลับมีชีวิตชีวาขึ้น

เม็ดฝนก็ทำเช่นนั้น เธอหายใจอย่างช้าๆ และมีรอยยิ้มติดตามมา

สำหรับการถูกจำกัดการหายใจมาเนิ่นนาน ไม่มีสิ่งใดงดงามเท่ากับการหายใจอย่างอิสระได้อีกแล้ว

 

“สิ่งอัศจรรย์ที่สุดเกิดขึ้นที่นี่ อาจถือเป็นโชคชะตาของผมได้กระมัง หลังจากการร่อนเร่เป็นระยะเวลาหลายเดือน ผมพลัดหลงเข้ามาที่นี่ ขับรถผ่านลึกเข้ามาในป่า จอดรถตรงตำแหน่งที่เราจอด ออกเดินตามเสียงนกมาเรื่อยๆ ความร่มเย็นของป่าทำให้ผมผ่อนคลาย และแล้วผมก็คิดถึงการจากโลกนี้ไป ไม่มีประโยชน์ใดๆ อีกต่อไปที่จะฝืนขืนมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไร้ความหวัง ผมคิดว่าหากพบซึ่งหน้าผาหรือหลุมลึก ผมจะกระโจนลงไปในวันสิ้นชีวิตและปล่อยให้ใบไม้จำนวนมากกลบฝังตนเอง แต่แล้วสุดทางเดินอย่างที่พวกคุณเห็น ผมกลับพบกับน้ำตกและแอ่งน้ำที่ว่านี้ ดีเช่นกัน ความตายภายใต้สายน้ำลึก ผมตัดสินใจเช่นนั้น ถอดหน้ากากป้องกันมลพิษออก เปลือยเปล่าและกระโจนลงสู่สายน้ำ ไม่น่าเชื่อว่าสายน้ำที่เย็นเฉียบกลับปลุกปลอบความรู้สึกของผมขึ้นอีกครา ผมรู้สึกคล้ายดังเกิดกำลังใจใหม่ เกิดชีวิตใหม่ ความรู้สึกสิ้นหวังปลาสนาการไปจากผม ผมแหวกว่ายอยู่ในแอ่งน้ำแห่งนี้เนิ่นนานอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนจะกลับขึ้นมาที่แท่นหินนี้ นอนหนุนเสื้อผ้าของตนเอง จ้องมองท้องฟ้า ในตอนแรกผมควานหาหน้ากากป้องกันมลพิษ แต่แล้วผมกลับรู้สึกได้ถึงการหายใจอย่างเป็นอิสระ จมูกของผมที่เคยด้านชา ตายด้าน กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย ผมได้กลิ่นของดอกไม้ ผมได้กลิ่นของใบหญ้า ผมได้กลิ่นของสายน้ำ ความเปียกชื้น ผมได้กลิ่นของหลายสิ่งที่ผมหลงลืมไป ณ นาทีนั้นเอง ที่ผมพบว่าผมไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหน้ากากไร้ประโยชน์นั้นอีกต่อไป มีบางสิ่งในแอ่งน้ำนั้นได้ชุบชีวิตใหม่แก่การหายใจของผม มันคล้ายดังยารักษาหายนภัยที่ครอบงำผมอยู่ ผมลุกขึ้นใส่เสื้อผ้า กลับไปที่รถ ขับรถไปเบื้องนอก ยืนอยู่ท่ามกลางอากาศที่เลวร้ายที่สุด แต่ผมไม่รู้สึกใดเลย ผมยังคงร่อนเร่ไปตามท้องถนน ใช้ชีวิตไป พยายามขบคิดว่าจะนำพาประสบการณ์ที่ว่านี้ถ่ายทอดแก่บุคคลอื่นได้อย่างไร แน่นอนผมไม่อาจบอกเล่ามันได้โดยตรง ผู้คนนับหมื่นนับแสนที่มาที่นี่จะทลายป่าแห่งนี้ให้พินาศไป มีทางเดียวคือผมต้องพบให้ได้ว่าในแอ่งน้ำแห่งนี้มีสิ่งใดแฝงเร้นอยู่ สกัดหรือนำเอาสาระสำคัญของมันออกแจกจ่ายแก่ผู้คน นั่นคือหนทางที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะช่วยเหลือชีวิตคนและพิทักษ์ป่าแห่งนี้ไว้ได้ในเวลาเดียวกัน แต่นั่นเองแม้ผมจะคิดว่ามันมีหนทาง แต่ผมกลับไม่มีวิธีการใดเลย”

ชายผู้นั้นยิ้มเศร้าๆ ให้กับนายหมอกสีเทา ทั้งคู่รู้สึกได้ถึงการอับจนของหนทางจนเม็ดฝนเอ่ยขึ้นมา

บทความก่อนหน้านี้กระหึ่ม! ผู้ชุมนุมฮ่องกง เปิดตัว “Glory to Hong Kong” เพลงใหม่แห่งการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ
บทความถัดไป“อนาคตใหม่” รับหนังสือชาว “เพชรบูรณ์-พิษณุโลก” เรียกร้องสิทธิ-ข้อพิพาทป่าทับที่ทำกิน