ทัศนะและการปฏิบัติสงครามการค้าของสหรัฐ | วิกฤติศตวรรษที่ 21

อนุช อาภาภิรม

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน: สู่ขั้นใช้ยาแรง (14)

ทัศนะและการปฏิบัติสงครามการค้าของสหรัฐ

เมื่อเริ่มก่อสงครามการค้าในต้นปี 2018 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “การทำสงครามการค้าเป็นเรื่องดีและ เอาชนะได้ง่าย” มาถึงขณะนี้ก็เริ่มเห็นกันว่า การทำสงครามการค้าเป็นสิ่งไม่ดี ก่อผลกระทบต่อบริษัท เกษตรกรและ ผู้บริโภคสหรัฐโดยทั่วไป ถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจสหรัฐรวมถึงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ และการเอาชนะศึกนี้ก็ ไม่ใช่ง่าย มีการประเมินกันว่า จีนจะลากยาวการสงครามการค้า ไม่ยอมทำข้อตกลงใหญ่ใดๆ จนถึงหลังการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีในปลายปี 2020 เพราะเห็นว่าทรัมป์ไม่ใช่คู่เจรจาที่เชื่อถือได้ เมื่อเสียงวิจารณ์การก่อสงครามการค้าของ ทรัมป์อื้ออึงขึ้นจนถึงมีผู้เรียกภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นว่าเป็น “การถดถอยของทรัมป์” ทรัมป์ได้ออกมา ตอบโต้ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบขาวว่า เขาเป็นผู้ที่พระเจ้าเลือกเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่นี้ เพราะว่าประธานาธิบดีคน ก่อนหน้าไม่ยอมทำ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเกิดจากการหลงตัวเองของเขา ที่เห็นว่าวิเศษกว่าผู้อื่น และเป็นการกล่าวตลกร้ายที่ เกินจริงตามนิสัยของเขา (ดูบทวิเคราะห์ของ Chris Cillizza ชื่อ Yes, Donald Trump really believes he is ‘the chosen one’ ใน edition.cmm.com 21/08/2019) แต่ในคำกล่าวนี้มีด้านที่ใกล้ความจริงกว่าที่ทรัมป์เคยพูดมา นั่นคือ สงคราม การค้านี้เกิดจากความจำเป็น ไม่ใช่เพราะว่าเป็นเรื่องดีหรือเอาชนะง่าย ในทางปฏิบัติ ผู้นำสหรัฐมีความว่องไวในการ สกัดกั้นดาวรุ่งที่จะขึ้นมาแข่งรัศมี เช่นการกดดันต่อญี่ปุ่นในทศวรรษ 1980 แต่จีนเป็นกรณีพิเศษ ในประการแรกเมื่อ มองด้านดี สหรัฐเล่นไพ่จีน เปิดช่องให้จีนพัฒนาเศรษฐกิจของตน เพื่อถ่วงดุลกับสหภาพโซเวียต ในด้านลบเป็นการ ซมซานไปหาจีนเพื่อหาทางออกจากสงครามเวียดนามที่ล้างผลาญ เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย สหรัฐก็ต้องเข้าไป เก็บงานที่ยุโรปตะวันออกและดินแดนที่ร่วมในสหภาพโซเวียต กว่าจะเสร็จงานก็ย่างเข้าศตวรรษที่ 21 จากนั้นต้องทำ สงครามต่อต้านการก่อการร้าย เพื่อจัดระเบียบในมหาตะวันออกกลางอยู่นาน จนเกิดวิกฤติการเงินใหญ่ปี 2008 ที่ต้อง เร่งแก้ไขเฉพาะหน้า ต่อมายังเกิดการแผลงฤทธิ์ของรัสเซีย ที่สหรัฐจะต้องจัดการ หาไม่แล้วรัสเซียก็จะขยายบทบาท เข้าครอบงำกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและการค้าน้ำมันและแก๊สธรรมชาติของโลกได้ สร้างมุมอับใหญ่แก่สหรัฐและ พันธมิตร ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย ชนชั้นนำสหรัฐก็ได้มีความเห็นพ้องกันว่าจะต้องจัดการกับจีนอย่างเด็ดขาด เสียที แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ จนตกเป็นภาระของทรัมป์

ในสมัยทรัมป์ได้มีการทดลองการทำสงครามแบบใหม่อยู่ 2 ประการ ประการแรกใช้สงครามการค้านำหน้า แทนที่ใช้สงครามการทหารที่สิ้นเปลืองและไม่ได้ผล ไม่เคยได้รับชัยชนะเด็ดขาด มองจากด้านนี้สงครามการค้าเป็นสิ่ง ที่ดี สะอาดและง่ายกว่าการทำสงครามทางทหารเป็นอันมาก เช่นการเข้าโจมตีทางทหารแก่จีนนั้น เป็นเรื่องที่ยากและ อาบเลือด แต่การก่อสงครามการค้านั้นง่าย เพียงแต่รวมรายการสินค้าที่นำเข้าจากจีนมาแบ่งหมวดหมู่ตามประเภท สินค้า และเป็นกลุ่มตามมูลค่า กำหนดเป้าหมายบริษัทและบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่จะโจมตีก็สามารถเปิดฉากสงคราม ก่อความเสียหายให้แก่จีนได้มากมาย จากข้อดีนี้ กลุ่มของทรัมป์สามารถชักชวนกลุ่มชนชั้นนำอื่นให้มาเห็นด้วยได้ นอกจากนี้ยังขายให้แก่พลเมืองสหรัฐที่เบื่อหน่ายการสงครามที่ไม่สิ้นสุดและไม่มีวันชนะเต็มทีแล้ว ผู้ที่สนับสนุน ทรัมป์จนได้เป็นประธานาธิบดี จำนวนไม่น้อยเป็นผู้ต่อต้านสงครามที่ก่อขึ้นในสมัยประธานาธิบดีบุช ประการที่สอง ได้แก่การเชื่อมสงครามการค้าเข้ากับการฟื้นฟูความเข้มแข็งทางอุตสาหกรรม การสร้างงาน ความมั่นคงทางอาชีพ การ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนอเมริกันดีขึ้น โดยเฉพาะคนอเมริกันผิวขาวที่จะได้รู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของประเทศอีกครั้ง

ในข้อของการเชื่อมโยงนี้เหมาะมากในการหาเสียงและการประชาสัมพันธ์ เพราะว่าสงครามที่ประธานาธิบดี คนก่อนลงมือทำนั้น อ้างเรื่องการสร้างประชาธิปไตยบ้าง การจัดระเบียบโลกบ้าง ไม่ได้มีอะไรดีสำหรับประเทศและ พลเมืองสหรัฐ สิ่งนี้สามารถสร้างคะแนนนิยมและการสนับสนุนได้มากเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัตินั้นทำให้เป็นจริงได้ ยาก และต้องใช้เวลา เช่นการฟื้นฟูความเข้มแข็งของอุตสาหกรรม ย่อมต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากประเทศ ทั่วโลกที่พัฒนาอุตสาหกรรมของตนขึ้นมา

ยุทธศาสตร์การทำสงครามการค้าของสหรัฐ มีสองด้าน ด้านหนึ่งกดดันศัตรูคู่แข่งคือจีน-รัสเซียถึงขีดสุด สำหรับจีนนั้นได้ปฏิบัติเห็นชัด ส่วนรัสเซียมีการเล่นเกมการเมืองเหมือนจะรักษาความเป็นมิตร เพื่อดึงให้ห่างจีน แต่ ในทางเป็นจริง ยังคงแซงค์ชั่นรัสเซียหนักมือขึ้น ท้ายสุดกระทำในต้นเดือนสิงหาคม 2019 ในข้อหาว่ารัสเซียวางยาพิษ แก่สายลับอังกฤษ การกดดันสุดขีดนี้ก้าวไปถึงขั้นการทหารโดยสหรัฐเลิกสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางที่ทำกับ รัสเซียตั้งแต่สมัยสงครามเย็น และรัสเซียตอบโต้ด้วยการเลิกสัญญานี้เช่นกัน สหรัฐยังขู่ว่าจะติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ พิสัยกลางอย่างรวดเร็วในเอเชียอีก ทั้งตกลงขายฝูงบินรบเอฟ-16 ฝูงใหญ่ มูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์แก่ไต้หวัน ได้ทั้งเงิน และการปิดล้อมจีน

สำหรับการกดดันสุดขีดต่อประเทศที่มีขนาดเล็ก ได้แก่เวเนซุเอลลาและอิหร่าน ก้าวสู่ขึ้นการเปลี่ยนระบอบ และการคุกคามว่าจะใช้กำลังทางทหารอย่างโจ่งแจ้ง ในเวเนซุเอลลาสหรัฐหนุนการก่อรัฐประหารของฝ่ายค้าน แต่ไม่ สำเร็จ ทรัมป์ได้กล่าวถึงความคิดในการใช้กองเรือปิดน่านน้ำเวเนซุเอลลาหลายครั้ง แต่ยังไม่มีการปฏิบัติ กรณีอิหร่าน มีการหนุนให้อังกฤษยึดเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านด้วยข้อหาว่าจะส่งน้ำมันให้แก่ซีเรีย อิหร่านตอบโต้ด้วยการยึดเรือ บรรทุกน้ำมันของอังกฤษ อ้างว่าขับเรือเป็นอันตราย สหรัฐได้เคลื่อนไหวสร้างกองเรือพันธมิตรเพื่อดูแลจัดการการเดิน เรือ ในอ่าวเปอร์เซีย เป็นสัญญาณว่าสงครามการค้าอาจกลายเป็นสงครามยึดเรือ กระทั่งการปิดน่านน้ำได้

อีกด้านหนึ่งสหรัฐกดดันพันธมิตรของตนให้อยู่ในแนวนโยบายของสหรัฐ ได้แก่การแก้ปัญหาการขาดดุล การค้า และร่วมมือกดดันสุดขีดแก่ศัตรูคู่แข่งของสหรัฐและตะวันตก แต่การกดดันดังกล่าวดูจะไม่ประสบผลมากนัก ดังจะเห็นว่าเยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน และเยอรมนีไม่เข้าร่วมแผนการสร้างกองเรือพันธมิตรเพื่อควบคุมการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย

ในด้านการคาดหวังผล กลุ่มทรัมป์คาดหวังผลดังนี้คือ ก) บริษัทต่างๆพากันย้ายการผลิตหรือการทำธุรกิจ ออกจากจีน ทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวถึงขั้นซบเซา จนจีนต้องยอมทำข้อตกลงทางการค้าตามที่สหรัฐต้องการ ข) โรงงานที่นายทุนสหรัฐเป็นเจ้าของ หรือนายทุนชาติอื่นจะพากันไปลงทุนในสหรัฐเพื่อเลี่ยงการถูกกีดกั้นทางภาษี เป็นการฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจสหรัฐให้แข็งแกร่งขึ้น ค) ระบอบทรัมป์จะได้รับ การยอมรับ และชนะเลือกตั้งปี 2020 ผลที่คาดหวังดังกล่าวสามารถบรรลุได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่มากพอที่จะกล่าวว่า ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดและง่ายดาย ในบางด้านล้มเหลวหรือมีแนวโน้มจะล้มเหลว นั่นคือขณะที่สงครามการค้านี้ ก่อการชะลอตัวและความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจีนสูงมาก แต่จีนก็ยังคงรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ใกล้เคียงกับที่ประกาศไว้โดยการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการและจีนยังกล่าวว่าตัวเลขการลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศในปี 2019 ยังคงสูงกว่าปี 2018 บริษัทที่นายทุนอเมริกันเป็นเจ้าของก็ไม่ได้พากันย้ายกลับเข้าประเทศ มีการย้ายฐานการผลิตจากจีนจำนวนหนึ่งไปยังเวียดนามและอินเดีย ในเวียดนามมีการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม อย่างสูง อุตสาหกรรมถ่านหิน เหล็กและรถยนต์ของสหรัฐก็ไม่ได้เฟื่องฟูเห็นชัดแต่อย่างใด โรงงานผลิตรถยนต์ขนาด ใหญ่ในสหรัฐอย่างเช่น จีเอ็ม และฟอร์ดเป็นต้น ประกาศปิดโรงงานและเลิกจ้างพนักงานนับหมื่น

ดังนั้นเรื่องจึงกลายเป็นว่า สงครามการค้าที่เหมือนว่าดูดีและเอาชนะง่าย สามารถก่อกับใครเมื่อใดก็ได้นั้น ก็มีความไม่แน่นอนและควบคุมไม่ได้เช่นกัน การที่สหรัฐเที่ยวก่อสงครามการค้าถึงขีดสุดบ้าง อย่างเบาะๆบ้าง ก็อาจ ทำให้สหรัฐติดหล่มสงครามการค้าเช่นเดียวกับติดหล่มสงครามทางการทหารอย่างที่เคยประสบมาแล้วก็ได้

การทำสงครามการค้าที่มีลักษณะเฉพาะของจีน

จุดยืนด้านสงครามไม่ว่าจะเป็นสงครามแบบใดของจีนคือ “ไม่ต้องการสงครามแต่ไม่กลัวที่จะทำสงคราม” นี้ เป็นสิ่งที่ประกาศมาตั้งแต่สมัยประธานเหมา สำหรับในด้านสงครามการค้านั้นเกิดขึ้นจากแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ของจีนเอง ที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและด้านอื่นๆของโลกซึ่งเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องขัดแย้งกับสหรัฐ อย่างรุนแรง เป็นไปได้ที่ผู้นำจีนจะมองเห็นแนวโน้มนี้ตั้งแต่เริ่มการปฏิรูปและเปิดกว้าง ดังนั้นเติ้งเสี่ยวผิงจึงได้ชี้นำให้ จีนเดินนโยบายหมอบต่ำ ไม่แสดงตัวชัดเจน

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม ของจีนนั้น ดำเนินไปในลักษณะที่พร้อมจะทำสงครามการค้ากับ สหรัฐไปในตัว สุดแต่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด การปฏิบัติดังกล่าวสรุปได้ดังนี้คือ

1) การรักษาและขยายตลาดของตนอย่างเข้มแข็ง ไม่ให้ชาติใดมาครอบงำตลาดของจีนได้ ในด้านการรักษา ตลาด ใช้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้ระบบตลาดของจีนไม่เป็นแบบเสรีนิยมตะวันตกเต็มที่ ในด้านการ เติบโตของตลาดใช้การขยายการลงทุนในอัตราสูงมากกว่าร้อยละ 40 ของจีดีพี ในการสร้างโรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ อาคารบ้านเรือน กิจการเหมืองแร่ การเพิ่มการลงทุนในอัตรานี้ทำให้จีนสามารถส่งสินค้าราคาถูก ตีตลาดไปทั่วโลก และสนองความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการขึ้นค่าแรงงานต่อเนื่อง สร้าง ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจในการยกระดับผู้คนกว่า 800 ล้านคนให้พ้นจากความยากจน คาดหมายว่าในเวลาไม่นาน นัก ขนาดเศรษฐกิจของจีนที่คิดตามตัวเงินดอลลาร์ จะใหญ่กว่าของสหรัฐอีก

2) การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบครบวงจร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีสูงเพิ่มค่าใช้จ่ายในการวิจัย และพัฒนาอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมขึ้น จีนพ้นจากการเป็นประเทศรับจ้างทำของหรือประกอบ ชิ้นส่วน เป็นประเทศที่สามารถออกแบบ สร้างนวัตกรรม ทำการผลิต ไปจนถึงการค้าได้ในระดับเป็นผู้นำโลก

3) การมีโครงการใหญ่น้อยเพื่อลงทุนและสร้างมิตรทางการค้า รวมทั้งการสร้างเครื่องมือและการเคลื่อนไหว ที่เอื้อต่อโครงการเหล่านี้ ที่โดดเด่นได้แก่แผนริเริ่มแถบและทาง มีกว่า 30 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ โครงการเหล่านี้จะ เชื่อมตลาดในเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลางเป็นต้น เข้ากับตลาดในยุโรปและ แอฟริกา ที่จะใหญ่กว่าของสหรัฐเป็นอันมาก

4) การป้องกันไม่ให้วัฒนธรรม อุดมการณ์ ค่านิยมตะวันตก เข้ามาครอบงำทิศทางการพัฒนาของประเทศ และความฝันของชาวจีน เช่นการสร้างสื่อสังคม และเว็บค้นหาของตนเองขึ้นมา ทดลองทำ “เครดิตทางสังคม” เป็นต้น

การพัฒนาเศรษฐกิจที่มีการวางแผนอย่างซับซ้อนของจีนนี้ ย่อมคุกคามความเป็นใหญ่ของสหรัฐอย่างหนัก และถ้าหากสหรัฐเกิดความคิดว่า จีนเหมือนลูกไก่ในกำมือ ทั้งไม่มีอาวุธและไม่กล้าโต้ตอบการโจมตีทางการค้าของ สหรัฐ ก็นับว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์

ฉบับต่อไปจะกล่าวถึงเรื่องเมื่อจีนเลิกเกรงใจสหรัฐ และการขยายตัวสงครามการค้าสหรัฐ-จีน สู่สงคราม การค้าโลก

บทความก่อนหน้านี้‘เต้’ เช็กดวง ‘บิ๊กตู่’ ไม่ดีจากบริวารเป็นพิษ แนะเอาออกเถอะ อยู่รอดได้แค่ ม.ค. 2563
บทความถัดไปเปิดใจ ‘บิ๊กบัว’ 36 ปีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คาใจปิดแฟ้มคดี ‘ข่มขืนหญิงชรา’ ไม่ลง