อุรุดา โควินท์ / อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : ปลาทูที่เคารพ

อุรุดา โควินท์

กรุงเทพฯ ย่านแรกที่ฉันรู้จักคือจรัญสนิทวงศ์

ฉันเช่าหอพักห้องเล็กๆ มีพิมพ์ดีดหนึ่งเครื่องไว้เขียนหนังสือ (เพื่อนให้มา) แต่ส่วนใหญ่ฉันเขียนด้วยมือ แล้วเอาต้นฉบับไปเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์ ชั่วโมงละ 20 บาท หรือจะกี่บาท ฉันก็ต้องเช่า เพราะนิตยสารจะสะดวกกว่าถ้าส่งต้นฉบับเป็น file

และฉันยังไม่มีเงินซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์

ฉันไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก ฉันมีบ้าน มีแม่ มีน้อง แต่พอฉันลาออกจากงานธนาคารโดยไม่บอกใคร เลิกกับแฟนโดยไม่ถามใคร ฉันก็กระดากใจที่จะบอกแม่กับน้องว่า ฉันกำลังเริ่มต้นเขียน ตามด้วย ระหว่างนี้ฉันอาจต้องรบกวนแม่กับน้อง เรื่องข้าวปลาอาหาร ค่าน้ำและค่าไฟ เผลอๆ ก็เลยเถิดไปถึงครีมบำรุงผิว

ยากที่จะอธิบายให้ครอบครัวเห็นชอบกับการทิ้งเงินเดือนหลักหมื่น มาเขียนเรื่องสั้นส่งนิตยสาร ถ้าเรื่องลงตีพิมพ์ ก็จะได้เงินราว 3,000 บาท ยังไม่ต้องคิดเรื่องรวมเล่ม เพราะฉันยืนอยู่ตรงจุดเริ่มต้น

ในธนาคาร ฉันรู้ว่าจะเติบโตต่อไปอย่างไร อย่างน้อยก็โดยฐานเงินเดือน แต่กับการเขียน ฉันเริ่มต้นอย่างสับสน ไร้ทิศทาง มีเพียงหัวใจเปี่ยมหวัง กับความมุ่งมั่น กำมันไว้ในมือสองข้าง พร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าหนึ่งใบ

ฉันเริ่มเช่นนั้น ในหอพักย่านจรัญสนิทวงศ์

 

ฉันพอมีเงินเก็บ แต่มันหดลงเรื่อยๆ ไม่ว่าประหยัดแค่ไหน

เอาน่า… ถ้าหนักหนา ก็ต้องโทรศัพท์ขอแม่หรือน้องโอนมาช่วย แลกกับฟังคำแนะนำ ประมาณว่า ถ้าขี้เกียจทำงานธนาคาร ก็หางานอะไรทำเข้าสักงานเถอะ ดีกว่านั่งๆ นอนๆ กินความฝันกับลมอยู่อย่างนั้น

ใช้เวลานานกว่า 15 ปี แม่กับน้องสาวจึงจะเชื่อ ว่าฉันไม่ได้ลาออกจากธนาคารเพราะความขี้เกียจ คิดย้อนไป ฉันชื่นชมตัวเอง ช่างกล้าและบ้าบิ่น ไม่รู้เหมือนกัน-ทำไมไม่กลัวอด

เคยมีเงินเข้าทุกสิ้นเดือน ครั้นมันหายไป ฉันถึงกับล่องลอยในเดือนแรกๆ หนังสือก็ยังเขียนไม่เป็นโล้เป็นพาย อะไรหนอดลใจให้เชื่อมั่นว่าสามารถเป็นนักเขียนได้

คงเพราะวัยยี่สิบทำให้รู้สึกว่าโลกทั้งใบรอฉันอยู่ ซึ่งก็ถูกต้อง โลกรออยู่ แต่ไม่มีเงินเดือน แล้วให้บังเอิญว่า การใช้ชีวิตบนโลกต้องการเงิน

กินให้น้อยที่สุด เดินทางให้น้อยที่สุด รับงานพิสูจน์อักษรจากสำนักพิมพ์มาทำ คือหนทางรอดของฉัน มันเป็นช่วงเวลาที่มีเงินในธนาคารน้อยที่สุด แต่ฉันไม่รู้สึกถึงความลำบากเลย

ฉันสร้างความหวังจากใจ เชื่อว่ามันจะต้องดีขึ้น ทีละน้อย ทีละน้อย ถ้าฉันยังลงมือทำ

 

ฉันทำอาหารกินเองบ่อย ไข่ทอด กับต้มบะหมี่สำเร็จรูปไงล่ะ บางทีก็ซื้อผักจากรถจินตหรามาผัด ครั้นมีเงินถอยหม้อหุงข้าวไฟฟ้ามา โห ชีวิตดีขึ้นเยอะ ได้กินข้าวที่หุงเอง เลือกข้าวสารได้ ข้าวดีย่อมแพงหน่อย แต่กินกับอะไรก็อร่อย

หนึ่งสัปดาห์ ฉันให้รางวัลตัวเองหนึ่งวัน กับงบประมาณมื้อเย็นพร้อมขนม 100 บาท เดินไปตลาดนัดใกล้หอพัก ตลาดคึกคักไปด้วยผู้คน ส่วนใหญ่เป็นคนอีสาน แม่ค้าพ่อค้าก็เป็นคนอีสาน มีอาหารสำเร็จรูปให้เลือกซื้อละลานตา รสชาติพอกินได้ บางเจ้าก็อร่อย

ฉันได้วิธีตำน้ำพริกปลาทูมาจากตลาดนี้ ซื้อกินจนแม่ค้าจำหน้าได้ แม้เวลาผ่าน ทุกครั้งที่ทำน้ำพริกปลาทู ฉันก็นึกถึงแม่ค้าและตัวเองในช่วงเวลานั้น

ย่างปลาทู ย่างพริกหนุ่ม แอบใส่พริกขี้หนูไปหน่อย ย่างหอม ย่างกระเทียม ทั้งหมดฉันย่างด้วยกระทะเทฟล่อน ไม่ได้ใช้เตาถ่านแบบแม่ค้า ใจความสำคัญของอาหารชนิดนี้ คือพริก หอม และกระเทียมต้องถูกย่างด้วยไฟอ่อนให้สุกจริงๆ อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม มีความมันปนหวานนิดหน่อย

สำหรับปลาทู บางครั้งฉันก็ทอด ได้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน เพิ่มพริกขี้หนู คือลูกเล่นของน้ำพริก ฉันชอบเผ็ด คิดว่าจะสะใจขึ้นถ้าใส่พริกขี้หนู แล้วมันก็สะใจจริงๆ

เพราะเป็นน้ำพริกที่เราใส่เนื้อปลาทูทั้งตัว และฉันไม่ปรุงอะไรมากนัก นอกจากน้ำปลาร้าสุก หรือไม่ก็น้ำปลา (กรณีไม่มีปลาร้า) ฉันจึงต้องหนักมือกับพริก หอม และกระเทียม ยิ่งมากยิ่งอร่อย ปอกเปลือกออก ตำให้เข้ากัน ใส่เนื้อปลาทูลงครก แล้วก็ตำให้เข้ากันอีกครั้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า หรือน้ำปลา แค่นี้ก็ได้น้ำพริกปลาทูแห้งๆ เผ็ดแบบสบายใจ มีกลิ่นหอม เค็มพอเหมาะ ได้หวานจากหัวหอมช่วยให้รสกลมขึ้น กินกับผักสดหลายชนิด และไข่ต้ม

หนึ่งมื้อเปี่ยมคุณภาพ ในราคาประหยัด ปลาทูสองตัวเล็ก ได้น้ำพริกถ้วยใหญ่ ซึ่งควรเป็นอย่างนั้น เพราะน้ำพริกปลาทูแบบรสไม่จัดกินเปลืองนัก ไม่ว่ากับข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า

แบ่งจัดเป็นสำรับเล็กๆ สำหรับตัวเอง

 

เมื่อก่อนฉันก็กินแค่นี้ ไข่ต้มเอง ต้มตอนหุงข้าวในหม้อหุงข้าวไฟฟ้า มื้อละฟองก็พอ ผักเยอะๆ และน้ำพริกฝีมือแม่ค้า ผิดกันตรงที่ ฉันบอกแม่ค้าว่าขอเผ็ดหน่อย จะได้กินไม่มาก เหลือไว้มื้อเช้าได้

และก็ใช่ เมื่อก่อนฉันไม่มีจานมากขนาดนี้ มีอะไรเป็นภาชนะ ฉันก็ใช้ ฉันเองยังไม่คิดเลย ว่าจะกลายเป็นคนที่มีจานชามสวยงามมากถึงเพียงนี้

จานชามที่ซื้อด้วยเงินจากการเขียน ซึ่งฉันภาคภูมิใจนักหนา

ฉันไม่ได้ยินคำว่าขี้เกียจจากปากน้องสาวอีก เมื่อเธอเห็นว่าแต่ละวันฉันทำอะไรบ้าง เมื่อเธอเดินเข้ามาในห้องทำงาน และเห็นหนังสือที่ฉันเขียนบนชั้นหนังสือ เมื่อเธอเห็นบ้านเก่าของเธอที่ฉันทำเสียสะอาดน่าอยู่

สำหรับแม่ แม้ฉันกลับมาอยู่เชียงราย แต่วิถีชีวิต และวิธีคิดของฉันก็ยังเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เป็นความลึกลับอยู่ดี

เหมือนกับน้ำพริกถ้วยนี้ ที่แม่ไม่เคยสอนทำ และแม่ก็ไม่เข้าใจว่ามันอร่อยตรงไหน

เช่นเดียวกับผัดผักของฉัน ที่ใส่น้ำมันหอยแบบขี้เหนียว ทั้งไร้น้ำตาล แม่กับน้องถึงกับถามว่า ไปหัดกินมาจากที่ไหนเหรอ มันอร่อยตรงไหน

คงเป็นชีวิตที่สอนให้เข้าใจรสชาติใหม่ ให้เราพอใจกับธรรมชาติของวัตถุดิบ ให้เรายินดีกับทุกมื้อ ทุกคำ

ให้เราเคารพปลาทูเข่งละ 40 บาท เท่าๆ กับแซลมอน

บทความก่อนหน้านี้ศัลยา ประชาชาติ : เปลี่ยนสนามบินเป็นสนามรบ สมรภูมิ “สุวรรณภูมิ” ระอุ ยักษ์ค้าปลีกดาหน้าปักธง
บทความถัดไปวอชเชอร์ : “ชังชาติ” วาทกรรมใหม่ แต่ขายไม่ออก?