กรองกระแส / กรณี ถวายสัตย์ ปรากฏการณ์ 2 กลยุทธ์ รัฐบาล ฝ่ายค้าน

กรองกระแส

 

กรณี ถวายสัตย์

ปรากฏการณ์ 2 กลยุทธ์

รัฐบาล ฝ่ายค้าน

 

หากมองผ่านกลยุทธ์ต่อญัตติขอเปิดการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 กันยายนก็จะสัมผัสได้

ความอุดมสมบูรณ์ของ “กลยุทธ์” จะอยู่ที่รัฐบาล

ตรงกันข้าม พรรคฝ่ายค้านภายหลังจากนายปิยบุตร แสงกนกกุล ท้วงติงเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณของรัฐบาลเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม สถานะของฝ่ายค้านก็เป็นฝ่ายรุกโดยพื้นฐาน

รุกผ่านการตั้งกระทู้ถามทุกวันพุธที่มีการประชุม ขณะที่รัฐบาลตกอยู่ในสถานะเป็นฝ่ายตั้งรับ

เห็นได้จากการไม่ยอมไปตอบกระทู้ในวันที่ 7 สิงหาคม ด้วยการอ้างว่าติดภารกิจที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ฝ่ายค้านรุกอีกด้วยการตั้งกระทู้ถามซ้ำในวันที่ 14 สิงหาคม ผลที่ตามมาก็เช่นเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อ้างว่าติดภารกิจด้วยการไปเล่นชักเย่อ และไปเตะฟุตบอล และน่าเชื่อว่าหากตั้งกระทู้ถามสดในวันที่ 21 สถานการณ์ก็จะเป็นเช่นเดียวกัน

ฝ่ายค้านจึงรุกไปอีกก้าวใหญ่ นั่นก็คือ การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ

การตั้งรับของฝ่ายรัฐบาลยิ่งสลับซับซ้อน

 

กลยุทธ์ เตะถ่วง

ตอบคำถามสภา

 

มีความเด่นชัดอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต้องการตอบคำถามในสภาผู้แทนราษฎร ความเด่นชัดนี้ยิ่งแสดงออกมากยิ่งขึ้นเมื่อเผชิญประสบกับญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ

นั่นเห็นได้จากการปล่อยข้อมูลในเรื่องภารกิจที่รัดตัวจนไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าจะเดินทางเข้าสภาเพื่อตอบคำถามได้หรือไม่

ตามมาด้วยหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็อาจเลือกที่จะให้มีการประชุมลับ

ต่อมาเมื่อวิปรัฐบาลมีมติว่าน่าจะเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน แต่ที่ประชุม ครม.มีมติว่าน่าจะเป็นวันที่ 16-17 กันยายน มากกว่า และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีการประสานกับวุฒิสภาก็ปรากฏว่าวันที่ 16-17 กันยายน เป็นการประชุมวุฒิสภา

ในที่สุดก็จำเป็นต้องเลือกเอาวันที่ 18 กันยายน เท่ากับเป็นล็อกบังคับให้สามารถประชุมได้เพียง 1 วันแล้วก็ปิดสมัยประชุม

หากมองในแง่กลยุทธ์ก็เท่ากับว่าฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้กำหนด เพื่อให้ฝ่ายค้านเหลือทางเลือกน้อยที่สุด อันเท่ากับช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต้องเผชิญหน้ากับขุนพลนักอภิปรายฝีปากกล้าของฝ่ายค้านติดต่อกัน 2 วัน

เหมือนกับจะเป็นชัยชนะ แต่ภายในชัยชนะนี้ก็สะท้อนจุดอ่อนออกมาอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้

 

ผลได้ ผลเสีย

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

บนพื้นฐานที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต้องการตอบคำถาม ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านบนพื้นที่ที่ตนเองขาดความสันทัดจัดเจน

การล็อกเวลาการประชุมเหลือ 1 วันถือได้ว่าเป็นชัยชนะ

กระนั้น หากติดตามบทบาทและการเคลือนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับแต่มีการท้วงติงและตั้งข้อสังเกตในที่ประชุมรัฐสภาของนายปิยบุตร แสงกนกกุล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมเป็นต้นมา การรุกของฝ่ายค้านได้ฉายภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาอย่างเด่นชัด

เด่นชัดในความผิดพลาดและบกพร่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำด้วยตนเอง

เด่นชัดในกระบวนการแก้เกมที่ต้องการให้เรื่องจบลงโดยเร็ว แต่สถานการณ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม นั่นก็คือ บานปลายเข้าลักษณะ “ลิงแก้แห” ยิ่งแก้ยิ่งพัน ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง

เด่นชัดในความหวาดกลัวต่อสภาผู้แทนราษฎร กระทั่งกลายเป็นอาการของสภาซินโดรม

เด่นชัดว่าความพยายามทุกกระบวนท่าของรัฐบาลโดยผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือการชิงไหวชิงพริบ สร้างเงื่อนไขและความได้เปรียบในทางการเมือง

ขาดลักษณะสุภาพบุรุษ ขาดความองอาจ ขาดความสง่างาม

 

กลยุทธ์รัฐบาล

กลยุทธ์ฝ่ายค้าน

 

กรณีของการถวายสัตย์ปฏิญาณมีความแจ่มชัดตั้งแต่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ชี้และแสดงความห่วงใยมาแล้ว โดยที่รัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ยอมรับในความผิดพลาด สภาพของรัฐบาล สภาพของฝ่ายค้านจึงมีความแตกต่าง

ความเป็นจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความเด่นชัดต่อสังคม

ฝ่ายค้านแทบไม่ต้องงัดกลยุทธ์อะไรออกมา นอกจากเปิดปฏิบัติการรุก ยืนอยู่กับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

เพราะความรับผิดชอบทั้งหมดเป็นของรัฐบาล เป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ลักษณะการเล่นเล่ห์เพทุบายจึงออกมาจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเป็นด้านหลักเพื่อเอาตัวรอด

แต่จะรอดหรือไม่รอด สถานการณ์ในวันที่ 18 กันยายน จะเป็นคำตอบ

บทความก่อนหน้านี้ขอแสดงความนับถือ/ฉบับประจำวันที่ 6-12 กันยายน 2562
บทความถัดไป“เพื่อไทย” แนะปชช.ใช้ กมธ.ร้องเรียนตรวจสอบจนท.รัฐ