อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ย้อนวันสว่างก่อนฟ้ามืดสลัว

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

เมืองในหมอก (19)

ชายผู้นั้นจัดการสั่งอาหารให้นายหมอกสีเทาและหญิงสาวผู้ที่จนบัดนี้นายหมอกสีเทายังไม่ทราบชื่อของเธอ

ทั้งหมดนั่งกินอาหารอย่างเงียบๆ ดูเหมือนจะมีเพียงชายผู้นั้นที่อยู่ในอารมณ์แจ่มใส

เขาชวนนายหมอกสีเทาและหญิงสาวผู้นั้นพูดคุยเป็นระยะ ทว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้นก็แปร่งปร่าและจืดชืด

นายหมอกสีเทาลอบมองตนเอง หญิงสาวผู้นั้นลอบมองตนเอง

พวกเขาลอบมองตนเองหรือหากจะกล่าวให้ถูกก็คือพวกเขาลอบมองใครบางคนที่เหมือนกับพวกเขาราวกับภาพสะท้อนของตนเอง

สิ่งที่ทำให้นายหมอกสีเทาตกอยู่ในสภาวะกระอักกระอ่วนใจนั้นหาใช่การได้พบกับตนเองแต่เพียงอย่างเดียว

หากแต่การต้องถูกบังคับให้ยอมรับและจำนนในความจริงที่ว่าเขาพบกับเธอ-หญิงสาวผู้นั้นได้อย่างไรต่างหากที่ทำความหนักใจให้กับเขา

มันเปรียบเสมือนว่าความจริงเล็กๆ ของเขาถูกเปิดเผย เปิดโปง และเขาจะต้องรับมือกับมันอย่างไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อนเลย

 

“จากการมองเห็นหนังสือ 1984 ในมือชายผู้นั้น จากการเห็นฉันในบทสนทนา คุณได้เปลี่ยนชีวิตไปใช่ไหม?”

ในฉับพลันทันใด หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยคำถามดังกล่าวออกมา นายหมอกสีเทาทำได้เพียงแค่การพยักหน้ารับ เขากลายเป็นจำเลยแห่งสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

“ฉันจะพูดอย่างไรดี มีหลายอย่างมากมายเหลือเกินในความคิดของฉัน แต่ที่สุดแล้วสิ่งที่ฉันอยากจะพูดออกมาคือขอบคุณ”

“ขอบคุณ?” นายหมอกสีเทาทวนคำ

“ใช่ ฉันอยากขอบคุณคุณ ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตของฉันจะสามารถส่งผลต่อคนอื่นได้ หลังการปรากฏขึ้นของหมอกควันสีเทา เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความหดหู่ ผู้คนในเมืองตกอยู่ในความหดหู่ ฉันตกอยู่ในความหดหู่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกไร้ค่า ไม่มีความหมายต่อสิ่งใดและผู้ใด ฉันใช้ชีวิตไปวันๆ ดิ้นรนจนพบทางออกจากการปลูกต้นไม้ แน่นอนว่าฉันมีความสุขจากมัน แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันยังคงเคลือบแคลงสงสัยคือมันมีผลต่อชีวิตของผู้คนอื่นได้จริงหรือ การปลูกต้นไม้ต้องใช้เวลา และหากในที่สุดมันไม่เกิดผลใดๆ ต่อบุคคลอื่น ฉันคงเป็นคนที่ล้มเหลวที่สุด ที่ออกแรงกระทำอะไรบางอย่างและไม่ได้ผลลัพธ์อะไรจากมันเลย”

“แต่คำพูดของคุณทำให้ฉันรู้สึกต่อชีวิตไม่เหมือนเดิม มันทำให้ฉันตระหนักว่าแม้เหตุการณ์เล็กๆ ที่เราไม่ตั้งใจก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตใครบางคนได้ ดังนั้น เราไม่ควรสิ้นหวัง เราไม่ควรสิ้นหวังต่อสิ่งใดก็ตาม โดยเฉพาะชีวิตของเราเอง”

“อย่างไรก็ตาม คำเฉลยของคุณทำให้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณจึงรักษาระยะห่างจากฉัน คุณไม่เคยสอบถามฉันในเรื่องที่เป็นรายละเอียดเลย แม้แต่เรื่องสามัญที่สุดอย่างชื่อของฉัน ฉันมีชื่อว่าเม็ดฝน”

 

นายหมอกสีเทาก้มหน้านิ่ง เขาไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่ในยามนั้น ความรู้สึกสุขใจเกิดขึ้นกับเขาโดยฉับพลัน

เขารู้สึกราวกับว่าระยะห่างระหว่างเขากับหญิงสาวผู้นั้น หรือระยะห่างระหว่างเขากับเม็ดฝนได้ย่นสลายลง

เขาเข้าใกล้เธอขึ้น เขาใกล้ชิดเธอกว่าเดิม

นายหมอกสีเทาจ้องมองเม็ดฝน ส่วนเม็ดฝนเหม่อมองไปทางหน้าต่าง มองไปยังโลกภายนอกที่ซึมเซา

ถึงตอนนั้นทั้งคู่หาได้สนใจใครบางคนที่เป็นดังภาพสะท้อนของตนเองในบริเวณนั้นแล้ว

ทั้งนายหมอกสีเทาและเม็ดฝนล้วนตกอยู่ในโลกส่วนตัวของพวกเขาเอง

ในที่สุดชายผู้นั้นที่นั่งนิ่งเงียบมาตลอดเวลาได้เอ่ยขึ้นว่า “มีใครต้องการเครื่องดื่มอีกไหม ชาร้อนสักหนึ่งกา กาแฟร้อนคนละแก้ว หรือน้ำเปล่า หรือจะให้ผมออกไปขับรถเล่นบริเวณนี้ ผมแน่ใจว่าพวกคุณมีอะไรต้องคุยกันอีกมาก”

เม็ดฝนยิ้มให้ชายผู้นั้นก่อนจะหันกลับมามองนายหมอกสีเทา “เราคุยกันหมดแล้ว จริงไหม?”

นายหมอกสีเทาพยักหน้า

ชายผู้นั้นมองดูคนทั้งคู่ “ถ้าเช่นนั้น ผมคงขอถือวิสาสะ เล่าบางอย่างให้พวกคุณฟังแทน”

 

“ในวันที่หมอกควันสีเทาเคลื่อนเข้าครอบคลุมเมืองของผม ผมกับลูกชายกำลังวิ่งเล่นอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน แสงแดดอ่อนแรงลง และแล้วทุกอย่างก็มืดสนิทลง ในตอนแรกผมคิดว่าเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา พวกคุณคงจำความรู้สึกเช่นนั้นได้ ในที่ที่เคยมีแสงสว่างกลับมีแต่ความสลัวซึมเซา ในที่ที่มีความสลัวซึมเซากลับมีแต่ความมืดมิด พวกเราทุกคนล้วนเคยผ่านประสบการณ์ที่คล้ายดังการตาบอดลงอย่างฉับพลัน ผมเงยหน้าขึ้นมองหาดวงอาทิตย์แต่ไม่พบ บนท้องฟ้ามีแต่เพียงสีเทา เป็นสีเทาขนาดใหญ่ที่ปกคลุมเราราวกับโลกทั้งโลกถูกขึงด้วยตาข่ายสีเทา เสียงรถยนต์ชนกับขอบถนน เสียงร้องของนกที่พากันบินกลับรังของมันอย่างทันด่วน ผมตกตะลึงอยู่กับที่ มองไปที่มือของตนเองซึ่งเคลื่อนไหวอย่างเลือนราง ผมมองไปที่มือของตนเองเพื่อจะคว้าจับลูกชายของผมและพาเขากลับเข้าไปในบ้าน แต่ไม่พบ เขาหายตัวไปจากบริเวณนั้นแล้ว”

“ผมฝ่าความมืดรอบๆ ตัวออกไปที่ท้องถนน นอกจากไรฝุ่นที่เห็นได้ชัดเจนแล้ว ทุกอย่างดูเลือนรางไปหมด ผมเดินไปทางซ้ายมือของตนเอง ใช้ขาเกาะขนานไปกับขอบถนน ก้าวแล้วก้าวเล่า แต่ก็ไร้วี่แววของลูกชายผม เสียงตะโกนเรียกชื่อเขาจากปากของผมดังไปทั่วบริเวณ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ ราวกับโลกที่เราเคยชินได้ถูกแย่งยุดไปจากเรา ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีเสียงเอื้อนเอ่ยกลับมา และไม่ใช่เพียงแต่เสียงจากลูกชายของผม เสียงของมนุษย์ผู้อื่นก็สูญหายไปด้วย”

“แต่นั่นไม่ทำให้ผมสิ้นความพยายาม ผมหันหลังกลับเดินย้อนไปในอีกทางที่จากมา ใช้ขาเกาะเกี่ยวกับขอบถนนเหมือนเคย ก้าวทีละก้าว ส่งเสียงตะโกนร้องเรียกชื่อลูกชายของผม นานนับหลายนาทีจนผมไม่อาจคำนวณเวลาได้ จนผมใกล้สิ้นหวัง แต่แล้วขาของผมก็สัมผัสกับสิ่งที่อ่อนนุ่ม ไม่ใช่สิ่งที่แข็งกระด้างอย่างขอบถนน ผมทิ้งตัวลง ลูบคลำสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ร่างของเด็กชายผู้หนึ่งที่มีกลิ่นคาวเลือดปะปนอยู่ ผมสัมผัสไปทั่วร่างของเขาจนแน่แก่ใจว่าเขาคือลูกชายของผม ร่างนั้นเย็นเฉียบปราศจากชีวิตอีกต่อไปแล้ว ห่างไปไม่ไกล มีไอร้อนจากเครื่องยนต์ ผมคืบคลานเข้าไปใกล้ มันคือรถยนต์คันหนึ่ง ผมหาที่เปิดประตูรถจนเจอ ข้างในนั้นผมสัมผัสได้ถึงร่างของผู้ชายอีกคน เขานั่งอยู่หลังพวงมาลัย ไม่หายใจอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องสงสัย ลูกชายของผมสิ้นใจเพราะรถยนต์ของเขา และเขาสิ้นใจต่อจากนั้นเพราะสูญเสียการควบคุมรถยนต์ของตนเอง”

“บางทีผมคงตะโกนบางอย่างออกมา แต่นั่นเอง เป็นเสียงตะโกนที่ไม่มีใครได้ยิน ความมืดกั้นทุกคนให้หายไปในการครอบคลุมของมัน ผมอุ้มร่างของลูกชายไว้ในวงแขน เท้าเกาะเกี่ยวขอบถนนกลับไปที่บ้าน ผมไม่แน่ใจว่าจะหาบ้านของตนเองได้เจอหรือไม่ แต่แล้วเมฆหมอกอำมหิตนั้นก็หยุดทำร้ายเราชั่วคราว มันเคลื่อนผ่านสู่เบื้องบน เบาบางลง เริ่มมีแสงสว่างปรากฏขึ้น แม้จะเลือนรางก็ตาม เริ่มมีเสียงของผู้คนปรากฏขึ้น แม้จะเบาบางก็ตาม ผมลากตนเองอย่างช้า ปรับสายตาให้เข้ากับภาพสีเทา”

“จนในที่สุดผมก็มาถึงยังบ้านของตน”

 

“ผมกลับเข้าไปในบ้าน ที่นั่นผมพบภรรยาของผมนั่งตัวสั่นงันงกอยู่กลางพื้น ความมืดแบบฉับพลัน การสูญหายของผู้คนที่เธอคุ้นเคยแบบฉับพลันได้ทำให้เธอเสียสติแบบฉับพลัน ผมวางร่างของลูกชายลง พยายามปลอบขวัญเธอ แต่เช่นเดียวกับการตายของลูกชายผม ทุกอย่างได้สายไปเสียแล้ว”

“เราสามคนตกอยู่ในบ้านหลังนั้นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่หน้ากากป้องกันมลพิษจะถูกแจกจ่าย ก่อนที่มาตรการเร่งด่วนจะถูกใช้เพื่อบรรเทาอากาศอันเลวร้ายภายนอก แต่ทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลงสำหรับครอบครัวของผม ภรรยาที่เสียสติ บุตรชายที่เสียชีวิต ผมอยู่กับพวกเขาเหล่านั้น พยายามดำรงตนให้เป็นที่พึ่งแม้ว่าจะเป็นที่พึ่งที่ใกล้พังทลายเต็มทีก็ตาม ในวันที่เจ็ดอันเป็นวันครบรอบการบุกรุกของหมอกควันสีเทา ผมงัวเงียตื่นขึ้นจากพื้นที่มีร่างของลูกชายนอนเคียงข้าง กลางเพดานห้องร่างของภรรยาผมลอยอยู่กลางอากาศ เธอจากไปในท่วงท่าเช่นนั้น คนที่ใกล้ชิดของผมจากไปในห้องห้องนั้น คนหนึ่งอยู่กลางอากาศ อีกคนหนึ่งนั่งนอนอยู่บนพื้น ไม่มีน้ำตา ไม่มีการร่ำลา ผมฝังพวกเขาทั้งคู่ไว้ที่สนามหน้าบ้าน เผาทุกอย่างที่ไม่จำเป็น เก็บของที่เหลือใส่รถยนต์ของตนเองและออกร่อนเร่ตามท้องถนนนับแต่นั้นมา”

“แต่คุณไม่ได้ใส่หน้ากากป้องกันมลพิษ คุณทิ้งมันไปตอนไหน?” นายหมอกสีเทาเอ่ยถามหลังการฟังเรื่องเล่าอันยาวนานจากชายผู้นั้น

“นั่นเป็นอีกเรื่อง แต่ถ้าคุณสนใจเราคงต้องเดินทางไปยังอีกสถานที่หนึ่ง”

ชายผู้นั้นลุกออกจากโต๊ะ เขาตรงไปที่ชำระเงิน นายหมอกสีเทาและเม็ดฝนลุกออกจากโต๊ะตามเขา

ภายในร้านมีผู้คนทยอยเข้ามา แต่บุคคลที่คล้ายกับนายหมอกสีเทาและเม็ดฝนไม่ได้อยู่ในร้านนั้นอีกแล้ว

นายหมอกสีเทามองหาภาพสะท้อนของตนเองไปรอบๆ แต่ไม่พบ

ชายผู้นั้นตบบ่าของเขาเบาๆ

“พวกเขาไปแล้ว คุณอย่ามองหาเขาอีกเลย พวกเขาไม่มีตัวตนจริงหรอก ทุกอย่างเป็นภาพมายาที่เกิดจากหมอกควัน อย่างที่ผมบอกคุณ ทำทุกอย่างให้เป็นปกติ ไม่ช้าก็เร็ว คุณจะเริ่มเข้าใจอะไรที่เกิดในโลกภายนอกมากขึ้นทุกขณะ”

บทความก่อนหน้านี้“เศรษฐกิจใหม่” แถลงยัน ยังอยู่ฝ่ายค้าน-ทุกอย่างเหมือนเดิม ย้ำเลือกกก.บห.โปร่งใส
บทความถัดไปเอาบ้าง! ‘ไพบูลย์’ ฟ้อง ‘ศรีสุวรรณ’ กล่าวหาใส่ร้าย ยุบพรรคตัวเอง ทำให้คนเกลียด