จิตต์สุภา ฉิน : ภารกิจหนีพ่อ-แม่ บนโซเชียลมีเดีย

จิตต์สุภา ฉินFacebook.com/JitsupaChin

เฟซบุ๊กเคยเป็นสถานที่ที่ฉันรู้สึกว่าจะพร่ำบ่นอะไรลงไปก็ได้ ไม่ต้องย้อนกลับไปไกลถึงการเริ่มสร้างชื่อบัญชีเฟซบุ๊กครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ได้ แค่สักห้าปีที่แล้ว อิสรภาพที่มีบนเฟซบุ๊กก็ต่างกับตอนนี้ลิบลับ

จากที่เฟซบุ๊กเคยเป็นเหมือนกระดานที่จะวาดเขียนระบายอารมณ์ตัวเองลงไปอย่างไรก็ได้โดยไม่ต้องมานั่งคำนึงถึงภาพลักษณ์และความเหมาะสม ก็กลายเป็นฉันต้องเจียดเวลาส่วนหนึ่งในวันว่างมานั่งจัดระเบียบรายชื่อเพื่อนของฉันอยู่เรื่อยๆ

คนนี้สนิทน้อยก็ขีดเส้นแวดวงให้อยู่ห่างหน่อย ให้เห็นเฉพาะโพสต์สาธารณะก็พอ

คนนี้สนิทมากยอมให้เข้ามาใกล้ๆ เห็นโพสต์ส่วนตัวได้

คนนี้มีความสัมพันธ์กันเฉพาะเรื่องงานแต่ไม่รู้ทำไมกลับรู้สึกผิดถ้าหากจะไม่รับคำร้องขอเป็นเพื่อน

ทำแบบนี้บ่อยๆ เข้า สุดท้ายแวดวงคนสนิทบนเฟซบุ๊กของฉันก็เหลืออยู่ไม่กี่คน หน้าเดิมๆ ทั้งนั้น

อีกหนึ่งสาเหตุของการที่เฟซบุ๊กสนุกน้อยลงคือการที่ทั้งพ่อ แม่ ญาติ พี่ น้อง ลูกพี่ลูกน้อง ญาติห่างๆ ฯลฯ ต่างก็ขนขบวนมาอยู่บนเฟซบุ๊กกันทั้งหมด

แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่โพสต์อะไรลงไป ก็จะต้องมีฟีดแบ็กกลับมาหลังไมค์ว่า อันนี้ไม่เหมาะสม ลบทิ้งดีกว่า ทำไมใช้คำแบบนี้ดูไม่ดีเลยนะ

หรือภาพที่จะถูกเซฟหรือแคปเจอร์เอาไปไถ่ถามกันในหมู่ญาติว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

สำหรับฉันที่ไม่ได้อายุน้อยเป็นวัยรุ่นอะไรแล้วก็คิดว่าเรื่องนี้รบกวนชีวิตบนเฟซบุ๊กแค่ประมาณหนึ่ง ไม่ได้ถึงขั้นที่จะต้องปิดบัญชีหนีไปไหน แต่สำหรับเด็กวัยรุ่น ถ้าเจออะไรแบบนี้

ทางออกมีเพียงอย่างเดียวคือทิ้งที่นี่ซะ แล้วไปเริ่มใหม่ที่อื่นที่รายล้อมไปด้วยเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันดีกว่า

 

เทรนด์ของการที่ผู้ใช้งานวัยรุ่นทยอยทิ้งโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มนี้เพราะรู้สึกว่ามันไม่ “เท่” อีกต่อไปแล้ว เกิดขึ้นไปก่อนแล้วในสหรัฐอเมริกา เด็กกลุ่มนี้มองว่าที่ไหนก็ตามที่พ่อ-แม่สามารถตามเข้าไปได้ ที่แห่งนั้นก็ไม่เจ๋งอีกต่อไปแล้ว

เฟซบุ๊กจึงเริ่มสูญเสียผู้ใช้งานในช่วงอายุประมาณนี้ไปเรื่อยๆ

ยิ่งผู้ใช้ที่เป็นผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น ก็ดูเหมือนจะยิ่งเป็นการไล่ผู้ใช้งานที่เด็กกว่าออกไป

อาจจะด้วยอัตราที่น้อยกว่า แต่ก็เหมือนน้ำซึมบ่อทรายที่หายไปเรื่อยๆ ทีละนิดๆ แต่สม่ำเสมอ

ประเด็นที่ฉันสนใจก็คือ สิ่งเดียวกันนี้ก็กำลังเกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียของจีนด้วยเหมือนกัน จีนไม่มีเฟซบุ๊ก แต่มีวีแชต (WeChat) ที่ทำหน้าที่แทนเฟซบุ๊กได้หมด และอันที่จริงก็ทำได้มากกว่าด้วยภายในแอพพ์เดียวนี่แหละ

เว็บไซต์ Abacus รายงานเกี่ยวกับการที่บรรดาพ่อ-แม่ชาวจีนเริ่มอัพเดตชีวิตลูกบนวีแชตได้น้อยลง จากเดิมที่คอยสอดส่องติดตามได้หมดว่าลูกโพสต์อะไร คบเพื่อนคนไหน มีไลฟ์สไตล์อย่างไรบ้าง ตอนนี้ลูกเริ่มถอยห่างจากวีแชตออกไปเรื่อยๆ กลายเป็นนานๆ โพสต์ที

วัยรุ่นจีนคนหนึ่งบอกว่า ที่เธอเลิกโพสต์เลิกแชร์ชีวิตส่วนตัวลงไปในวีแชต

ก็เพราะเธอเริ่มรู้สึกว่าวีแชตเป็นสถานที่ที่พ่อ แม่ ครู-อาจารย์ เจเนอเรชั่นก่อน ใช้เพื่อสอดส่องจับตามองเด็กวัยรุ่นอย่างเธอ

อีกคนหนึ่งบอกว่า แค่โพสต์ชื่นชมดาราคนโปรด พ่อก็จะต้องมาคอมเมนต์ไล่ให้ไปตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่วิ่งไล่ตามดารา

เจอแบบนี้เข้าบ่อยๆ เธอก็แสนจะรำคาญ ก็เลยเลิกแชร์ไปเสียเลย ห้องแชตของเพื่อนๆ วัยเดียวกันก็ร้างไม่มีใครส่งอะไรเข้าไปเป็นเดือนๆ

แปลว่าทั้งเธอและเพื่อนต่างก็อพยพออกไปกันหมดแล้ว

 

ตัวเลขก็ยืนยันว่านี่คือเทรนด์ที่เกิดขึ้นจริง มีเพียง 15% ของเด็กที่เกิดหลังปี 2000 เท่านั้นที่ยังโพสต์วีแชตอยู่ทุกวัน (ซึ่งอายุมากสุดของเด็กกลุ่มนี้ในปัจจุบันก็จะอยู่ที่ 19 ปี) เทียบกับคนที่เกิดในยุคหกศูนย์ (คนวัยห้าสิบกว่า) ซึ่งมีมากถึง 57% ที่โพสต์ทุกวัน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าวีแชตกลายเป็นที่พบปะสังสรรค์เข้าสังคมของคนรุ่นคุณพ่อคุณแม่วัยใกล้เกษียณกันหมดแล้ว

เฟซบุ๊กกับวีแชตน่าจะเข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี เพราะโซเชียลมีเดียฝั่งสหรัฐก็สูญเสียผู้ใช้งานอายุน้อยกว่า 25 ปีไปมากกว่า 3 ล้านคนในปี 2018 บางส่วนลดความถี่ของการเข้าเฟซบุ๊กน้อยลง ในขณะที่บางส่วนก็เลิกใช้อย่างถาวรไปเลย

หลังจากผละออกจากเฟซบุ๊กและวีแชตแล้ว วัยรุ่นไปไหนต่อ?

 

สําหรับวัยรุ่นอเมริกัน ส่วนใหญ่ก็จะหันไปหาโซเชียลมีเดียอื่นที่อายุเฉลี่ยของผู้ใช้งานลดน้อยลงกว่าเฟซบุ๊ก อย่างเช่น สแน็ปแชต อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์

และสำหรับวัยรุ่นจีน ทางเลือกที่ได้รับความนิยมก็คือ Douyin

หรือในไทยและประเทศอื่นๆ รู้จักกันในชื่อ TikTok โซเชียลมีเดียสำหรับแชร์วิดีโอสั้นๆ ที่ได้รับความนิยมแบบถล่มทลายในช่วงหลังๆ มานี้ ในจีนผู้ใช้งาน Douyin ราว 51% เป็นกลุ่มคนที่เกิดหลังปี 1995 ซึ่งหากลองนั่งไล่ดูวิดีโอแต่คลิปที่โพสต์บนแพลตฟอร์มนี้ก็น่าจะเห็นได้ชัดว่ากลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มหลักเป็นเด็กวัยรุ่นจริงๆ

ส่วนในประเทศไทย จากการสังเกตของตัวฉันเอง รู้สึกว่าถ้าผู้ใช้วัยรุ่นต้องการหนีจากเฟซบุ๊กซึ่งเต็มไปด้วยผู้ใหญ่ในวัยห้าสิบขึ้นไป

สิ่งที่ต้องทำง่ายนิดเดียวก็คือแค่ออกมาจากเฟซบุ๊กเท่านั้นแหละ เพราะเพียงแค่ข้ามไปอยู่บนอินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ ก็จะรู้สึกเหมือนเป็นโลกอีกใบหนึ่งแล้ว

ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจว่าอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์น่าใช้งานตรงไหน และสังคมของพวกเขาก็แข็งแกร่งอยู่บนเฟซบุ๊ก (และไลน์) แล้ว

ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องย้ายไปไหนเลย อีกอย่างที่อาจจะเป็นไปได้ก็คือผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใหญ่มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยอยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ดูยุ่งยาก

ถ้าไปเริ่มใหม่บนโซเชียลมีเดียอื่นก็ต้องมานั่งเรียนรู้ทุกอย่างใหม่หมดอีก ดังนั้น เฟซบุ๊กก็น่าจะกลายเป็นสถานที่แสนสบายไปแล้วเรียบร้อย

 

สิ่งที่เป็นเรื่องตลกร้ายก็คือพ่อ-แม่ตั้งใจที่จะเข้ามาใช้งานเฟซบุ๊กตั้งแต่แรกเพราะอยากจะใกล้ชิดลูก อยากคอยอัพเดตชีวิตความเป็นไปในแต่ละวันของลูก เพื่อที่จะได้รู้สึกใกล้และเข้าใจกันมากกว่าเดิม แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นช่องว่างระหว่างพ่อ แม่ ลูก ถูกถ่างให้ห่างออกจากเดิมเสียอย่างนั้น ต่อให้ตามพวกเขาไปที่โซเชียลมีเดียใหม่ แต่ก็มั่นใจได้เลยว่าจะเป็นการไล่ตามที่ไม่มีวันจบแน่นอน

ส่วนใครที่ลูกยังไม่รู้สึกถูกรบกวนและยังบอกเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมออยู่บนเฟซบุ๊ก ถ้าไม่อยากให้ลูกหนีไปไหน ก็อาจจะต้องส่องต่อไปอย่างเงียบๆ อย่ากระโตกกระตาก อย่าเข้าไปก้าวก่ายเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของลูกมากจนลูกรู้สึกว่าไม่มีความเป็นส่วนตัวเหลืออีกต่อไป

เก็บโควต้าของการสั่งสอนเอาไว้ใช้กับเรื่องที่ใหญ่จริงๆ ดีกว่า

บทความก่อนหน้านี้ครม.แก้เกม เคาะ 18 ก.ย. วันสุดท้ายประชุมสภา ซักฟอกปมถวายสัตย์ฯ บิ๊กตู่แจงเอง!
บทความถัดไป“ธนกร” จวก”วัฒนา” จ้องคิดลบ พ้อ ประยุทธ์ทำอะไรก็ผิดไปหมด หายใจยังผิด