การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ก็แค่ตัดสินใจ

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

ถึงพี่ชุน

เราต้องขอโทษพี่ด้วยอย่างมาก…ที่ผ่านมานั้น เราโกหกพี่ทั้งหมด เราเสียใจที่ต้องบอกความจริงนี้กับพี่…แต่เราก็ตัดสินใจแล้วว่า เราจะต้องบอกพี่

(นิ่งคิดอยู่นาน ลังเล แต่ก็ตัดสินใจเขียนต่อ)

เราไม่ใช่คนดีอย่างที่พี่คิดกับเราหรอก เรามาคิดดูแล้ว ชีวิตของเรามีแต่สิ่งที่น่ารังเกียจ…(ขีดฆ่า – มีความคิดแว่บขึ้นมาว่า ฉันรังเกียจอะไร?) เราคิดเรื่องนี้อยู่หลายวันหลายคืน จนถึงตอนนี้ ที่เราตัดสินใจ (ฉันเขียนคำว่า “ตัดสินใจ” ลงไปถึงสองครั้ง) เราจะต้องพูดกับพี่…

พี่เป็นคนนิสัยดี…(จริงไหมนะ ฉันรู้สึกแบบนั้นกับพี่ชุนแล้วจริงๆ ไหม?)…เท่าที่พี่เขียนถึงเรา ถ้าพี่มองหาคนจริงใจ อันที่จริงแล้วตัวเราก็เหมือนกัน

(นิ่งไปอีกพักใหญ่ คิดหาสิ่งที่จะเรียบเรียงถ้อยคำออกมา)

เรายอมรับว่า สิ่งที่เราเขียนถึงพี่ไปในจดหมายหลายๆ ฉบับก่อนหน้า เป็นแค่คำโกหก เราไม่ได้มีชีวิตรักแบบที่เขียนเล่าให้พี่ฟัง (เพราะความจริงมันแย่กว่านั้น!) เราไม่ได้อกหักเพราะเขาไม่รักเรา หรือเพราะเขาทิ้งเรา แต่เพราะเรามีชีวิตอยู่กับเรื่องที่มันเหลือเชื่อมากมาย

…เรา…เคยถูกทำร้ายจนแสนสาหัสเจียนตาย เพราะคำว่ารักของคนบางคน แต่ขณะเดียวกัน เราก็ปฏิเสธความรักของคนอีกบางคน…เราจิตใจเราไม่อาจจะยอมรับมันได้

เราก็ไม่รู้ว่า…ทำไมชีวิตของเราถึงมีแต่เรื่องแย่ๆ แบบนี้ และที่สำคัญมากก็คือ ตัวเราเองก็ไม่ใช่คนดีอะไรเลย แม้แต่การเขียนจดหมายไปถึงอาโก๋…เขียนถึงพี่…เราก็ทำไปด้วยเจตนาที่ไม่ดีแต่ต้น เราแค่มุ่งหวังว่า…

(มุ่งหวัง…ฉันมุ่งหวังอะไร?)

…เราอยากจะไปให้พ้นๆ จากชีวิตนี้เสียที ขอให้ใครก็ได้จงลงมือฆ่าเราให้ตายเสียทีเถอะ ช่วยฆ่าเราให้ตายดับไปเสียที ขอแค่เพียงช่วยฆ่าฉันให้ตายเร็วๆ หน่อย (เพราะฉันไม่เคยฆ่าตัวตายได้สำเร็จ และเมื่อคนอื่นลงมือทำร้ายฉัน มันก็เป็นเวลายาวนานเกินไป)

(นั่งนิ่งอีกพักใหญ่)

พี่ชุน…เมื่อพี่ได้รู้ความในใจของฉันอย่างนี้แล้ว พี่พร้อมจะเป็นคนช่วยสงเคราะห์ฉันไหม…พี่จะเป็นคนช่วยฆ่าฉันเสียทีได้ไหม…

(สุดท้าย ฉันก็ขีดฆ่าตัวหนังสือทั้งหมด ลากเส้นปากกาทับกันไปมาบนตัวอักษรจนยุ่งเหยิง และขีดทับ ขีดซ้ำ จนกระทั่งกระดาษเกือบจะฉีกทะลุออกไป)

 

ใบกล้วยถูกลมพัดจนฉีกแล่งอีกครั้งคราว ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือข้างหน้าต่าง มองไปข้างหน้า ภาพที่ปรากฏในม่านตาก็เหมือนที่เคยเห็นอยู่ทุกวัน

ตรงนั้น…มีกอกล้วยน้ำว้า ต้นฝรั่งขี้นก ต้นสะแล ถ้ายืนหันหน้าเข้าหากอกล้วย ซ้ายมือจะเป็นท่าน้ำลงไปสู่น้ำเหมืองสายเล็กที่ไหลฉีกจากลำน้ำสายใหญ่ เป็นจุดที่น้ำแยกเป็นสองสายเพื่อไหลไปหล่อเลี้ยงเรือกสวนไร่นาทางทิศใต้ ส่วนขวามือเป็นถนนสายหลักของหมู่บ้าน ฝั่งตรงกันข้ามเป็นบ้านของยายหล้า ถัดมาอีกเป็นบ้านของชาวบ้านคนอื่นๆ และถ้าเข้าไปอยู่ภายในห้องนอน จะเห็นต้นคำมอกกับต้นมะขามสูงใหญ่

ชีวิตไม่มีอะไรใหม่ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเดิม เหมือนที่เป็นมา

แตกต่างเพียงว่า มีไปรษณียบัตรส่งมาจากเพียงบัวอีกสองสามแผ่น แต่ทุกแผ่นมีเพียงบทกลอนสั้นๆ เขียนมา ปราศจากถ้อยคำอื่น

และพี่ชุนยังคงเพียรเขียนจดหมายมาหา และสอดใบเขียวมาด้วยทุกฉบับ

 

น้องจันทร์เสี้ยวที่คิดถึง

พี่ไม่รู้ว่าน้องมีงานยุ่งหรืออย่างไร จึงเงียบหายไปเสียนาน น้องตอบจดหมายพี่มาฉบับล่าสุดก็เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ทั้งๆ ที่พี่ยังเขียนถึงน้องสม่ำเสมอเกือบทุกวัน

อ้อ! พี่ส่งเงินมาให้น้องในจดหมายด้วย น้องได้รับมันหรือไม่ รวมกันแล้วก็น่าจะเป็นเงินสามร้อยกว่าบาทแล้ว! แต่น้องก็ยังไม่ยอมโทร.มาหาพี่ จะว่าไม่มีเงินหยอดตู้ก็ไม่ใช่เหตุผลแล้วล่ะ พี่สังหรณ์ใจว่า น้องจะเป็นอีกคนหนึ่งที่หลอกลวงพี่หรือไม่!

แต่อีกใจของพี่ พี่ก็ยังมีความเชื่อมั่นว่า พี่เป็นคนทำแต่ความดี พี่จะมีแต่เคราะห์กรรมตลอดไปเชียวหรือ! พี่ไม่เคยพบหน้าของน้องก็จริง แต่ทุกเรื่องราวที่น้องเล่าให้พี่ฟัง ไหนจะบทกลอนที่กินใจ ทำให้พี่รู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยกับน้องอย่างบอกไม่ถูก แล้วเรายังเป็นคนเมืองเหมือนกัน ถึงจะคนละอำเภอ เราก็กินข้าวนึ่งน้ำพริกหนุ่มเหมือนกัน! พี่จึงอดคิดไม่ได้ว่า ครั้งนี้ สวรรค์คงจะเมตตาพี่บ้าง

พี่ขอบอกน้องมาอีกครั้งว่า พี่ขอยืนยันว่า ไม่ว่าน้องจะขี้ริ้วขี้เหร่ยังไง เมื่อเราได้รู้จักหัวใจกันแล้ว พี่จะขอมั่นรักกับน้องตลอดไป พี่แน่ใจในตัวพี่เองมากว่าพี่เป็นคนจริงคนหนึ่ง อันความรักนั้นถ้าได้เกิดจากใจแล้วไซร้ รักก็คือรัก เรื่องอื่นไม่สำคัญ!

 

จดหมายจากคนสันกำแพงยังคงส่งมาสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับสตางค์ใบเขียวที่เพิ่มขึ้นทุกที เป็นความรู้สึกบอกไม่ถูก ทุกครั้งที่ดึงใบเขียวออกมาจากซองจดหมาย

ฉันเก็บมันใส่ถุงผ้าใบหนึ่งไว้ เอาหนังยางรัดแน่นหนา แต่ไม่คิดจะนับจำนวนมัน

ฉันยังไม่เคยเอามันออกไปใช้ และตั้งใจว่าจะไม่ใช้มัน…จนกว่าจะได้คืนให้กับคนที่ส่งมา

แต่ว่า…ฉันควรทำไหม

ควรไหม

หรือว่า…ควรจะได้เวลาเสียทีแล้ว

 

น้องจันทร์เสี้ยวของพี่

ในจดหมายฉบับนี้ พี่ขอส่งใบแดงมาให้น้องอีก 2 ใบ และครั้งนี้พี่หวังว่าน้องจะไม่มีเหตุผลปฏิเสธพี่อีก

ในวันจันทร์หน้านี้ พี่มีธุระจะต้องส่งแม่ไปโรงพยาบาลป่าแงะ แต่จะมีน้าอีกคนไปด้วย ไม่ต้องอยู่เฝ้า พี่จึงจะว่างหลังเที่ยงเป็นต้นไป ในเมื่อพี่ได้เผยความในใจไปหมดแล้ว แต่น้องก็ยังส่งมาแค่บทกลอนของความรู้สึก แต่ไม่เคย…ไม่เคยจะให้ความหวังกับพี่อย่างที่จดหมายฉบับแรกๆ น้องได้พรรณนาไว้

พี่จึงมีข่าวดีจะบอก พี่ได้ตกลงใจลางานอีกสองวัน แล้วพี่จะไปหาน้องเอง…

 

นั่นเป็นสิ่งที่ไม่เหนือความคาดหมาย ฉันคิดอยู่เหมือนกันว่า ไม่วันใดวันหนึ่ง พี่ชุนคงจะเป็นฝ่ายขอมาหา แต่ฉันพร้อมไหม…พร้อมหรือเปล่าที่จะเผชิญหน้ากับมิตรทางจดหมายคนนี้

แล้วก็คิดได้อย่างหนึ่งด้วยว่า พ่อแม่ล่ะ…จะเข้าใจหรือไม่ หากจู่ๆ มีคนแปลกหน้าโผล่มาหาที่บ้าน

จากรูปที่พี่ชุนเคยส่งมาให้ ดูมุมไหนก็เห็นความเป็น “ปู๊เมีย” ชัดเด่น พี่ชุนบอกตลอดด้วยว่าตัวเองเป็นคนมั่นใจในสิ่งที่แสดงออก พี่ชุนพร้อมจะมี “แฟน” ที่อยู่กินกันอย่างจริงใจ ขอแค่ให้ “แฟน” คนนั้นจริงใจไม่หลอกลวง

พ่อจะว่ายังไง แม่จะว่ายังไง ไหนจะยายร่อย ยายพัด พวกลุงอีกล่ะ ถ้าเพียงแต่พวกเขารู้…ถ้าทุกคนรู้…มันจะเป็นยังไง

สำหรับฉัน มันคงไม่เป็นไง เพราะจะดีหรือร้าย ชีวิตฉันก็ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว การอยู่อย่างสิ้นหวังไปวันๆ เฝ้ามองที่ดินอันว่างเปล่า มีหญ้าขึ้นเต็มอดีตลานข่วง เห็นรั้วไม้ไผ่ล้อมใหม่เพื่อแสดงกรรมสิทธิ์ใหม่ เห็นต้นงาขี้หม้อนแตกใบแล้วเฉาแห้งตายไป เห็นดอกบานเย็นที่โปรยกลีบดอกอย่างไร้ค่า เห็น…และเห็นทุกสิ่งอัน เพื่อจะบอกว่า…ไม่มีทางที่ฉันจะได้สิ่งที่เคยฝันกลับมา

เพียงแต่ทุกครั้ง เมื่ออ่านบทกลอนของเพียงบัวที่ส่งข้ามฟ้ามาหา

บทกลอนยังกรีดหัวใจสิ้นดี

 

เคยไหม…

คิดถึงใครจนร้องไห้

เปล่าเปลี่ยวเดียวดายหัวใจ

กับข่าวคราวที่หายเงียบไป…ของเขา

 

รอจดหมาย

หวังจะมีมาทักทายเหมือนเก่า

แต่ก็ไม่มีแม้เงา

คืนวันช่างว่างเปล่าเหลือเกิน

 

…ปวดร้าว…

ต่อเรื่องราวที่ถูกเขาห่างเหิน

ไม่ไยดีแล้วหรือไรจึงได้หมางเมิน

ปล่อยให้ใจยับเยิน…เกินเป็นใจ…

จาก เพียงบัว

 

ฉันตกลงใจ ภายใต้ความไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง หรือนี่อาจเป็นตัวฉันอย่างที่ฉันเป็น เพียงเป็นคนที่ปราศจากความแน่นอนอันใด เฉกเช่นสิ่งต่างๆ มากมายที่ผันเปลี่ยนเป็นปกติธรรมดา

ฉันจรดปากกาลงบนกระดาษ เขียนไปบอกมิตรคนล่าสุดว่า

…พี่รออยู่ที่นั่นเถอะ อย่าลำบากมากไปกว่านี้เลย ให้เราไปหาดีกว่า

…เราจะเอาเงินไปคืนพี่ ไม่ว่าพี่ส่งมาเท่าไหร่ เราจะเอาไปคืน

…พี่จะไปส่งแม่ที่โรงพยาบาล เราไปหาพี่ที่นั่นก็แล้วกัน ตรงจุดนั้น เราจะนั่งรถบัสไปลงได้พอดี

…พี่เตรียมตัวมาพบกับเราได้ที่หน้าทางเข้าประตูโรงพยาบาล เราจะไปรถเที่ยวสิบโมง คงจะถึงที่นั่นไม่เกินบ่ายโมง พี่คงทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าพี่มีเสื้อสีแดงอ่อนตัวนั้นก็ใส่มาด้วย เราจะได้ทักพี่ถูก แต่ถึงไม่ใช่เสื้อตัวเดิม เราก็คิดว่าจำหน้าพี่ได้แล้ว

…ส่วนตัวเรานั้น เอาไว้ถ้าพบกัน พี่จะได้เห็นเองว่าเราเป็นคนมอซอแค่ไหน…

 

ฉันพับกระดาษสอดลงในซองสีขาวที่มีแถบสีน้ำเงินสลับแดงรอบๆ ติดแสตมป์ลงไปหนึ่งดวง แล้วลุกจากโต๊ะสีส้มข้างหน้าต่าง ลมพัดมาแรงๆ ครั้งหนึ่ง ฉีกใบกล้วยแล่งอยู่ไหวๆ ฉันบอกตัวเองว่า ก็แค่ตัดสินใจในวันที่ไม่มีอะไรจะให้เสียหรือหวัง

ก็แค่ตัดสินใจ…ในวันที่ไม่มีอะไรจะให้ฝันอีกแล้ว

บทความก่อนหน้านี้“โจชัว หว่อง” พร้อม 2 แกนนำปชต.ฮ่องกง ถูกจับกุมก่อนชุมนุมใหญ่
บทความถัดไปวิเคราะห์ | วัดบารมี “บิ๊กป้อม” แก้เสียงปริ่มน้ำ 5 รมต.อ่านเกมออกไม่ทิ้งเก้าอี้ ส.ส.