ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | อย่าให้ถึงจุดที่ประชาชนมองว่าผู้นำถ่วงความเจริญของประเทศ

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

เศรษฐกิจฝืดเคืองคือทุกข์ของแผ่นดินที่เป็นปัญหาจนคนแทบทุกกลุ่มรู้สึกร่วมกัน หายนะที่เกิดแก่ชนชั้นรากหญ้านั้นประจักษ์แจ้งขั้นไม่เหลืออะไรให้พูดกันแล้ว รัฐบาลประยุทธ์เป็นรัฐบาลแรกที่แช่แข็งค่าแรงไม่ให้ขยับติดต่อกันห้าปีอย่างโหดร้าย ส่วนเกษตรกรส่วนใหญ่ก็รายได้ต่ำจนภาคเกษตรใกล้พังทลาย

แม้เกษตรกรแต่ละกลุ่มจะมีปัญหาต่างกัน และเกษตรกรเจ้าสัวก็ไม่มีทางเดือดร้อนเท่าชาวสวนยางที่อำเภอหนองจิก แต่ความตกต่ำของภาคเกษตรเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่าดัชนีราคาสินค้าที่เกษตรกรขายได้นั้นลดจาก 143.36 ในปี 57 เป็น 121.87 ในปี 61 หรือต่ำที่สุดในสิบปี1

นอกจากหายนะทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลทำให้เกิดแก่คนชั้นรากหญ้ามาเกือบห้าปี ทุกขภัยจากรัฐบาลนี้ยังแผ่ซ่านไปถึงธุรกิจหลายกลุ่มในประเทศอีกด้วย ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กหากินฝืดเคืองจนธุรกิจไม่สร้างกำไรอย่างที่เคยเป็น และทุกวันนี้หลายคนทำธุรกิจเพียงเพื่อหมุนเงินไม่ให้กิจการปิดตัวลง

ในรายงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หลังปี 2557 ผู้ประกอบการ SMEs มีความเชื่อมั่นทางธุรกิจต่ำกว่าร้อยละ 50 เกือบต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น SMEs ด้านการค้าและบริการในปี 2561 มีความเชื่อมั่นต่ำกว่า 50 ถึง 8 เดือน หรือเท่ากับทำธุรกิจโดยมีความกังวลนานถึง 2 ใน 3 ของปี

คำว่า “ธุรกิจขนาดเล็ก” อาจทำให้คนบางส่วนเข้าใจว่าปัญหาของ SMEs เป็นเรื่องของคนค้าขายเล็กๆ น้อยๆ จนไม่มีผลอะไร แต่ที่จริง SMEs ทำให้เกิดการจ้างงานถึง 10.7 ล้านคน หรือร้อยละ 80 ของแรงงานทั้งประเทศ ความไม่มั่นใจของผู้ประกอบการ SMEs จึงทำให้แรงงานกลุ่มนี้มีงานที่ไม่มั่นคงโดยปริยาย

ไม่เพียงแต่ชนชั้นรากหญ้าหรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจะประสบปัญหามาตลอดห้าปี ธุรกิจใหญ่ๆ ที่รายได้ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อในประเทศก็เผชิญปัญหานี้ด้วย อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศเจอปัญหาเติบโตต่ำติดต่อกันหลายปีแล้ว และยิ่งนานปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรง

ตามการประเมินของสามสมาคมด้านอสังหาริมทรัพย์ ประเทศไทย ในปี 2562 จะมีการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ลดลงร้อยละ 5.3 ส่วนบ้านจัดสรรกับคอนโดที่เหลือขายจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 และ 4.7 ซึ่งหมายความว่าการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้จะลดลง ส่วนหนี้เสียเพราะสร้างบ้านแล้วขายไม่ออกจะเพิ่มขึ้นทันที

จากสภาพการบริหารประเทศที่รัฐบาลนี้ทำมาตลอดห้าปี ความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจที่เกิดแก่คนชั้นล่างได้ขยายตัวจนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบด้วย เพราะในเมื่อรัฐบาลทำให้คนส่วนใหญ่จน กำลังซื้อในประเทศย่อมเหือดแห้ง และเม็ดเงินเพื่อบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ ย่อมถดถอยโดยปริยาย

ครึ่งทศวรรษของประเทศไทยภายใต้นายกที่ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจภายในประเทศพังย่อยยับไม่เป็นท่า และต้นเหตุแห่งความหายนะไม่ใช่รัฐบาลเก่าหรือเศรษฐกิจโลกป่วนอย่างที่พลเอกประยุทธ์ชอบกล่าวอ้าง แต่คือนโยบายที่ผิดพลาดของคุณประยุทธ์เอง

คุณประยุทธ์เป็นนายกใต้อวิชชาเรื่องกดค่าแรงและไม่อุ้มเกษตรกร นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจึงอยู่ใต้ความเชื่อผิดๆ ว่าการกดค่าแรงจะทำให้ส่งออกโต ส่วนการไม่อัดฉีดเงินให้เกษตรกรจะทำให้สินค้าเกษตรไทยครองแชมป์ส่งออกโลก แต่ความจริงทางเศรษฐกิจวันนี้บอกว่าคุณประยุทธ์เข้าใจทุกอย่างผิดสิ้นเชิง

ด้วยวิธีคิดที่มองทุกอย่างในประเทศเป็นต้นทุนให้ภาคส่งออกโต รัฐบาลคุณประยุทธ์ทำทุกทางเพื่อให้ภาคส่งออกขยายตัวให้มากที่สุด โลกที่คุณประยุทธ์เห็นผ่านวิสัยทัศน์ที่มืดมัวของคุณประยุทธ์ คือการส่งออกจะทำให้เศรษฐกิจโตจนคนไทยมีรายได้เพิ่ม แต่ความจริงของประเทศไม่เคยเป็นอย่างที่คุณประยุทธ์เข้าใจ

ตรงข้ามกับความเชื่อของคุณประยุทธ์เรื่องกดค่าแรงจะทำให้ส่งออกเพิ่มและการลงทุนจากต่างชาติพุ่ง ตัวเลขเศรษฐกิจไทยห้าปีนี้ชี้ว่าคุณประยุทธ์คิดผิดจนประเทศเสียหายหมด ค่าเงินที่ผันผวนมีผลให้การส่งออกตกต่ำไม่น้อยกว่าความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นโยบายที่หวังพึ่งการส่งออกล้วนๆ จึงอันตราย

ภายใต้สงครามการค้าที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะงักงันในปัจจุบัน ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของคุณประยุทธ์ที่พึ่งพิงการส่งออกคือยุทธศาสตร์ที่นำประเทศไปขึ้นต่อความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ มาตรการกดรายได้คนส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดรายได้เข้าประเทศจากการค้าและการลงทุนอย่างที่คุณประยุทธ์คิดแม้แต่นิดเดียว

ถ้าเปรียบเทียบประเทศเป็นเหมือนเรือ คุณประยุทธ์ก็เหมือนยามที่ตั้งตัวเองเป็นกัปตันเรือแล้วขับเรือไปผิดทิศตั้งแต่ต้น คนส่วนใหญ่จากผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรไม่มีเงินเพราะนโยบายที่รัฐบาลคิดแบบผิดๆ ส่วนรายได้นอกประเทศก็ไม่ไหลเข้ามาประเทศไทยอย่างที่ผู้กำหนดนโยบายทึกทักไปเอง

นักวิชาการและนักการเมืองที่รักประเทศนี้จริงจังเตือนไว้นานแล้วไทยต้องไม่พึ่งภาคส่งออกเกินไป และรัฐบาลในอดีตหลายชุดก็ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศขึ้นต่อการค้าขายภายใน (Home Market) เมื่อเทียบกับการส่งออกให้สูงขึ้น ไม่ใช่เอาส่งออกเป็นแก้วสารพัดนึกอย่างคุณประยุทธ์ทำมาห้าปี

ด้วยยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจากอวิชชาซึ่งห่อหุ้มผู้นำ คนส่วนใหญ่ในประเทศไม่มีเงิน และคนที่มีเงินก็ไม่มั่นใจพอจะเอาเงินมาลงทุนในประเทศอย่างเต็มที่ต่อไปอีก การบริโภคและการลงทุนในประเทศจึงพินาศอย่างย่อยยับจนเศรษฐกิจไทยวันนี้ถูกครอบงำด้วยความยากจน/ ความฝืดเคือง/ ความชะงักงัน

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศพังพินาศมาห้าปี การเลือกตั้งปี 2562 จึงไม่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับการเลือกตั้งในอดีต ตลาดหุ้น การลงทุน และการจับจ่ายใช้สอยช่วงหลังเลือกตั้งซึมเซาไม่ต่างกับช่วงก่อนเลือกตั้ง ทั้งที่ปกติแล้วเศรษฐกิจหลังเลือกตั้งจะคึกคักจากเม็ดเงินที่หมุนทั่วเศรษฐกิจไทย

แม้รัฐบาลจะทำถูกที่ออกนโยบายอัดฉีดเงินและสินเชื่อกว่าสามแสนล้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย แต่ประเทศที่เศรษฐกิจปกติจะขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินจากภาคเอกชนจนรัฐไม่ต้องกระตุ้นแบบนี้ การกระตุ้นจึงเป็นหลักฐานของระบบเศรษฐกิจที่ไม่ปกติที่แผ่อิทธิพลเหนือประเทศจนปัจจุบัน

พูดตามตรงแล้ว รัฐบาลทำนโยบายอัดฉีดเงินและสินเชื่อครั้งนี้ประณีตกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะมีความพยายามจะใช้นโยบายสินเชื่อเพื่อพยุง SMEs รวมทั้งกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์อย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับการยอมทำเรื่องที่ประชาธิปัตย์ผลักดันอย่าง “ประกันรายได้” ซึ่งพลเอกประยุทธ์ปฏิเสธมาตลอดห้าปี

ด้วยยุทธศาสตร์นี้ รัฐบาลชุดนี้เห็นความสำคัญของการฟื้นการบริโภคและการจ้างงานในประเทศมากขึ้นแน่ๆ แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่บนสมมติฐานที่ผิดว่าการกดค่าแรงจะช่วยให้การบริโภคและการจ้างงานเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการปล่อยสินเชื่อจะทำให้ภาคก่อสร้างจนถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กฟื้นตัว

สำหรับลูกจ้างที่มีจำนวนกว่าสิบล้านคนในประเทศไทย นโยบายอัดฉีดเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่มีตรงไหนทำให้เงินในกระเป๋าชนชั้นลูกจ้างเพิ่มขึ้น ยกเว้นแต่การผลิตจะขยายตัวจนเกิดการทำงานล่วงเวลาขั้นที่รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยากเหลือเกินที่จะเห็นภาคเศรษฐกิจฟื้นจนการผลิตขยายตัวในปัจจุบัน

นโยบายอัดฉีดของรัฐบาลทำให้เงินหมุนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นแน่ๆ แต่การบริโภคภายในประเทศคงยังไม่เพิ่มตามไปด้วย ความเติบโตทางเศรษฐกิจในแผนการนี้จึงจะเกิดขึ้นเมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์กับ SMEs มีความเชื่อมั่นจนเพิ่มการลงทุนและการจ้างงานเท่านั้นเอง

ไม่มีใครรู้ว่านโยบายอัดฉีดเงินและสินเชื่อกว่าสามแสนล้านจะทำให้ภาคธุรกิจมั่นใจจนลงทุนเพิ่มหรือไม่ แต่ห้าปีนี้เศรษฐกิจพังทั้งที่รัฐบาลประยุทธ์ใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปกว่า 2.5 ล้านล้าน สินเชื่อที่รัฐบาลให้ในปี 2562 จึงอาจเป็นแค่วงเงินที่ไม่มีความหมายเลยก็ได้ หากไม่มีใครกล้าขอเงินไปลงทุนในปัจจุบัน

ถ้ายอมรับว่าปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยตอนนี้คือความฝืดเคืองของคนส่วนใหญ่และความไม่เชื่อมั่นของผู้ประกอบการ นโยบายอัดฉีดสามแสนล้านรอบนี้ไม่ทำให้ความฝืดเคืองดีขึ้น ส่วนความเชื่อมั่นก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะฟื้นได้ ตราบใดที่ผู้นำยังเป็นคนที่ใครก็รู้ว่ารู้เรื่องเศรษฐกิจน้อยเหลือเกิน

นโยบายอัดฉีดสามแสนล้านเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจถูกทาง แต่การกระตุ้นนี้มาช้าจนเศรษฐกิจอาจพังเกินกว่ามาตรการนี้จะช่วยได้ ยิ่งกว่านั้นคือการกระตุ้นนี้ไม่แก้ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไทยดักดานแค่นี้ นั่นก็คือไม่มีใครเชื่อมั่นว่าคุณประยุทธ์เป็นนายกที่ดีและเก่งสำหรับประเทศจริงๆ

หากเปรียบประเทศเป็นบ้าน พลเอกประยุทธ์ก็เหมือนช้างที่นอนตายกลางบ้านแล้วทุกคนพยายามเอาใบบัวปิดให้มิด แต่บ้านที่มีช้างตายย่อมเหม็นเน่าจนลำพังการระดมใบบัวมาห่อศพนั้นช่วยไม่ได้ เพราะทางแก้ที่จริงคือต้องเอาช้างตายไปทิ้งนอกห้องเพื่อฟื้นฟูบ้านใหม่ให้น่าอยู่สำหรับทุกคน

ประเทศไทยวันนี้ดีเกินกว่าปล่อยให้ใครคนใดถ่วงความเจริญของประเทศจนทุกอย่างของประเทศต้องรับสนองความกระหายอำนาจของคนเพียงคนเดียว และไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือสังคมไหนในโลก ผู้นำต้องสร้างความเจริญให้ประเทศ

บทความก่อนหน้านี้เชิงบันไดทำเนียบ : พยัคฆ์ไม่ตายรัง ! เจ้าป่า ‘รอยต่อฯ’ ประมุข ‘บ้านอัมพวัน’ สู่แม่ทัพ ‘พลังประชารัฐ’
บทความถัดไปจดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 23-29 สิงหาคม 2562