การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ หัวใจดวงนี้ที่รอคอย

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

น้องจันทร์เสี้ยวที่ไม่เดียวดายอีกแล้วนะ!

พี่ยอมรับว่า ติดการอ่านจดหมายจากน้องเสียแล้ว ทุกๆ วันพี่จะต้องคอยสอบถามคนรับจดหมายว่า มีจดหมายของพี่หรือเปล่า! มันเป็นเรื่องแปลกใหม่ในชีวิตของพี่ เพราะแม้จะเจอคนมากมาย แต่พี่ก็ไม่เคยมีมิตรทางจดหมายมาก่อน ถูกแล้ว! น้องเป็นคนแรก!

พี่อดคิดไม่ได้ทุกวันว่า ตัวจริงๆ ของน้องเป็นคนยังไงกันนะ ที่น้องวาดรูปมาบ่อยๆ และบรรยายมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนขี้เหร่ ทำให้พี่พลอยคิดว่า หรือว่าน้องจะลองใจพี่

แต่น้องจันทร์เสี้ยวจ๋า…พี่จะขอบอกน้องว่า ไม่ต้องลองใจพี่หรอก ถึงแม้ว่าน้องจะปากแหว่งเพดานโหว่ไปแล้ว แต่เมื่อเราได้รู้จักรู้ใจกันขนาดนี้ พี่ก็จะไม่มีอะไรแปรผันไปได้ง่ายๆ พี่เป็นคนพูดจริงทำจริง ในชีวิตของพี่ถือเรื่องสัจจะเป็นที่สุด

พี่หวังอย่างที่สุด ว่าจะมีคนจริงใจกับตัวพี่บ้าง

 

น้องจันทร์เสี้ยวจ๋า

พี่ส่งตลับเทปเพลงมาให้น้อง พร้อมกับเนื้อร้องเขียนไว้ในกระดาษที่อยู่ในซอง ขอให้น้องเปิดฟังเพลงนี้ทุกวัน เพราะพี่ก็จะฟังอยู่ทางนี้

แม้ว่าเราจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ทุกวันทุกคืนที่เราได้เขียนจดหมายหากัน ได้คิดถึงกันนั้น มีความหมายกับพี่อย่างมาก ขอให้น้องฟังเพลงร่วมกันกับพี่ แล้วน้องจะเข้าใจหัวใจของพี่ดี

หัวใจดวงนี้ที่รอคอยพบคนจริงใจสักครั้ง

 

สอดมือเข้าไปในซองสีน้ำตาล ฉันได้ตลับเทปคาสเส็ตออกมาอันหนึ่ง

ด้านหน้ามีกระดาษกาวติด เขียนว่า “เพลงคอย”

กระดาษอีกแผ่นหนึ่ง พับมาอย่างบรรจง

แน่นอนว่าเป็นจดหมายจากมิตรคนใหม่

เนื้อเพลง “คอย” นะครับ

…คอยแต่เธอ หลงละเมอเพ้อคอยแต่เธอ

รักแรกเจอเพ้อครวญเรียกหา

ขอเธอจงอย่าหน่าย รักไม่คลายจากเธอ

…คอยแต่เธอ หลงละเมอเพ้อคอยแต่เธอ

รักแรกเจอเพ้อครวญเรียกหา ขอเธอจงอย่าหน่าย

รักไม่คลายจากเธอ

…ยืนยันด้วยใจภักดิ์ รักแน่นหนัก ไม่แปรผัน

รำพันเพลงรักเป็นสื่อ

วอนไมตรีตอบรัก ฉันคงคลายใจเศร้าหมอง

ด่วนเถิดคนดี ก่อนจะสายไป

…รักแต่เธอ หลงรักเธอจึงตรมเศร้าหมอง

หวังเคียงครองรักเดียวตลอดไป ขอจงเชื่อใจ รักจริงแท้แน่นอน

รักจริงแท้แน่นอน…

แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่ฉันไม่มีวิทยุเทปสำหรับฟังเพลงได้ พร้อมกันนั้น…ก็กลับจดจำขึ้นมาได้ว่า เคยฟังเพลงที่มีเนื้อร้องนี้มาก่อน

ใช่…ฉันเคยฟังมันมาแล้ว กับคนคนหนึ่ง ซึ่งเกือบลืมไปหมดแล้ว

 

… “คอยแต่เธอ หลงละเมอเพ้อคอยแต่เธอ…รักแรกเจอเพ้อครวญเรียกหา…”

คนคนนั้นร้องเพลงขึ้นมา

ฉันชะงัก แล้วก็อดตกตะลึงไม่ได้ แม้จะมีเสียงลมตีแทรกผ่าน แต่สำเนียงที่กระทบโสตประสาทก็บอกให้รู้ว่าเป็นคนร้องเพลงเพราะ

…เพราะมากๆ

“…ขอเธอจงอย่าหน่าย รักไม่คลายจากเธอ…หลับไปหรือเปล่าน้อง เงียบไปเลย” จู่ๆ คนควบคุมรถก็ตะโกนถาม

“ปละ…เปล่า ไม่ได้หลับ” ฉันรีบตอบ มือเกาะท้ายรถเครื่องไว้

รถเร่งแรงขึ้น

“งั้นก็ดีแล้ว จะทำเวลาละ จับมั่นๆ”

แรงลมพุ่งปะทะใบหน้าจนต้องก้มหัวหลบลง

จนกระทั่งเราไปถึงร้านก๋วยเตี๋ยว กินกันจนอิ่ม กินไอติมตบท้าย แล้วออกมาจากที่นั่น

แล้วอีกครั้งหนึ่ง ที่รถเครื่องผ่อนความเร็วลง ก่อนจะจอดลงข้างทาง

“มือเป็นอะไร”

“เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร”

ฉันรีบไขว้มือซ่อน

“น้องทำท่าแปลกๆ”

รองเท้าสีแดงข้ามรถลงมา

“ซ่อนอะไรในมือ…เอามือมาดูซิ”

“…ไม่มีอะไร” ฉันส่ายหน้า

“แล้วซ่อนทำไม”

“คือ…”

มือใหญ่คว้ามือฉันไปอย่างรวดเร็ว ไออุ่นที่เคลื่อนไหลก่อนหน้าผ่านเข้ามากับรอยสัมผัส ร้อนขึ้นฉับพลันเหมือนไฟลวก ฉันเกือบสะดุ้งขณะที่คนคนนั้นสอดนิ้วเข้ามาประกบฝ่ามือ ยกทาบพลิกดูหน้าหลัง

ฉันพยายามดึงมือตัวเองออก หากถูกรั้งไว้

“ไม่มีอะไรนี่”

“ก็บอกแล้วว่าไม่มีอะไร”

“มือเล็กจริงนะเรา”

…แล้ว…เราก็ยืนกันอยู่บนขอบฟุตปาธข้างถนน ปล่อยรถพ่วงเครื่องจอดอยู่ ในตะแกรงข้างยังมีหม้อไหภาชนะ คราบแกงเกรอะกรัง ข้างตัวเรามีพิกุลต้นหนึ่ง ไฟดวงกลมๆ ส่องขึ้นจากพื้นหญ้า เป็นจุดสว่างสุดในช่วงเส้นทางนั้น

คนคนนั้นดึงมือฉันกลับไปอีกครั้ง มองหน้า

ฉันงง มองกลับ จนกระทั่งอีกฝ่ายยกมือฉันไปจุ๊บเบาๆ ที่ปลายนิ้วก้อย

เหมือนความรู้สึกหวนมา…ยังจดจำได้…เป็นสองสามวินาทีที่ยาวนานมากในความรู้สึก ฉันหูอื้อตาพร่า ไม่เคยมีใครทำกับฉันเช่นนี้มาก่อน ไม่เหมือนสัมผัสจากพ่อแม่ ไม่เหมือนการจับมือถือแขนของใคร

เกือบจะใกล้เคียง แค่ตอนนอนข้างแก้มหอม

“ไป ขึ้นรถ”

คนคนนั้นสลัดมือฉันออกแล้วกลับขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ ฉันอยากยกมือตัวเองขึ้นส่องดูอีกแต่ก็ไม่กล้าอีกต่อไป

พี่จูผิวปากใหม่ และพอรถเคลื่อนก็ร้องเป็นเพลงทำนองเดิม

“…คอยแต่เธอ หลงละเมอเพ้อคอยแต่เธอ รักแรกเจอเพ้อครวญเรียกหา ขอเธอจงอย่าหน่าย รักไม่คลายจากเธอ…”

ใช่…คนคนนั้นคือพี่จู คนที่ฉันเกือบจะลืมหมดสิ้นไป

 

ฉันคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง ลุกขึ้นไปคว้าซองจดหมายมาอีกฉบับ รูปที่สอดไว้ข้างในยังอยู่

ใบหน้ากลมๆ ผมซอยสั้น เสื้อลายตารางสีแดงอ่อน…เหมือนภาพซ้อนกับบางใบหน้าที่เกือบจะหลงเลือนไป

[พี่เข้าใจน้องทุกอย่าง เรื่องที่น้องได้พบมาก็เหมือนที่พี่เคยพบ เราเป็นคนจริงใจ แต่สิ่งที่ได้คือความทรยศหลอกลวง แต่พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…

พี่ชุน]

พี่จูปลิวคว้าง! เมื่อพี่ชัยกระชากคอเสื้อแล้วพุ่งกำปั้นเข้าใส่ ถัดจากนั้นก็ง้างขาตาม เสียงดังฉัวะ เหมือนใครบุบต้นกล้วย พี่จูร้องดังโอ้ก พี่ชัยยังไม่ยั้ง ตามเข้าฟาดขาอีกหน

ฉันตกตะลึงและความหนาวเย็นลามไล่ขึ้นสันหลัง รู้สึกได้ทันทีว่าตัวเองกำลังขาสั่น ภาพเหล่านั้นเห็นเต็มตา ฉันอ้าปาก

แต่แล้วก็งับหุบ ยกมือปิดปากตัวเอง ฉันจะเรียกหาใครช่วยได้ แล้วใครจะช่วยใคร เพราะตอนนี้พี่จูลงไปนอนกับพื้นแล้วเหมือนกองผ้าฟ่ามๆ พี่ชัยตามเข้ากระทืบเหมือนรอจังหวะมานาน

พี่จูแผดเสียงขึ้นในช่วงเวลาอันสั้น และก็โดนฝ่าตีนย่ำลงทันควันอย่างทารุณอีก…

“มานี่อีพี่!” พี่โฟถลันเข้าคว้าข้อแขนฉัน

“เอ๊ะ อะไรพี่โฟ!”

“อีจู มึงทำอะไรอีพี่ไปแล้วบ้าง” พี่เถินเสียงดังเข้าใส่

“ทำอะไร”

“มึงเยียะ_ีกับอีพี่แล้วใช่มั้ย!”

“จะบ้ารึพี่เถิน!” พี่จูโต้ตอบพี่สาว

“ก็มึงเยียะหรือไม่เยียะเล่า! เมื่อคืนมึงนอนกอดกันรึเปล่า!”

“ใจเย็นอีเถิน!” พี่โฟร้องบอกเพื่อน

“ไม่ยงไม่เย็นมันแล้ว! กูอดกับมันมากแล้ว อีน้องเหลือขอ อีหน้าหมาจู!”

ฝ่ามือพี่เถินสะบัดใส่ใบหน้าของน้องสาวสองครั้งติดๆ กัน…

[…เรื่องที่น้องได้พบมาก็เหมือนที่พี่เคยพบ เราเป็นคนจริงใจ แต่สิ่งที่ได้คือความทรยศหลอกลวง แต่พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…

พี่ชุน]

 

ให้ตายเถอะ! ชีวิตชาติหมา! ฉันพยายามจะเสกสรรค์ปั้นแต่งเรื่องราวมากมาย เล่าให้มิตรทางจดหมายฟังว่าฉันเป็นคนขี้เหงา ว้าเหว่ เร่ร่อนเหมือนนกขมิ้นไร้คอนไร้รัง เพราะฉันเคยอกหัก ถูกคนรักหลอกลวง…ขี้หมาเถอะ! ทั้งที่ชีวิตจริงๆ มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่านั้น

ฉันเคยผ่านผู้คนมาแล้วเท่าไหร่ และอะไรหรือที่ฉันมุ่งหวัง…ก็อย่างที่จดหมายของมิตรใหม่คนนี้เขียนว่า…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…

…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…

เหมือนมีเสียงก้องสะท้อนกลับไปกลับมาในโสตประสาท สลับกับคำว่า พี่ชุน…พี่จู…พี่จู…พี่ชุน

…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…พี่ก็หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้…

ฉันไม่รู้ตัวเลยว่านานเท่าไหร่ ที่ตัวเองจมดิ่งลงไปในความพร่าพร่าง มีแต่น้ำตากลบตา จู่ๆ ก็พลันตระหนักขึ้นมาว่า ตัวฉันก็เป็นอีกคนที่ช่างทรยศหลอกลวง ไม่ต่างอะไรกับคนชั่วช้ามากมายในโลกใบนี้ แม้จะมีเหตุผลให้กับตัวเองเท่าไหร่ ก็คงไม่อาจลบล้างความจริงได้

แม้แต่ความจริงสุดท้ายที่ฉันตอบจดหมาย เขียนจดหมาย ถึงมิตรใหม่คนที่ย้ำมาตลอดเวลาว่า…พี่หวังว่าจะมีคนจริงใจเหลืออยู่ในโลกนี้… หัวใจดวงนี้ที่รอคอยพบคนจริงใจสักครั้ง…พี่หวังอย่างที่สุดว่าจะมีคนจริงใจกับตัวพี่บ้าง…

บทความก่อนหน้านี้“มาครง” ชงปมไฟป่าแอมะซอน ถกในเวที “จี7” สุดสัปดาห์นี้
บทความถัดไปแม่ ‘ส.ส.เอ้’ พรรคภูมิใจไทย เปิดใจ ลูกชายมีเงินในบัญชีกว่า 5 พันจริง ส่วน ‘รถตู้’ ยืมเพื่อนใช้