อุรุดา โควินท์ / อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : เห็ดไร้นาม

อุรุดา โควินท์

ฉันต้องจัดการเห็ดที่ได้มา เราไม่ได้ซื้อ แต่มันมีค่า เพื่อนเห็นฉันชอบทำอาหาร เลยเก็บเห็ดที่เธอเพาะมาให้ มีทั้งเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู แต่ละชนิดไม่น้อยเลย

“กินไม่หมด เธอก็แบ่งคนอื่นสิ” เธอว่า เมื่อฉันขอให้เธอเอาเห็ดกลับไปบ้าง

“คนอื่นน่ะ ใครล่ะ ฉันไม่รู้จักใคร บ้านตรงกันข้ามเจ้าของชื่ออะไรฉันยังไม่รู้เลย”

“เธอเป็นคนเชียงรายนะ” เพื่อนกระแทกเสียงตอนเปล่งชื่อจังหวัด

แล้วไงอ่ะ มันผิดมากมั้ย ที่ไม่ได้อยู่บ้านมาเกือบสามสิบปี ผิดแค่ไหน ที่นกบินหารวงรังไกลออกไป แล้วผิดด้วยเหรอ ถ้าคนเราจะไม่ลงหลักปักฐาน

“เกิดที่นี่ เรียนจบ ม.6 ที่นี่ ตอนนี้กลับมาอยู่ที่นี่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะอยู่นานแค่ไหน เรียกคนที่นี่ได้มั้ย”

“แล้วเธอเป็นคนที่ไหนล่ะ”

เคยได้ยินคำถามคล้ายๆ กันนี้ ฉันตอบไม่ได้ ทั้งฉันไม่แน่ใจ-คำว่าคนที่นี่ หมายถึงอะไรกันแน่

ฉันรู้แต่ว่า พื้นที่ซึ่งฉันเป็นตัวเองที่สุด ปลอดโปร่งที่สุด และมั่นใจสูงสุด คือพื้นที่ของการเขียน

บางที…ฉันอาจเป็นคนของการเขียน เป็นนักเขียนของนักอ่าน

บ้านที่แท้จริงของฉันคือโต๊ะวางคอมพิวเตอร์ ฉันหมายถึงโต๊ะตัวไหนก็ได้ รวมทั้งโต๊ะตัวนั้นจะตั้งที่ไหนก็ได้อีกนั่นล่ะ

“เราต้องเป็นคนที่ไหนสักแห่งใช่ป่ะ หรือไม่จำเป็น” ฉันถามเพื่อน

เพื่อนหัวเราะ “เอาที่เธอสบายใจ”

 

บางทีฉันก็อิจฉาเธอ เธอเกิด เติบโต และทำงานที่นี่ เธอรู้จักมันอย่างที่ฉันไม่มีวันรู้ เธอภาคภูมิใจ และเป็นส่วนหนึ่งของเชียงรายอย่างเธอจริง ทั้งชีวิต ดูเหมือนเธอไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าได้อยู่ในบ้านเกิดอย่างมีความสุข และเธอก็มีความสุขจริงๆ

มันแจ่มจ้าในดวงตาเธอ มันอยู่ในเห็ดที่เธอส่งให้ฉัน

“อยากลองไปอยู่ที่อื่นบ้างเหมือนกัน คงสนุกดี” เพื่อนว่า

“ก็ไปสิ”

“มันไม่ง่ายนะ ไม่ใช่ทุกคนจะตัดสินใจปุ๊บปั๊บอย่างเธอ”

จริงของเพื่อน และก็เป็นความจริง-ชีวิตของฉันยาก เพราะการตัดสินใจโดยสัญชาตญาณของฉันทั้งสิ้น

แม่เรียกว่า เอาแต่ใจ น้องสาวบอกว่า ฉันคิดสั้นไป แม่กับน้องอาจพูดถูก แต่ฉันชอบความยากที่ฉันเลือก ฉันพร้อมรับผิดชอบมัน แล้วมันก็หลอมให้เกิดฉันคนนี้

พระเจ้าไม่ได้มอบทุกคุณสมบัติไว้ในหนึ่งคน เราจึงต่างก็เกิน ขาด หรือพร่อง เพราะฉันเป็นคนไร้ราก เพื่อนจึงเอ็นดู เป็นห่วงเป็นใย

 

เห็ดที่กองอยู่ในครัว คือพยานรักของเพื่อน ก่อนกลับ เธอบอกให้ฉันแบ่งเห็ดไปให้เพื่อนบ้าน จะได้เริ่มทำความรู้จักพวกเขา

“บ้านใกล้เรือนเคียง ต้องพึ่งพากัน” เธอย้ำ

นาทีนั้นฉันรู้สึกว่าเธอเหมือนพี่สาว ฉันรีบพยักหน้า แล้วฉันก็แจกเห็ดทั่วซอย โดยแบ่งใส่ถุง วานน้องที่ทำงานบ้านแม่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปมอบให้ทุกบ้าน ฉันทำตามที่เพื่อนบอกแล้วนะ (แต่ไม่รู้จักเพื่อนบ้านอยู่ดี)

เหลือเห็ดให้จัดการไม่มากนัก มื้อแรกเราจะทำอะไรกินดีล่ะ เห็ดฟางต้องมาก่อน เพราะเสียง่ายสุด คิดแล้วก็ขำ วันนี้ทั้งซอย 3 คงกินเมนูเห็ดกันพร้อมหน้า… เห็ดจากฟาร์มของคนแปลกหน้า แจกจ่ายโดยคนต่างถิ่น

ไม่อยากไปตลาดแล้วล่ะ ถ้าไม่คิดอะไรมาก เห็ดฟางผัดกับไฟแรงๆ ก็อร่อย

อืม… แต่เรามีหมูแดดเดียว ซึ่งฉันตั้งใจจะทอด เอาเห็ดมาต้มยำเถอะ

 

มีน้ำพริกลาบเหลือ ใส่ลงไปสักนิดคงอร่อยดี ได้อารมณ์เหมือนยำจิ้นไก่ ตัดข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดออก ลำพังน้ำพริกลาบก็ร้อนพอแล้ว เฮ้ย! ง่ายด้วยล่ะ ปรุงให้รสไม่จัด เราจะซดน้ำได้สบายใจ ใส่เห็ดเยอะๆ น้ำต้มเห็ดอร่อยจะตาย เจอน้ำพริกลาบต้องอร่อยยกกำลัง

ตั้งน้ำในหม้อเล็ก พอน้ำเดือดฉันใส่เห็ด ครั้นเห็ดสุกก็โปรยน้ำพริกลาบลงไป มันมีเกลืออยู่บ้างแล้ว เราต้องระวังเค็ม เติมน้ำปลานิดหน่อยพอ ใส่มะเขือเทศหั่นเพื่อความสวยงาม และเพื่อให้มีความเปรี้ยวนวลๆ แบบสาวขี้อาย

ปิดเตา แล้วค่อยเติมมะนาว (สาวเปรี้ยวตัวจริง) ไม่มากนัก แค่พอรู้ว่าเปรี้ยว ฉันอยากได้ต้มยำที่ตักซดแล้วซดเล่า อยากให้รสชาติของเห็ดมาอยู่ในน้ำ และอยากให้เราเคี้ยวเห็ดด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังกินลาบเห็ด

ตักใส่ชามดิน รองด้วยชามดิน โรยต้นหอมซอยกับผักชีฝรั่ง

ถ้าใครเดินผ่านครัวตอนนี้ ต้องคิดว่าฉันทำลาบแน่ๆ

 

เอาถ้วยเดินไปหาแสง คว้าผ้าไปด้วยผืนหนึ่ง ฉันจะถ่ายรูป ส่งให้เพื่อนดู ตอนนี้เห็ดของเธอได้กลายร่างเป็นอาหารแล้ว

อร่อยมาก แต่ยังไม่มีชื่อ เราทำมั่วๆ น่ะ คงอร่อยเพราะเห็ดของเธอ ฉันพิมพ์บอกเธอ พร้อมส่งรูปใน inbox

เธอส่งสติ๊กเกอร์รูปหมาน้ำลายไหลกลับมา ก่อนพิมพ์คำถาม เอาเห็ดไปให้เพื่อนบ้านแล้วใช่ป่ะ

ฉันอมยิ้ม ขณะพิมพ์ เรียบร้อยแล้วจ้า

แล้วฉันก็รีบส่งสติ๊กเกอร์หมาที่มีหัวใจให้เธอ ปิดการสนทนาก่อนที่เธอจะถาม-ฉันรู้จักเพื่อนบ้านแล้วใช่มั้ย ชื่ออะไรบ้าง

เธอต้องถามแน่ๆ ไม่วันนี้ก็สักวันที่เธอเจอหน้าฉัน

ไว้ค่อยว่ากัน เรื่องชื่อเพื่อนบ้านน่ะ ชื่ออาหารจานนี้ยังไม่มีเลย รู้แต่ว่ามันปรุงจากเห็ดที่เพื่อนฟูมฟักมาอย่างดี

ชื่อเอาไว้ทีหลัง กินให้อร่อยก่อนเถอะ

ฉันรีบตักข้าว หมูทอดกับต้มเห็ดนิรนามรออยู่ และเขาก็เดินออกมาแล้ว

บทความก่อนหน้านี้วอชเชอร์ : “จีดีพีหด-ฆ่าตัวตาย-ข้าวเหนียวแพง” เศรษฐกิจไทยป่วยหนัก?
บทความถัดไปมองการชุมนุมฮ่องกงครั้งใหม่ กับ “วาสนา วงศ์สุรวัฒน์” เมื่อประชาชนลุกขึ้นท้าอำนาจจีน ก้าวต่อไปจบแบบไหน?