ทราย เจริญปุระ | พื้นที่ “ใช้” ชีวิต

ทราย เจริญปุระ

1.”อยู่ๆ ไปมันก็รักกันเองแหละ เราซะอีกจะตกกระป๋อง” หลายคอมเมนต์พูดถึงชีวิตแม่แมวของฉัน ที่กำลังก้ำกึ่งว่าจะงอกลูกเพิ่มมาอีกตัวดีมั้ย

มะโม่งอนแม่ตั้งแต่เมื่อวาน ฉันเป็นคนไม่เก่งเรื่องความสัมพันธ์จริงๆ แหละ คือบริหารความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นไม่เก่ง บริหารใจตัวเองก็ไม่เก่ง

ฉันไม่ได้อยากพนันกับความรักขนาดนั้น “อยู่ๆ กันไป” นี่มันไม่น่าจะใช่หนทางที่ดี หลายคนอาจจะจำได้ว่าก่อนรับโม่มา ฉันประสาทเสียมากมาย ว่าโม่จะเกลียดฉันมั้ย จะเลี้ยงได้มั้ย จะไปกันรอดหรือเปล่า

พอเจอวันเสาร์ ฉันสงสารน้องมาก เพราะตัวเล็กจิ๋ว ท่าทางร่อแร่อ่อนแรง แต่แผดเสียงดังก้องแบบไม่ยอมใคร ขนาดไปหาหมอฉีดยายังต้องจับกันสองสามคน

แต่ฉันก็ไม่อยากแค่เลี้ยงอะไรเพราะสงสาร มันเป็นความรักชั้นที่ตื้นเขินที่สุด และบางทีก็ไม่ได้พาไปไหนไกล นอกจากวนเวียนซ้ำซากกับความสงสารเวทนา มะโม่นั้นหยิ่ง และฉันเชื่อว่าวันเสาร์ก็หยิ่งเท่าที่ชีวิตสามสี่เดือนจะสอนมันมา ฉันกำลังคิดแทนแมวแหละ แต่มันก็น่าเศร้าที่จะเป็นที่สงสารมากกว่าที่รัก

หันมามองโม่ที่ยังเดินกะเผลกขาซ้ายนิดๆ แล้วก็ได้แต่กอดแน่นๆ โม่ไม่ค่อยงอแงเวลาฉันขอกอด ถ้าจังหวะดีๆ ก็จะกอดกันได้ทีละนานๆ เอาคางเกยหัวเล่นได้ ร้องไห้ใส่ให้โม่เช็ดน้ำตา หรือวันไหนแม่ไม่สวยพอ โม่ก็จะเลียหัวเลียหน้าให้จนแม่งามขึ้นมาก

แต่สองวันมานี้ออกจะงอแงอยู่ นอกจากจะทำตัวแข็งเวลากอดแล้วยังแง้บแม่แบบวัยรุ่นขี้หงุดหงิด

ไม่รู้คนอื่นๆ จะหมดเวลาในชีวิตไปกับการกังวลเรื่องแมวแมวแบบนี้มั้ย แต่การได้รักและเป็นที่รักนั้นสำคัญมากสำหรับฉัน วันหนึ่งโม่อาจจะทำใจได้ วันหนึ่งฉันอาจเลี้ยงแมวเป็นโหล รอให้มันมาแทะศพฉันตอนตายแห้งอยู่ในห้อง

วันหนึ่งฉันอาจจะมีวันเสาร์ วันอาทิตย์ วันจันทร์ หรือไม่มีวันไหนเลย มีแต่ความระแวงของโม่

หรือที่สุดแล้วสองแมวจะเข้ากันได้ และฉันก็มีหน้าที่แค่เป็นคนให้อาหาร และมีมันไว้ในชีวิตเฉยๆ ตั้งอยู่ตรงนั้นและเป็นแมวเท่าที่แมวจะเป็น

2.ฉันวุ่นวายอยู่กับธุระแมวๆ นี่แบบกึ่งรู้ตัวกึ่งทุ่มเท

และเขียนเรื่องแมวๆ ส่วนหนึ่งออกมาให้เพื่อนอ่าน ก็ข้อความตามที่คุณได้อ่านข้างบนนั่นล่ะ

ปฏิกิริยาของผู้อ่านก็คือขำเกินครึ่ง

อาจจะรวมถึงคุณที่กำลังอ่านอยู่ในตอนนี้ด้วย

ก็นี่มันความรู้สึกบ้าบอไร้สาระ คิดแทนแมว คิดแทนตัวเอง คิดเผื่อโน่นเผื่อนี่ไปเสียทุกอย่างทั้งที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงแม้แต่อย่างเดียว

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ก็คือ เรื่องเหล่านี้จริงเฉพาะในสมองของฉันเท่านั้น

แล้วพอคนชักขำมากเข้า ฉันก็อาย

แต่บางส่วนในใจก็ขมขื่น

ขมขื่นว่าไม่น่าเลย ไม่น่าเอาเรื่องในหัวเราออกมาวางแบให้คนได้รู้เลย

ฉันจะคาดหวังปฏิกิริยาแบบไหนกันเล่า

เขาขำนั่นล่ะถูกแล้ว

คุณนึกออกไหม,

ผู้หญิงอายุ 40 ที่มีงานมีการทำ มีคู่รัก มีน้องชายน้องสาว มีเพื่อน ไม่ควรมาเสียสติกับเรื่องแมวตัวหนึ่งที่พลัดเข้ามาในชีวิต แต่มันเลือกไม่ได้ ว่าวันๆ สติของฉันจะถูกจับจ่ายไปกับอะไรบ้าง

3.เมื่อวันก่อนฉันได้รับเชิญไปพูดถึงหนังสือ “ในโลกอันแปรปรวน : บันทึกของนักเขียนไบโพลาร์” ซึ่งฉันก็ไปบอกเขาว่าอ่านไปอ่านมา ก็เหมือนนั่งอ่านไดอารี่ชีวิตตัวเอง

ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าฉันเขียนไดอารี่ หรือถ้าเขียนไดอารี่แล้วจะได้เรื่องแบบนี้ แต่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ถ้าฉันถือปากกาไฮไลต์ในมือ คงขีดเน้นข้อความไปแทบทุกหน้าด้วยความเข้าอกเข้าใจ แม้จะไม่ได้เหมือนกันจนทาบทับได้สนิท แต่ก็เข้าใจเหลือเกิน ว่าสมองยุ่งเหยิงพร่องสารเคมีของมนุษย์เช่นฉันหรือผู้เขียนนั้น สามารถเข้าใจ สร้าง และทำลายเรื่องราวธรรมดาๆ ในแต่ละวันได้มากมายขนาดไหน

“…ลองไปหานักบำบัดสิบคน ก็จะได้สาเหตุมาร้อยข้อ แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็จะพูดแต่เรื่องเดิมๆ ที่เรียกว่าความอ่อนไหวไม่มั่นคง หรือถ้าพูดตามตัวอักษรคืออาการบาดเจ็บ คำนี้แม้ว่าในชั้นแรกหมายถึงแนวโน้มที่จะมีอาการเจ็บป่วยทางจิต แต่โดยทั่วไปเราเข้าใจได้ว่ามันคือความเปราะบาง เหมือนเครื่องรับที่ดักจับความรู้สึกไวเกินไป จนกลายเป็นภาระให้กับโลกภายนอก การรับรู้ที่มากเกิน การมองดูที่มากเกิน และความคิดของคนอื่นๆ จะถูกนำมาประมวลเข้าด้วยกัน จนกระทั่งมุมมองภายนอกอยู่เหนือดวงตาภายใน เช่น การย่างกรายเข้าไปในที่สาธารณะ ไม่ว่าโรงละครหรือบาร์ เหล้า จะกระทบพวกที่อารมณ์อ่อนไหวไม่มั่นคงอย่างฉับพลัน ทันทีที่ต้องปรากฏตัวในอาณาบริเวณทางสังคมอันตึงเครียด อันตรายหลากหลายรูปแบบอาจก่อตัวขึ้นในอาณาบริเวณนั้น การพูดคุยเรื่องมโนสาเร่แปรเปลี่ยนเป็นกลลวง สายตาของผู้คนที่นั่นคล้ายกำลังจู่โจม เนื้อหากระท่อนกระแท่นในบทสนทนาเฝ้ารบกวนสมาธิ แค่ยืนอยู่เฉยๆ คนคนนั้นก็หลงทิศทางชนิดกู่ไม่กลับ คนที่อ่อนไหวไม่มั่นคงจะต้องพยายามเอาชนะใจตัวเอง หากไม่อยากหลุดเข้าไปสู่ความกลัวการเข้าสังคมอย่างเต็มรูปแบบ ถ้าคนนั้นฝืนไม่ไหวและสับสนกับโลกภายนอกทั้งหมด เขาก็จะหลีกเลี่ยงผู้คน และหลงลืมการเข้าสังคมหากว่าเคยเรียนรู้เรื่องการเข้าสังคมมาก่อน ไม่ก็ต้องพึ่งพาการดื่มและเสพยาเพื่อบรรเทาอาการ ทำให้ประสาทเริ่มสับสนงงงวย แล้วค่อยๆ ปล่อยให้มันล้มตึงลงไป”*

บ่อยๆ ที่ฉันถูกถามว่าเอาเรื่องตัวเองมาเล่าทำไม เรียกร้องความสนใจเหรอ สร้างสถานการณ์หรือเปล่า

จะว่าเรียกร้องความสนใจก็ไม่เชิงหรอก แต่เรียกร้องความเข้าใจก็พอได้อยู่ โลกรอบตัวฉันบางทีก็หดแคบเสียจนการเล่าลอยๆ ไปสู่ผู้คนที่คอยวิจารณ์อยู่มันอาจจะเป็นทางออกที่พอจะทำได้ เหมือนสร้างเหตุผลบางอย่างให้ความเจ็บปวดที่มี พฤติกรรมแปลกๆ นิสัยประหลาดๆ บางอย่าง

และยังไงก็ดีกว่าให้คนอื่นพูดถึงสิ่งที่ฉันทำหรือเป็น โดยไม่ได้รู้สักนิดว่ามันประกอบไปด้วย

ตัวแปรอะไรบ้าง

ฉันเหนื่อยกับการ “รู้สึก” อะไรบางอย่าง แต่ต้องทำเป็นไม่รู้สึกเพื่อให้ดูปกติ

ฉันไม่ได้คาดหวังความเข้าใจ-ขนาดนั้น- แต่การได้รู้ว่าอย่างน้อยก็ต้องมีใครอ่าน จะอ่านเอาสะใจ เข้าใจ เห็นใจหรืออะไรก็ตามเถอะ

ฉันว่าฉันมีสิทธิ์พูด

ฉันยินดีรับการตัดสินจากคนอื่น

มันก็เป็นราคาที่ฉันต้องจ่ายอยู่แล้ว

แต่อย่างน้อยคนอื่นเขาจะได้รู้ ว่ามีคนแบบฉัน คนที่จมดิ่งและหมกมุ่น แต่ยังทำงานได้ ยังใช้ชีวิตได้

ขอให้ฉันได้มีพื้นที่ใช้ชีวิต

ขอให้ฉันได้ทำงานทำการและบ่นบ้า เพื่อจะยังชีพต่อไปทีละวัน

ทีละวัน

ในโลกอันแปรปรวน บันทึกของนักเขียนไบโพลาร์” (Die Welt Im Rucken) เขียนโดย Thomas Melle แปลโดยอัญชลี โตพึ่งพงศ์ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก โดยสำนักพิมพ์ไลบรารี่ เฮ้าส์, มิถุนายน 2562

*ข้อความจากในหนังสือ

บทความก่อนหน้านี้โปสการ์ด มาถึงช้า 26 ปี! (จนเจ้าของย้ายเก่าบ้านหนีไปแล้ว) | ตลกต่างแดน
บทความถัดไป‘ชินวรณ์’ ชี้ รัฐบาลแพ้โหวตฝ่ายค้าน เพราะการสื่อสาร จี้เร่งเคลียร์ 5 ส.ส.พรรคจิ๋ว