ไปดูต้นแบบ แอพ “หาหมอผ่านอินเตอร์เน็ต”จะเกิดได้ต้องอาศัย “รัฐบาล”

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทรfacebook.com/eightandahalfsentences

“หาหมอ”

เช้าวันหนึ่ง อากาศเย็นสบาย

คุณตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการเจ็บคอ

กลืนน้ำลายติดขัด

ครั่นเนื้อครั่นตัวเล็กน้อย

ร้อนๆ รุมๆ คล้ายจะเป็นไข้

คุณยังนอนอยู่บนเตียง

นึกในใจ

“ป่วยแบบนี้ ไปหาหมอดีมั้ย”

คุณลุกออกจากเตียงแสนสบาย

เดินเข้าไปที่ห้องน้ำ ส่องกระจก

แววตาคุณดูอิดโรยกว่าที่คิด

แปรงฟัน อาบน้ำเสร็จ

รู้สึกหนาวสั่น ต้องรีบเดินไปปิดแอร์

ระหว่างที่แต่งตัว คุณไอถี่ขึ้นเรื่อยๆ

และเจ็บคอทุกครั้ง

คุณนึกในใจ

“ไม่ไหวแล้ว ลางานเช้าไปหาหมอดีกว่า”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามกลุ่มผู้บริหารจากโรงพยาบาลสมิติเวชมาที่ “เมืองหางโจว” เพื่อศึกษาดูงาน

เมืองหางโจว เป็นเมืองท่องเที่ยวของชาวจีน

มีต้นไม้เต็มเมือง ร่มเย็น อากาศสบายๆ

ทะเลสาบ “ซีหู” เป็นที่ขึ้นชื่อในความสวยงาม

และถ้าในวงการเทคโนโลยี หรือสตาร์ตอัพ

ทุกคนจะรู้กันดีว่า เมืองหางโจว คือบ้านเกิดของ “แจ๊ก หม่า”

เจ้าของบริษัทอาลีบาบาที่ยิ่งใหญ่

ต้องยอมรับว่า อาลีบาบาทำให้คนหางโจวทำธุรกิจร่ำรวยเป็นล่ำเป็นสันทีเดียว

ผลิตของออกมาก็ขายได้ในอาลีบาบา

ไม่ต้องไปเสียเวลาป่าวประกาศโฆษณาที่อื่นให้เสียเงินเสียทอง

เมืองหางโจวนอกจากจะเป็นบ้านของ “อาลีบาบา” แล้ว

ก็ยังเป็นจุดกำเนิดของสตาร์ตอัพที่โด่งดัง

และก็เป็นจุดหมายปลายทางของพวกเราในการเดินทางครั้งนี้

นั่นคือ บริษัท “วีดอกเตอร์ (WeDoctor)”

บริษัท “วีดอกเตอร์” ก่อตั้งเมื่อปี 2010

ปัจจุบันถือว่าเป็นสตาร์ตอัพทางด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองจีนแห่งหนึ่ง

มีนักลงทุนคนสำคัญคือ บริษัท “เท็นเซ็นต์ (Tencent)”

เจ้าของแอพพลิเคชั่นที่คนใช้เยอะที่สุดในประเทศจีน นั่นคือ “วีแชต (WeChat)”

บริษัทนี้ ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัทสูงถึง “ห้าพันล้านเหรียญสหรัฐ”

หรือราวๆ แสนกว่าล้านบาท

โดยตั้งใจแก้ปัญหาที่ใหญ่แทบจะที่สุดของคนจีน

นั่นคือ การไป “หาหมอ”

โรงพยาบาลในประเทศจีนนั้น มีไม่พอกับปริมาณคนป่วยในจีน

หากต้องไปโรงพยาบาลแล้ว ก็จะต้องเสียเวลาไปนั่งรอเป็นวันๆ

มีเรื่องเล่าติดตลกว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรมา นางพยาบาลจะให้น้ำเกลือกับคุณก่อน

แล้วก็ให้นั่งรอหมอ

เป็นการปลอบประโลมว่าดูแลให้ละนะ

นั่งให้น้ำเกลือฆ่าเวลากันไป

วีดอกเตอร์เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาที่ใหญ่หลวงนี้

ให้กับคน “สองพันล้าน” ในประเทศจีน

เริ่มจากการเป็นเหมือน “ตลาดนัดพบ” ให้คนไข้ได้เข้ามาเลือกคุณหมอที่ตัวเองอยากเจอ

แล้วก็ทำนัดหมายล่วงหน้า

พอไปถึงโรงพยาบาล ก็เข้าตรวจได้เลย ไม่ต้องรอนาน

พอทำไปเรื่อยๆ ก็พบว่า โรงพยาบาลยังไงก็ไม่พอ

เรื่องบางเรื่อง แค่คุยกับคุณหมอ 5 นาทีก็รู้เรื่อง ทำไมต้องเสียเวลาเดินทางไปโรงพยาบาล

จึงทำเรื่อง “หาหมอผ่านอินเตอร์เน็ต” ขึ้นมา

นึกภาพว่า ทำการนัดหมอแล้ว แต่ไม่ต้องไปโรงพยาบาล

แค่เปิดกล้องที่มือถือก็สามารถคุยกับคุณหมอได้ทันที

วินิจฉัยกันตรงนั้นได้เลย

แค่นั้นยังไม่พอ

เพราะถ้าป่วยก็ต้องไปซื้อยา

แอพพ์นี้ก็มีบริการสั่งยาออนไลน์ได้ด้วย โดยมีแพทย์สั่งยาให้ได้เลย

ยามาส่งให้ที่บ้าน ในอีกไม่กี่ชั่วโมง

ซ้ำยังมีระบบการเบิกประกันสุขภาพได้ด้วย

ไม่ต่างจากการไปโรงพยาบาล

สิ่งนี้สร้างประโยชน์ นอกจากทำให้การหาหมอเป็นเรื่องง่ายแล้ว

ยังทำให้โรงพยาบาลมีคนน้อยลง เปิดพื้นที่สำหรับคนที่ไม่สบายหนักๆ ให้ไม่ต้องรอนานด้วย

ปัจจุบันในตลาดนัดหาหมอ มีคุณหมอมาให้บริการแล้วกว่าสามแสนคน

มีคนไข้มาใช้บริการแล้วมากกว่า “หนึ่งพันล้าน” ครั้ง

ถ้าคิดเป็นปริมาณคนที่ต้องต่อคิวหนึ่งพันล้านคน

คงจะต่อได้ไปถึงดวงจันทร์เลยทีเดียว

และที่เขาทำได้ เป็นเพราะ “รัฐบาล” สนับสนุน

ผ่านกฎหมายต่างๆ ให้สามารถทดลองวิธีการใหม่ได้ ภายใต้กรอบที่ไม่คับแคบจนเกินไป

ลองทำเทคโนโลยีมาช่วยมนุษย์

แน่นอนว่า ต้องมีคนไม่ดีหลุดมาบ้าง ปลอมเป็นหมอ คุณภาพไม่ดี ต่างๆ นานา

แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

คนไม่ดีที่ตรวจพบ ก็เอาออกจากระบบซะ

ไม่เอาความกลัวพลาด มาทำโทษคนดีๆ อีกมากมายที่ต้องการจะใช้บริการแบบนี้

ทดลอง ผิดพลาด เรียนรู้ ก้าวต่อ

เป็นทัศนคติของ “สตาร์ตอัพ” ที่สร้างนวัตกรรมที่น่ายกย่อง

คนกรุงเราจะไปหาหมอครั้งหนึ่ง

ก็ใช้ครึ่งวันทุกทีไป

ใครก็ได้ ช่วยแก้ไขที

บทความก่อนหน้านี้รสนิยมที่สุดทึ่ง! ของ ‘กวินเนธ พัลโธรว’ ฟังแล้วอึ้งแน่!
บทความถัดไปนัดพิจารณาคดี ‘บิ๊ก ป.ป.ช.’ ยื่นทรัพย์สินเท็จ 260 ล. เสร็จสมบูรณ์ 13 ส.ค.