การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ …ความจริงที่เธอจะบอกกล่าว

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

“จําเป็นขายก็ต้องขาย!”

ยายร่อยออกปากเสียงแข็ง ต่อหน้าพ่อและแม่ที่นั่งบนตั่งใต้ต้นลำไย

แม่นั้นชักสีหน้าทันที ตั้งแต่ยายร่อยเริ่มเปิดฉากจาระไน แต่ยังไม่มีคำกล่าวใด ขณะที่พ่อยังมียิ้มในสีหน้าอยู่

“ค่อยๆ พูดก็ได้ เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไป” พลางหัวเราะเบาๆ

“บ่ใช่เวลาจะมาพูดเล่น หนาน! เรื่องมันใกล้มาติกๆ” ยายร่อยตอบกลับทันที

“น้าจะให้ฉันทำยังไงหรือ” แม่พูดออกมาในที่สุด

“จะทำยังไงอีก ขะใจ๋ไปอู้จ๋ากับเขาเสีย”

“เขา” ก็คือลุงรุ่ง พ่อของเด็กกะออม น้องชายคนสุดท้องของยายและยายร่อย

“เขาจะได้ฟั่งไปจัดการเสียที่อำเภอ”

จนยายร่อยออกจากบ้านไปแล้ว ฉันจึงค่อยเห็นสีหน้าของแม่ ที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก…

“พี่” แม่เหลียวไปพูดกับพ่อ “พี่คิดว่ายังไง”

พ่อมีสีหน้า “คิด” แต่เหมือนไม่อนาทรร้อนใจอะไรมากนัก

“แล้วแต่แม่ ว่ายังไงก็ว่าตามนั้น”

แม่มีสีหน้าเครียดขึ้นทันที

“พี่อย่ามาพูดแบบนี้นะ! นั่นมันที่ดินของพี่มัน…ที่ของแม่ฉัน”

“ก็ถ้าเขามาออกปากขนาดนี้ มีความเดือดร้อนกัน…ช่วยได้ เราก็น่าจะช่วยไป แต่ก็แล้วแต่แม่ไง จะไม่ให้เขา ก็ต้องไปพูดกับเขาดู”

“พี่” แม่เสียงหนัก “พี่เห็นตอนที่ยายร่อยมาพูดตะกี้มั้ย”

“เห็นสิ นั่งอยู่ด้วยกัน”

“ยายร่อยไม่พูดกับฉันมากเท่าพูดกับพี่เลย ทั้งๆ ที่…” เสียงแม่คล้ายจะเครืออยู่ในลำคอ “ที่ดินเป็นสิทธิ์ของแม่ฉัน ของยายอีพี่ เขาออกปากยกให้มัน แล้วพี่จะยอมให้มันไปตกเป็นของคนอื่น…”

“ไม่ได้ยกให้เขานี่ เขาแค่มาขอยืม”

“ยืมอะไรพี่!” แม่มีสีหน้าปะปนกัน ทั้งความโกรธ ความเสียใจ…ใช่ นั่นคือความเสียใจ ที่ไม่ค่อยปรากฏเลยบนใบหน้าแม่

“ยืมที่ดิน!” แม่เข่นเสียงใส่หน้าพ่อ “ใครเขาทำกัน! ยืมที่ดินคนอื่นไปแบ่งขาย!”

“เอ…ก็น้าร่อยว่าไม่ใช่การขาย แค่ขอยืมไปนั่งเอาสตางค์มาก่อน แล้วไม่ได้เอาไปแต่ที่ดินของเรา” พ่อหัวเราะออกมา “ใครจะยกที่ดินเอาไปเป็นผืนๆ ได้ใช่มั้ยล่ะ นั่งจำนองหมดทั้งของเขาของเรานั่นแหละ”

“แล้วใครจะเป็นคนไถ่คืน”

“อ้าว ก็หมู่น้าเขาสิ”

“แล้วถ้าไถ่กลับมาไม่ได้ล่ะ”

“ต้องได้ซี จะไม่ได้ได้ยังไง บ้านน้ารุ่งอยู่ในนั้น บ้านน้าร่อยเองก็เถอะ”

“ฉันไม่ไว้ใจคน” แม่พูดด้วยน้ำเสียงที่จำได้ติดหูอีกยาวนานต่อมา “ฉันไม่อยากไว้ใจ แต่ฉันคนเดียวจะไปคัดค้านอะไรได้ มีแต่พี่จะช่วยฉัน ช่วยรักษาสมบัติไว้ให้ลูก ไม่รู้ล่ะ ฉันจะไม่ยอม”

“เขาบอกอยู่นะแม่ ไม่ใช่การขาย”

“พี่! พี่หูหนวกหรือ! น้าร่อยพูดอยู่ปาวๆ จำเป็นขายก็ต้องขาย!”

 

ฉันมาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนั้น สถานการณ์คือ ทางบ้านของลุงกำลังเดือดร้อน มีภาระหนี้สินที่จะต้องเอาสตางค์ก้อนใหญ่ไปจ่าย ทางออกเดียวคือเอาที่ดินทั้งหมดไปนั่งจำนองไว้ แต่ในผืนดินที่หม่อนทวดทิ้งไว้ให้ แม้จะตกลงแบ่งชัดเจนว่าส่วนไหนของใคร ก็รวบอยู่ในโฉนดเพียงแผ่นเดียว

และลุง – ลูกชายคนสุดท้องของหม่อน คือคนที่มีชื่อในโฉนดแผ่นนั้น นั่นเพราะเป็นคนเคยบวชเรียนมา อ่านออกเขียนได้ ลงชื่อในเอกสารราชการได้เพียงคนเดียว

อันที่จริง ลุงโคมกับยายพัดเป็นทายาทเช่นกัน แต่เพราะได้ที่ดินแปลงอื่นไปแล้ว สำหรับที่ตรงนั้น อันเคยเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนเก่าแก่ของหม่อน เป็นที่ที่หม่อนหวังให้ลูกหลานสามเรือน คือลุงรุ่ง ยายร่อย และยาย ได้อยู่ร่วมลานข่วงกัน…

…ก่อนยายตายจาก เคยสั่งความออกปากว่า หากสิ้นยายวันใด ให้ยกที่บ้านที่ดินส่วนของยายให้กับฉันแต่เพียงผู้เดียว

ยายไม่ได้รวมน้อง เพราะตอนนั้นน้องยังไม่ได้มาเกิด

“แม้แต่แม่ ยายก็ไม่ให้” แม่เองเคยเล่าให้ฟังอย่างนั้น และทุกๆ คนได้ฟังมาหมดในใจความเดียวกัน

“ยายรักพี่มาก ยายอยากให้พี่เป็นเจ้าของสมบัติของยาย วันใดพี่จะเอาลูกเอาผัว ก็ให้มาแป๋งบ้านในที่ดินนี้”

นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันเองเชื่ออยู่เสมอมาว่า จะมากน้อยอย่างไร ยังมีที่ดินไว้ปลูกบ้านของตัวเอง

…บ้านของตัวฉันเอง ที่จะเป็นหลังซอมซ่ออย่างไร คือบ้านของฉัน

และฉันไม่ต้องมีลูกมีผัว ก็ควรจะสามารถสร้างบ้านได้…

แต่ไม่ทันไร แค่เพียงจะฝัน….แค่เริ่มจะฝัน ก็มีอันจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เหนือความคาดหมาย

 

เพียงบัวที่รัก,

เธอจะว่ายังไงบ้าง…ถ้าหาก…ถ้าหาก เราจะยังไม่สามารถสร้างกระท่อมของเราได้ในตอนนี้

ฉันมีเรื่องที่หนักใจเหลือเกินในตอนนี้ แล้วยังมองไม่ออกว่าจะต้านทานมันได้สักแค่ไหน

ลุงของฉัน ผู้ถือโฉนดที่ดินทั้งแปลงเอาไว้ ต้องการจะใช้ที่บ้านไปค้ำประกันเอาเงินก้อนใหญ่ พวกเขามาขอให้พ่อแม่ตกลงปลงใจให้…แม่ฉันไม่ใคร่จะยอมนัก แต่พ่อนั้นไม่ขัดขวางฝ่ายใด ฉันจึงหวั่นใจว่าสุดท้าย เรื่องจะลงเอยในทางที่พวกลุงต้องการ

ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว บางที ป่านนี้ พวกเขาอาจจะทำการไปเอาสตางค์มาแล้วก็ได้ เพราะใบที่ดินอยู่กับลุงอยู่แล้ว ได้ยินมาว่า หากเอาที่ดินไปจำนองไว้ จะยังไม่มีสิทธิ์ไปทำอะไรใหม่ๆ ในที่นั้นอีก จนกว่าจะได้ไปไถ่ถอนที่กลับมา

ฉันได้ยินแม่พูดกับพ่อว่า มันมีความเสี่ยงมากที่จะถูกริบที่ไปหมด แม่ยังว่าโชคดี ที่ตัดสินใจออกมาทำบ้านริมน้ำหลังนี้ เพราะการอยู่ในที่ที่มีคนถือโฉนดไว้ เขาจะมาสั่งรื้อบ้านเราเมื่อไหร่ก็ได้ แม่ว่าเคยเห็นตัวอย่างมาแล้วตั้งมากมาย กรรมสิทธิ์ปากเปล่าไม่เคยช่วยอะไรใครได้

แต่เราก็ยากจนเกินไป ถ้า…จะหาเงินไปขอแบ่งที่ดินออกมา ต้องไปแจ้งขอทำการรังวัดที่ดินก่อน เห็นว่าจะต้องเสียเงินอีกมากมาย ที่สำคัญ ตอนนี้ฉันเองทำอะไรไม่ได้ อายุยังไม่ถึงเกณฑ์อะไรสักอย่างเลย

เพียงบัว…จดหมายฉบับนี้อาจจะดูวกวนสับสน แต่ฉันไม่รู้จะพูดจะบอกยังไง ฉันมีแต่ความหนักใจและความหวั่นกลัวมากมายเต็มไปหมด…

 

[เพียงบัวคนดี,

ฉันเขียนจดหมายถึงเธอไปหนึ่งฉบับก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ก็ฉีกทิ้งไปแล้วล่ะ…ไม่รู้สินะ ฉันคิดว่า ยังอาจต้องรอเวลา เผื่อมันจะมีจุดที่คลี่คลาย ไม่รู้สิ ตอนนี้ฉันไม่รู้อะไรเลย แต่แค่หวัง…ว่าความหวังจะยังคงอยู่

ขีดฆ่า

เพียงบัวคนดี, เพียงบัวที่รักของฉัน

ฉันเขียนจดหมายถึงเธอไปสองฉบับก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ก็ฉีกทิ้งไปแล้วล่ะ…

ฉันมีเรื่องบางอย่างจะบอกกับเธอ

(ขีดฆ่า)

ฉันมีเรื่องบางอย่างจะเล่าให้เธอฟัง…

(ขีดฆ่า)

วันนี้ฉันเขียนบทกวีได้บทหนึ่ง ถ้าเธออยู่ใกล้ ฉันจะอ่านให้เธอฟัง

แต่เราช่างไกลกันเหลือเกิน ในเวลาที่ฉันรู้สึกอับจนหนทางอีกครั้งในตอนนี้ มีแต่ความคิดถึง-ที่มีต่อเธอเท่านั้น ที่เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงฉัน…

(ขีดฆ่า)

 

คนเดินทางคะ

เธอหายไปไหนคะ ฉันเขียนจดหมายส่งไปหลายฉบับ ได้รับหรือเปล่า มีหนังสือที่ส่งไปใหม่ๆ ด้วย เสื้อผ้าของฉันด้วยนะคะ ที่เริ่มทยอยส่งไป

ฉันมีความสุขจังเลย เวลาคิดถึงสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดกับเราทั้งสอง ฉันอดจินตนาการไม่ได้ ในหน้าหนาวที่มีหมอกลอยเคลียภูเขา อย่างที่เธอเล่าให้ฟัง ฉันอยากจะชวนเธอเอากาแฟไปนั่งกินชมหมอกกันในตอนเช้า ฉันมีเสื้อกันหนาวสวยๆ อยู่หลายตัว จะแบ่งบางตัวให้เธอ น่าจะใส่ได้แหละน่า

ถ้าเรานั่งด้วยกัน รอดูดวงตะวันลอยขึ้น เธอเล่าว่า มันจะค่อยๆ ลอยขึ้นจนพ้นหมอกใช่มั้ย แล้วจิบกาแฟหอมๆ…อุ่นๆ…ไปพลางๆ โอ้ย! เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมอีกแหละ! คนเดินทางจ๋า ฉันอยากจะให้ถึงวันนั้นเร็วๆ จัง

 

คนเดินทาง

เธอเป็นอะไรหรือเปล่า! ไม่ตอบจดหมายของฉันเลย เธอไม่สบายหรือเปล่า ฉันกระวนกระวายใจแล้วนะ ถ้าเธอมีโทรศัพท์ฉันคงจะรีบโทร.ไปหา ไม่ว่าจะต้องหยอดเงินเท่าไหร่ก็ตาม

เธอเงียบหายไปนานมากแล้วนะ ไม่รู้หรือไรว่ามีคนคอย ฉันไม่อยากคิดแล้วว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ หรือว่าเธอลืมฉันไปแล้ว

คนเดินทาง ฉันมีความเชื่อและศรัทธาในตัวเธอมาก-มาก ฉันเชื่อมาตลอดว่า เธอจะเป็นเพื่อนคนเดียวของฉัน ที่จะพาฉันโบยบินไปสู่ฟากฟ้าความใฝ่ฝันของเรา แต่อยู่ๆ เธอก็เงียบหายไป เหมือนฉันไม่มีตัวตนสำหรับเธอ หรือเธอเป็นคนแปลกหน้าของฉัน

เรากลายเป็นคนแปลกหน้ากันไปแล้วหรือเปล่าคะ?

…คนเดินทาง ฉันเริ่มจะท้อใจแล้วนะ เธอเงียบหายไปนานเกินไป ถ้าอยู่ใกล้กว่านี้ฉันจะต้องไปหาเธอให้จงได้ แต่นี่เพราะไกลเกินไป

…เราไกลกันเกินไป จนฉันทุกข์ทรมานใจเหลือเกิน จะเป็นบ้าอยู่แล้ว กับความว่างเปล่า กับการเงียบหายของเธอ…

 

ถึงคนเดินทาง

ฉันรอคอยอยู่เสมอ

ที่จะได้รับคำตอบ (จดหมาย) จากเธอ

อย่าทรมานฉัน…

โดยการเงียบหายไป

เมื่อเย็นวาน

ฝนตกหนัก

รู้ไหม…ฉันเดินฝ่าสายฝนกลับบ้าน

เพียงหวังว่าจะได้รับจดหมายจากเธอ

หากเธอกลัวว่า

ความจริงที่เธอจะบอกกล่าว

จะทำให้ฉันปวดร้าว

ขอเธอจงเลือกทำร้ายฉันเดี๋ยวนี้เถอะ

เพราะการที่เธอเงียบหายไปนาน

และยังคงปล่อยให้คำถาม (การรอคอย) ว่างเปล่าอยู่อย่างนั้น

ทำให้ฉันเจ็บปวดยิ่งกว่า…

จากฉันเอง คนที่เธอ (คง) ลืมไปแล้ว

เพียงบัว

บทความก่อนหน้านี้“มท.1”สั่งผู้ว่าฯกทม.กำชับจนท.ทุกส่วน ระมัดระวังสิ่งผิดปกติ
บทความถัดไปความท้าทายรัฐบาลประยุทธ์ 2 กับความไว้วางใจมวลชนต่อทหาร ที่ชายแดนใต้