หนุ่มเมืองจันท์ | โลกที่เป็นแต่ไม่เคยเห็น

หนุ่มเมืองจันท์facebook.com/boycitychanFC

วันก่อนคุยกับ “เจ้าสัวใหญ่” ของเมืองไทยคนหนึ่ง

ถามเรื่องเศรษฐกิจไทยวันนี้

เขาบอกว่าน่าจะดีขึ้น

ฟังแล้วสะดุดเลยครับ

เพราะเป็นนักธุรกิจไม่กี่คนที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น

แต่เหตุผลของท่านน่าฟังครับ

เขาบอกว่า รัฐบาลชุดนี้เก่งแต่เรื่องส่งออกกับในเมือง

แต่ต่างจังหวัดล้มเหลว

“กำลังซื้อ” ของเกษตรกรแห้งเหือด ราคาพืชผลทุกอย่างตกต่ำ

ฟังมาถึงตอนนี้ก็ยังงงอยู่ว่าแล้วแบบนี้เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นได้อย่างไร

“ขุนพลเศรษฐกิจ” ก็หน้าเดิมหลายคน

คำตอบก็คือ เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย

แม้นายกฯ จะคนเดิม

แต่ ส.ส.ต่างจังหวัดจะเป็นกระบอกเสียงส่งเสียงความเดือดร้อนของเกษตรกรในต่างจังหวัดให้รัฐบาลได้รับรู้

และรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส.จะตื่นตัวต่อความรู้สึกของประชาชนมากกว่ารัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร

เพราะไม่ได้ยึดโยงอะไรกับประชาชน

ส.ส.ถ้าไม่ช่วยเหลือเกษตรกร

ครั้งหน้าเขาก็ไม่เลือกคุณ

รัฐมนตรีถ้าไม่ดูแลความเดือดร้อนของประชาชน

ครั้งหน้าเขาก็ไม่เลือกพรรคคุณ

นี่คือ เดิมพันของการทำงาน

ไม่ใช่รัฐบาลชุดที่แล้วที่ไม่รู้สึกรู้สากับความเดือดร้อนของประชาชน

พืชผลราคาตกต่ำ เกษตรกรขอให้ช่วยประกันราคา หรือจ่ายเงินชดเชย

รัฐบาลจะสวนทันทีว่า “ไม่มีเงิน”

พูดจบก็ซื้อเรือดำน้ำ

ขึ้นเงินเดือนพิเศษให้ข้าราชการที่มีช่วยงาน คสช. ฯลฯ

แต่รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำอย่างนั้นไม่ได้

“อำนาจ” ของ “ประชาชน” มีจริง

นี่คือเหตุผลที่ “เจ้าสัวใหญ่” เชื่อว่าเศรษฐกิจต่างจังหวัดจะดีขึ้น

ไม่ใช่เพราะ “รัฐบาล”

แต่เพราะ “ระบอบประชาธิปไตย”

เหมือนกับตอนที่ ส.ส.ต่างจังหวัดตั้งกระทู้ในสภา

แต่ละเรื่องล้วนเป็นเรื่องเล็กๆ

เหมือนเรื่องหยุมหยิม เล็กน้อย

ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปาในตำบลนี้ไม่ไหล ถนนเส้นนี้เป็นหลุมเป็นบ่อ ชาวนาที่อำเภอนี้ไม่มีน้ำ ข้าวที่ปลูกตายหมด ฯลฯ

เสียเวลาสภามากเลย

คนกรุงที่ฟังจะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ทำไมไม่เอาเวลาไปพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ค่าเงินบาทแข็ง หรือปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้า ฯลฯ

แต่รู้ไหมครับ เรื่องเล็กๆ หยุมหยิมในความรู้สึกของ “คนกรุง” เป็นเรื่องใหญ่มากของคนต่างจังหวัด

น้องคนหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัดบอกว่าถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อของต่างจังหวัดไม่ใช่หลุมเล็กๆ

แต่เป็นหลุมระดับผิวดวงจันทร์

คนต่างจังหวัดส่วนใหญ่ขี่มอเตอร์ไซค์

ตกหลุมทีหนึ่ง รถคว่ำบาดเจ็บหนักเลย

ผมเห็นเฟซบุ๊กของ ส.ส.ต่างจังหวัดที่ตั้งกระทู้หยุมหยิมแบบนี้

ชาวบ้านเข้ามาขอบคุณกันยาวเหยียด

เพราะวันนี้เขาตั้งกระทู้เรื่องน้ำประปาที่ไม่ไหลมาเป็นเดือน

พรุ่งนี้น้ำไหลเลย

ครับ ระบอบประชาธิปไตยทำให้เสียงของชาวบ้านที่อยู่ชายขอบมีความหมาย

พูดอยู่ชายขอบ

แต่เสียงดังเข้าหูผู้มีอำนาจ

คนทุกคนเสียงดังเท่ากัน

ผมนึกถึงตอนหาเสียงเลือกตั้ง

เชื่อไหมครับ ผมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คงจะงงๆ เหมือนกัน

เพราะก่อนหน้านี้เขาเชื่ออย่างจริงใจว่าเศรษฐกิจไทยดีมาก

GDP ก็ดี

การส่งออกก็ดี

การท่องเที่ยวก็ดี

มีแต่ข่าวดีๆ ทั้งนั้น

แต่พอช่วงหาเสียงเลือกตั้งแค่ 3 เดือน

เสียงจากประชาชนที่โดนอุดปากมานาน ส่งเสียงดังผ่านพรรคการเมืองต่างๆ

“รากหญ้า” เริ่มมีสิทธิ์มีเสียง

ทุกคนพูดเหมือนกันว่าเศรษฐกิจไทยแย่มาก

“ลุงตู่” ก็คงงงๆ ว่าตัวเลขเศรษฐกิจก็ยังเหมือนเดิม

แต่ทำไมใครๆ ก็บอกว่าเศรษฐกิจไทยย่ำแย่

ครับ ทันทีที่ระฆังประชาธิปไตยดังขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้ยินเสียงที่เขาไม่เคยได้ยิน

หรือได้ยินแต่ไม่เคยฟัง

เพราะที่ผ่านมาโลกแห่ง “อำนาจ” ทำให้ “ผู้นำ” จะได้ฟังแต่เรื่องดีๆ

คนใกล้ชิดอยากให้เจ้านายมีความสุข

ทุกคนจะเล่าแต่เรื่องดีๆ

แล้วกดชาวบ้านไม่ให้ส่งเสียงค้าน

แค่นั้น “ผู้นำ” ก็จะรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นมาทันที

ขนาด ส.ส.พรรคพลังประชารัฐเองตอนหาเสียงก็ยังไม่กล้าบอกว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทำให้เศรษฐกิจดี

มีแต่บอกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นถ้าเลือกพรรคพลังประชารัฐ

แล้วก็ขายนโยบายแบบ “พี่มีแต่ให้”

เด็ดที่สุดคือ “เซอร์ไพรส์นโยบายพลังประชารัฐ”

ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท

เงินเดือนปริญญาตรี 20,000 บาท

ลดภาษีรายได้บุคคลธรรมดา 10%

เด็กจบใหม่ยกเว้นภาษี 5 ปี

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ยกเว้นภาษี 2 ปี

เป็น “ประชานิยม” ยิ่งกว่า “ประชานิยม” ที่เคยว่าพรรคเพื่อไทย

แต่ที่น่าเศร้าก็คือ พอได้เป็นรัฐบาลจริงๆ “คำสัญญา” กลับเปลี่ยนไป

กลายเป็น “คำสัญญา” ในเพลงฮิตเมื่อ 5 ปีก่อน

“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”

“ไม่นาน”…เล่นไปตั้ง 5 ปี

คิดเล่นๆ ว่า แล้ว “คำสัญญา” ที่บอกว่านโยบายเหล่านี้จะทำได้ “ทันที” จะใช้เวลานานเท่าไร

ถ้า “ไม่นาน” คือ 5 ปี

“ทันที” ก็คาดว่าน่าจะประมาณ 4 ปีครึ่ง

ถือเป็น “บัญญัติไตรยางค์” ทางการเมือง

แต่อย่าลืมว่ารัฐบาลอยู่ได้ไม่เกิน 4 ปี

4 ปีครึ่ง ก็ต้องรัฐบาลหน้า

ครับ ตอนประชาชนฟังคำว่า “ให้”

เขานึกว่าเป็นภาษาไทยสะกดแบบนี้

“ให้”

แต่จริงๆ เป็นคำภาษาอังกฤษครับ

“Hi”

เป็นคำทักทาย

ไม่มีความหมายอะไรมากกว่านั้น

…เราจะทำตามสัญญา

Hi

บทความก่อนหน้านี้ซีไลฟ์ แบงคอก ส่ง “Message from the Sea…บอกรักจากท้องทะเล” ชวนทุกครอบครัวร่วมสร้าง ‘ช่วงเวลาคุณภาพ’ ให้พ่อแม่อบอุ่นใจไปด้วยกัน
บทความถัดไป“อังคณา” อดีตกสม. คว้ารางวัลแมกไซไซ ปี 2019 ยกย่องในฐานะ “คนธรรมดาผู้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม”