เปิดที่มา 10 Fight 10 รายการสปอร์ตเทนเม้นท์ ของ “นักมวยดารา”

ใครจะนึก ว่าเพิ่งจะจับงานสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์เป็นครั้งแรก แต่ เจ-เจตริน วรรธนะสิน ก็ประสบความสำเร็จจนยิ้มได้กว้าง

เช่นเดียวกับที่ใครจะนึก ว่าอยู่ดีๆ ดารา นักร้อง คนดัง จะมาชกกันจริงๆ บนเวทีมวย

แต่ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นแล้วในรายการ 10 Fight 10 ที่จับมือช่องเวิร์คพอยท์ ผลิตขึ้น โดยเจเล่าว่า ได้ไอเดียมาจากอีเวนต์ประเภทเซเลเบรตี้ บ๊อกซิ่ง นำคนดังมาชกกัน ที่มีในประเทศสหรัฐอเมริกานานนับ 10 ปี กับที่ได้เห็นความสำเร็จเมื่อยูทูบเบอร์คนดังที่มีคนติดตามกว่า 10 ล้านคนของที่นั่น ขึ้นเวทีชกกับคนจากฝั่งยุโรป ซึ่งมีคนจ่ายเงินเพื่อดูการชกดังกล่าวมากในระดับที่เขาใช้คำว่า “มหาศาลเลยฮะ”

“เลยรู้สึกว่าบ้านเรา คนชอบมวย ชอบลุ้น ว่าฝ่ายไหนจะชนะ ไม่ว่าจะมวยไทย มวยสากล มวยสากลสมัครเล่น ขอให้เป็นคนที่ชอบ ที่รู้จัก ก็จะเชียร์อย่างจริงจัง เลยคิดว่าถ้าสิ่งนี้มาอยู่ในเมืองไทย เป็นเซเลบไทย จะต้องดีแน่ๆ”

หารือและเตรียมการกับเวิร์คพอยท์นานถึง 2 ปี จนสุดท้ายรายการก็เกิดขึ้น

“ด้วยฟอร์แมตนี้ เราคิดว่าจะทำให้คนที่ชอบดูมวยหันมาดูรายการ ส่วนคนที่ไม่สนใจมวยมาก่อน หรือไม่ได้ดูมวยนัก ก็จะดู เพราะเป็นเรื่องของนักมวยคนดัง กลุ่มที่ชื่นชอบดารา เมื่อคนที่เขาชื่นชอบมา เขาก็จะติดตาม จะส่งใจให้”

“นี่คือจุดที่ทำให้รายการประสบความสำเร็จ”

การชกครั้งนี้ แม้จะใช้กติกาเดียวกับมวยสากลสมัครเล่น คือชก 3 ยก ยกละ 3 นาที แต่กระนั้นฐานที่ทุกคนล้วนเป็นดารา นักร้อง ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้ชกมวยจริงจัง ดังนั้น จึงต้องมีการปรับ ทั้งในส่วนช่วงพัก คือแทนที่จะพัก 1 นาทีตามกติกาของมวยสากล ก็เพิ่มเป็นพักยกละ 5 นาที ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็ลงล็อกกับการตัดแบ่งช่วงโฆษณา

“ด้วยความเป็นมือใหม่ และอย่าลืมว่านี่คือมวยดารา” คือเหตุผลที่

ขณะเดียวกันความที่ผู้มาร่วมรายการเหล่านั้น จำเป็นต้องดูแลรักษา รูปร่างหน้าตาอย่างดี เพื่อหน้าที่การงานตัวนวมที่ใช้ก็จะเป็นขนาด 12 หรือ 14 ออนซ์ แบบมวยซ้อม ที่เจบอกว่าตัวหนังจะนิ่มกว่า ต่างจากนักมวยอาชีพที่ใส่ขนาด 6 ออนซ์ เพื่อป้องกันไม่ให้มือแตก

“รายการแบบนี้ทำยาก” เจเล่าอีก

“เพราะมีรายละเอียดเยอะ ทั้งกฎของมวย และเพราะเขาเป็นดารา ก็ต้องคิดว่าจะปรับอย่างไรให้เข้ากับรูปแบบของเขา จะทำยังไงให้ขายโฆษณาได้ ต้องคิดหลายอย่าง เพราะมันไม่ใช่แค่สปอร์ต แต่ว่าคือเอนเตอร์เทนเมนต์ด้วย เพราะฉะนั้น ต้องผสมให้เป็นสปอร์ตเทนเม้นท์”

“ทำอย่างไรให้กีฬามวยมาเป็นรายการทีวี นี่แหละ ประโยคนี้เลย ทำอย่างไรให้เป็นรายการทีวีที่มี 4 เบรก แล้วสนุกทุกเบรก ทั้ง 10 ตอนใน 1 ซีซั่น”

สําหรับเรื่องดราม่าผลแพ้-ชนะ ที่เกิดขึ้นในบางคู่ แม้จะใช้คณะกรรมการมืออาชีพจากสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยมาตัดสิน เจก็ว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หากในฐานะผู้จัดขอยืนยันว่า ทั้งหมดนั้นไม่ได้มีใครเข้าไปยุ่ง

“เราไปยุ่งในส่วนนี้ไม่ได้ ไม่มีใครไปยุ่งได้ ถ้าไปยุ่งก็จะกลายเป็นมวยโชว์ทันที ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์”

หากขณะเดียวกันก็เข้าใจความคาใจของผู้ชม ดังนั้น จึงกำลังคิดว่าอาจจะจัดแมตช์พิเศษ ให้คู่ชกที่อยู่ในกรณีนั้น ได้เจอกันอีกสักครั้ง

สำหรับซีซั่นต่อไป เจหัวเราะอย่างแฮปปี้ ก่อนเผยว่า “ได้รับการตอบรับขนาดนี้ จะทำต่อแน่นอน แต่ต้องมีการพัฒนาให้ดีกว่าเดิม เริ่มคุยกันแล้ว เริ่มไลน์อัพชื่อนักมวย”

ทั้งนี้ทั้งนั้น คงได้เห็นกันในปีหน้า เพราะไหนจะต้องเตรียมในส่วนทีมงาน ขณะในส่วนคนที่จะขึ้นเวทีก็ต้องซ้อม ต้องคุมน้ำหนัก คุมอาหาร

“เราจะเลือกเซเลบที่มีความเป็นนักกีฬาอยู่ระดับหนึ่ง มีร่างกายที่ดี ที่สำคัญต้องมีชื่อเสียง และสุดท้ายคือ เมื่อติดต่อไปแล้ว เขาเอาด้วย เพราะกีฬามวยเป็นเรื่องของใจ ใจเขาสำคัญที่สุด”

“เพราะฉะนั้น ในการคัดเลือก ต้องคัดคนแบบที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ขึ้นมาอยู่บนเวทีมวย มาชก มาชนะใจตัวเอง”

“ซึ่งผมว่าการคัดเลือกคนที่มาชกนี่แหละ คือสิ่งที่ยากที่สุดในการทำรายการนี้”

ชกบนเวที-ชกข้างถนน

นอกจากดารา นักร้อง คนดังที่เขาไปทาบทามให้ขึ้นเวทีในรายการนี้แล้ว เจบอกว่าในจำนวนนั้นมีคนหนึ่ง ซึ่งมาแสดงเจตจำนงขอขึ้นเอง นั่นคือ เจ้าขุน จักรภัทร วรรธนะสิน ลูกชายคนที่ 2 วัย 16 ปีของเขา

“เขาบอก ขุนขอลองสักครั้ง เพราะเขาก็นักกีฬาโรงเรียนที่อังกฤษ เราก็ให้ทีมงานจับคู่เอง เราไม่ยุ่ง”

“ทุกวันนี้เขาซ้อม แล้วบอกว่าครั้งเดียวพอ เพราะเหนื่อยจริงๆ”

ในฐานะพ่อ เจบอกว่าคำแนะนำที่มีให้ลูก คือซ้อมให้เยอะ มีความมั่นให้มาก ก็จะมีโอกาสที่ดี

“ถ้าซ้อมน้อย ไม่มีวินัย ขึ้นไปก็โดนความไม่มีวินัยลงโทษเอง และต้องมีทัศนคติที่ดี ถ้าคิดว่า อาจจะชนะ อย่าขึ้น ให้คิดอย่างเดียวว่าต้องชนะ ถึงจะมีโอกาส นี่คือสิ่งที่เราฝัง แต่นอกนั้นเป็นเรื่องของโค้ช และการฝึกของเขา”

“ถึงวันจริง ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ผมถือว่าเขาเป็นลูกผู้ชาย ชนะใจตัวเองได้ เพราะว่าชกกันข้างถนนกับชกกันบนเวที มีกติตา มันเป็นคนละเรื่องกันเลย”

รอติดตามได้ในรายการ ซึ่งแพร่ภาพเวลา 20.15 น. ทุกวันจันทร์ ทางช่องเวิร์คพอยท์ 23

บทความก่อนหน้านี้ฟ้า พูลวรลักษณ์ | ฉันไม่รู้สึกหลงใหลในอารมณ์อีกแล้ว
บทความถัดไปคนมองหนัง | “นางสิบสอง” จาก “นิทานมรดกอุษาคเนย์” สู่ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ”