วิกฤติศตวรรษที่ 21 | การประชุมสุดยอดกลุ่ม 20 ปี 2019 ที่ไม่เป็นผล

อนุช อาภาภิรม

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน : สู่ขั้นใช้ยาแรง (7)

การประชุมสุดยอดกลุ่ม 20 ปี 2019 ที่ไม่เป็นผล

การประชุมสุดยอดกลุ่ม 20 เป็นเวทีใหญ่ทางเศรษฐกิจสำหรับผู้นำสูงสุด กระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ 19 ประเทศรวมกับสหภาพยุโรปเป็นกลุ่ม 20 ในการปรึกษาหารือ เพื่อการร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

การประชุมสุดยอดกลุ่ม 20 จัดขึ้นครั้งแรกเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาวิกฤติการเงินใหญ่ปี 2008 โดยประธานาธิบดีบุชผู้ลูก ซึ่งคึกคักในช่วงสองสามปีแรกที่มีการร่วมมือกันค่อนข้างดี

แต่นับแต่ปี 2011 ก็เริ่มจืดจาง เมื่อสามารถแก้ไขวิกฤติไปได้ระดับหนึ่ง แต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศมีทางแก้ไขปัญหาของตน

เมื่อถึงการประชุมสุดยอดครั้งที่ 13 ที่ประเทศอาร์เจนตินาในปี 2018 ที่สหรัฐเริ่มก่อสงครามการค้า ภาวะการแตกเป็นเสี่ยงในกลุ่มนี้ก็เริ่มปรากฏชัด ผลการประชุมไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เรื่องที่เป็นข่าว กลายเป็นกิจกรรมนอกรอบ ซึ่งในครั้งนั้นมีอยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ การลงนามในข้อตกลงนาฟตาใหม่ระหว่างสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก และการพบปะระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์-สีจิ้นผิง เพื่อสงบศึกสงครามการค้าชั่วคราว

การประชุมสุดยอดปี 2019 ที่นครโอซากาญี่ปุ่น สงครามการค้าสหรัฐ-จีนยิ่งเพิ่มความดุเดือดรุนแรง

ดังนั้น จึงทำใจกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าคงไม่เกิดผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเพราะสหรัฐและจีนเป็นเหมือนยักษ์ใหญ่ที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันสูงถึงราวร้อยละ 40 ของโลก ไม่มีประเทศใดแข็งแกร่งพอจะมาห้ามได้

ประเด็นข่าวสำคัญจึงยังคงเป็นประเด็นกิจกรรมนอกรอบ ซึ่งในครั้งนี้ได้แก่การประชุมสงบศึกการค้าอีกครั้งระหว่างทรัมป์-สี และการที่ทรัมป์ประกาศว่าจะพบปะกับประธานาธิบดีเกาหลีเหนือที่เขตปลอดทหาร นอกจากนี้ ยังมีเรื่องประธานาธิบดีปูติน ได้ทิ้งระเบิดข่าวสารลูกใหญ่ว่าเสรีนิยมของตะวันตกล้าสมัยไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ชนชั้นนำโลกก็ยังคงจัดการประชุมสุดยอดนี้อีก ครั้งต่อไปในปีหน้า กำหนดให้มีที่นครริยาด ซาอุดีอาระเบีย

ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าชนชั้นนำโลกนิยมสร้างเวทีระหว่างประเทศขึ้นจำนวนมาก เพื่อเป็นสถานที่พบปะ ปรึกษาหารือ ทำความตกลง และทำความรู้จักเข้าใจกัน

นอกจากนี้ ยังเพื่อแสดงบทบาทของตนให้เห็นได้ง่ายสำหรับประชาชนของตนและชาวโลก

นี่ยังไม่กล่าวถึงการมีโทรศัพท์ฮอตไลน์ระหว่างกัน และการจัดประชุมหารือแบบลับๆ ไม่เป็นข่าวอีกจำนวนมาก ชนชั้นนำโลกจึงจำต้องเป็นผู้ที่ช่ำชองบนเวทีโลกด้วย หาไม่แล้วก็จะถูกมองข้ามหรือถูกลืม

และผู้นำในปัจจุบันต้องมีทักษะในการเจรจาทำข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างไม่รู้จบ

AFP PHOTO / POOL / GRIGORY DUKOR

การทิ้งระเบิดข่าวสารของปูติน

ปูตินเป็นผู้ช่ำชองในการแสดงบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ วันสุกดิบก่อนการประชุมสุดยอดกลุ่ม 20 เขาได้ให้สัมภาษณ์แก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของนิตยสารไฟแนนเชียลไทม์ที่ทรงอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจ-การเงินของอังกฤษ

เป็นการสัมภาษณ์ที่ยาวและตรงไปตรงมา

ปูตินกล่าวถึงนโยบายภายในและต่างประเทศของรัสเซีย รวมถึงสถานการณ์โลก ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับมหาอำนาจโลกสหรัฐ-ยุโรปรวมจีน พื้นที่ต่างๆ ที่รัสเซียเข้าไปมีบทบาท ได้แก่ เวเนซุเอลา ซีเรีย และเกาหลีเหนือ เป็นต้น

ที่สำคัญเป็นส่วนลงท้าย ได้แก่ การกล่าวว่าลัทธิเสรีนิยมแบบตะวันตกนั้นล้าสมัยไปเสียแล้ว ซึ่งก่อผลสะเทือนค่อนข้างสูง

ในช่วงแถลงข่าวการประชุมสุดยอด มีนักข่าวหลายคนติดใจประเด็นนี้และซักถามเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ปูตินเห็นว่าลัทธิเสรีนิยมตะวันตกที่มีลักษณะครอบงำโลกตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง บัดนี้ได้ล้าสมัย ไม่สามารถปฏิบัติได้ผลเหมือนเดิม

และเอาเข้าจริงแล้วก่อความล้มเหลวให้แก่ตะวันตกในสามประเด็นใหญ่ ได้แก่

1) ปัญหาการเปิดกว้างรับผู้อพยพจากแอฟริกาและมหาตะวันออกกลางจำนวนมาก ให้ไหลบ่าเข้ามาและก่ออาชญากรรมต่างๆ “ดังนั้น ความคิดเสรีนิยมจึงล้าสมัย มันได้ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของประชากรส่วนใหญ่อันไพศาล” บ่งชี้ว่าชนชั้นนำในสหรัฐและยุโรปได้แยกตัวเองออกจากประชาชน

2) การยึดมั่นในลัทธิวัฒนธรรมหลากหลาย ไม่ยึดวัฒนธรรมของตนเป็นแกนในการรวมกันเป็นชาติ ความคิด เสรีนิยมกลายเป็นเรื่องที่ไม่ต้องทำอะไร เห็นว่าทุกอย่างดีแล้ว แม้จะมีผู้อพยพไหลบ่าและก่ออาชญากรรม เพราะว่าอาชญากรรมทั้งหลายจำต้องถูกลงโทษ ปูตินชี้ว่าแม้แต่นางแมร์เคิลนายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่ถือกันว่าเป็นหลักของความคิดเสรีนิยมในยุโรปก็ยังยอมรับว่า ลัทธิวัฒนธรรมหลากหลายในเยอรมนีล้มเหลว (แมร์เคิลกล่าวตั้งแต่ปี 2010)

3) การยอมรับเพศภาวะหลากหลาย เพศแทนที่จะมีสองเพศตามที่ถือกันมาคือชายและหญิง แต่ยอมรับให้มีเพศภาวะมากกว่านั้นเพิ่มอีกหลายประเภท ได้แก่ เลสเบี้ยน เกย์ คนสองเพศและเพศผิดประหลาด (นิยมเรียกย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า LGBTQ) ซึ่งเรื่องนี้เกิดจากการเหินห่างหรือละทิ้งศาสนา ที่ช่วยกำหนดและรักษาค่านิยมและธรรมเนียมเก่าของสังคม

ปูตินเห็นว่า

“ลึกลงภายในตัวมนุษย์ จำต้องมีรากฐานทางค่านิยมของกฎระเบียบและศีลธรรมดำรงอยู่ ในความหมายนี้ค่านิยมตามประเพณีมีเสถียรภาพมากกว่าและสำคัญกว่าสำหรับประชาชนนับล้านคน มากยิ่งกว่าความคิด เสรีนิยม ซึ่งในทัศนะผมเห็นว่ากำลังสิ้นสุดลงแล้ว”

ปูตินสรุปว่า แม้เสรีนิยมจะเป็นความคิดที่ล้มเหลว แต่ “(มัน) ก็มีสิทธิที่จะดำรงอยู่ และควรที่จะได้รับการสนับสนุนในบางเรื่อง แต่คุณไม่ควรจะคิดว่ามันมีอำนาจเป็นปัจจัยควบคุมแต่เพียงอย่างเดียว”

คำสัมภาษณ์ดังกล่าวของปูตินสามารถวิเคราะห์และอธิบายได้ คือ

ก) มันเป็นการทิ้งระเบิดข่าวสารลูกใหญ่ลงในพื้นที่ใจกลางหรือหัวใจทางค่านิยมอุดมการณ์ตะวันตก ได้แก่ ความคิดเสรีนิยมที่ใช้เป็นข้ออ้างความชอบธรรมของการดำรงของอิทธิพลชนชั้นนำตะวันตกเหนือประชาชนของตนและชาวโลก เป็น “ระเบิดฉลาด” โจมตีเฉพาะ 3 จุด ได้แก่ วิกฤติผู้อพยพ ลัทธิวัฒนธรรมหลากหลาย และเพศภาวะหลากหลาย ดังนั้น มันไม่ใช่การโต้เถียงทางทฤษฎีและวิชาการ อย่างมากเพียงกล่าวว่า ความคิดเสรีนิยมได้มีชีวิตยืนยาวเกินประโยชน์ใช้สอยของมัน และกำลังจะตายลง

ข) เป็นการเลือกจังหวะเวลาที่ปูตินเห็นว่าเหมาะสมในการลงมือโจมตี

ประการแรก กระแสชาตินิยมเชิงประชานิยมได้ตั้งมั่นทางการเมืองแล้วทั้งในสหรัฐและยุโรป ในยุโรปแสดงออกที่ 4 ประเทศใหญ่ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี

ประการที่สอง หลายประเทศในยุโรปกำลังถูกสงครามการค้าของสหรัฐเล่นงาน ย่อมเกิดความเจ็บปวดและไม่พึงพอใจรุนแรง ต้องการเป็นตัวของตัวเองทางนโยบาย สามารถดึงเข้าเป็นหุ้นส่วนและพวกได้ง่ายขึ้น

ค) การโจมตีที่หัวใจ เป็นการทำศึกด้านการเมือง-สังคมขั้นแตกหัก เพื่อการเอาชนะ ทำให้ชาวตะวันตกและชาวโลก (รวมทั้งชาวรัสเซีย) เห็นรัสเซียเป็นตัวอย่างว่าการมีอำนาจอธิปไตย อิสรเสรีทางนโยบาย และรากฐานค่านิยมทางกฎระเบียบและศีลธรรมนั้นมีผลดีอย่างไร โดยระบอบรัสเซียสามารถยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน ชาวรากหญ้าได้ อายุคาดหมายเฉลี่ยกระเตื้องขึ้น ขณะที่ระบอบตะวันตกกลับทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตกต่ำลง ตกอยู่ในความเหงา โกรธเกรี้ยวและแตกแยก อายุคาดหมายเฉลี่ยของสหรัฐลดลงสามปีต่อเนื่อง

ปูตินกล่าวว่า ระบบคณาธิปไตยที่บรรดาเศรษฐีเป็นใหญ่ ที่เคยเฟื่องฟูในสมัยประธานาธิบดีเยลต์ซินได้สิ้นสุดลงแล้ว ปูตินให้ความหมายระบบคณาธิปไตยนี้ว่า เป็นระบบที่บรรดาเศรษฐีเข้ามาร่วม กระทั่งควบคุมการปกครองประเทศ

แต่ในปัจจุบัน ระบอบรัฐในรัสเซียดำรงอยู่เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน

การโจมตีที่หัวใจของระบอบตะวันตกดังกล่าวก่อให้เกิดการโต้กลับจากชนชั้นนำตะวันตกที่มีแนวคิดเสรีนิยมอย่างเต็มที่

คาดหมายจะมีการจัดกระบวนทัพเสรีนิยมในสหรัฐและยุโรปให้แข็งแรงขึ้น เห็นได้จากการสรรหาคณะผู้นำของสหภาพยุโรปล่าสุดที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม เป็นต้น

การประชุมนอกรอบทรัมป์-สีและการพบปะที่เขตปลอดทหารเกาหลี

การประชุมสุดยอดกลุ่ม 20 ครั้งล่าสุดนี้ ปรากฏว่าทรัมป์เป็นดาวดวงเด่น แต่ก็เป็นดาวดวงเด่นในสถานการณ์ที่ศูนย์การนำโลกแตกแยกและอ่อนแอ อิทธิพลของสหรัฐก็เสื่อมถอยลงเช่นกัน

จึงเป็นเหมือน “กัปตันเรือรั่ว” สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจแต่มักไม่ได้ผลตามปรารถนา สิ่งที่ทรัมป์ทำและเป็นข่าวใหญ่มี 2 เรื่องได้แก่ การประชุมนอกรอบกับสีจิ้นผิง และการประกาศว่าจะไปพบกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือที่เขตปลอดทหารเกาหลี

การประชุมนอกรอบระหว่างทรัมป์-สีจิ้นผิง ด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตาดู เนื่องจากทรัมป์ได้ยกระดับสงครามการค้ากับจีนสู่ระดับที่น่าเป็นอันตรายมาก ลามไปสู่สงครามเทคโนโลยี และการยกระดับอัตราภาษีจนเกือบถึงขั้นสุดท้ายที่เป็นการแตกหัก อีกด้านหนึ่งคาดหมายไว้ก่อนหน้าแล้วว่า ผลการประชุมจะออกในรูปการสงบศึกชั่วคราว แบบเดียวกับที่เคยเกิดมาแล้วในการพบปะครั้งการประชุมสุดยอดครั้งก่อน ถือได้ว่าเป็นเรื่องดี ลดความตึงเครียดในโลกลงได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม การสงบศึกชั่วคราวนี้ ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะหยุดยิง แต่เป็นว่าทั้งสหรัฐและจีนก็ยังคงสาดกระสุนใส่กัน นั่นคือสหรัฐยังคงรักษาการเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านต่อไป เพียงแต่จะไม่เพิ่มขึ้นอีกตามที่ขู่ไว้

หรือการขึ้นบัญชีดำของบริษัทหัวเว่ยก็คงอยู่เช่นกัน เพียงแต่ทางสหรัฐเปิดรับการขออนุญาตของบริษัทสหรัฐกว้างขึ้น และจีนก็ยังคงรักษามาตรการตอบโต้ที่ประกาศไปแล้วต่อไป

เรียกว่าทั้งสองฝ่ายต่างใช้เชือกรัดคอกันไม่ยอมปล่อย

อนึ่ง การค้าและสงครามการค้ายังมีความลึกลับซับซ้อนเป็นอันมาก ยากที่สาธารณชนจะเข้าใจได้ มักจำต้องเชื่อไปตามคำบอกเล่าที่เป็นทางการ ความลึกลับซับซ้อนของการค้าและสงครามการค้าแสดงออก เช่น การมีบัญชี 2 เล่ม การแต่งบัญชี ความลับและสิทธิบัตรทางเทคโนโลยี ความลับทางการค้า การจารกรรมและการบ่อนทำลายทางธุรกิจ การตั้งบริษัทบังหน้า การฟอกเงิน เศรษฐกิจใต้ดินและเศรษฐกิจสีเทา โซ่อุปทาน บรรษัทใหญ่และการผูกขาด ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ การกำกับดูแลจากภาครัฐ การสนับสนุนทางการเงินและการเก็บหรืองดเว้นภาษีของรัฐบาล เป็นต้น

เป็นที่สังเกตว่าความลับทางการค้าไม่ค่อยได้ล่วงรู้ไปถึงสาธารณชน ต่างกับความลับทางทหารและความลับของรัฐบาลที่มักมีการเผยแพร่เปิดโปงเป็นประจำ

สำหรับการพบปะกับผู้นำเกาหลีเหนือที่เขตปลอดทหารนั้น ถือเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เมื่อคิม จอง อึน นำทรัมป์ก้าวข้ามเขตแดนไปเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรก และคิม จอง อึน ก็ก้าวข้ามไปยังดินแดนเกาหลีใต้ เป็นการแสดงที่น่าชม มากกว่าการขู่ทิ้งระเบิดใส่กันเป็นอันมาก

หัวข้อเจรจาใหญ่เป็นเรื่องการทำให้คาบสมุทรเกาหลีใต้เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งหมายถึงเกาหลีเหนือต้องยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกลทั้งหมด

ซึ่งยากที่เกาหลีเหนือจะยอมรับ

ส่วนเกาหลีเหนือก็มีข้อเรียกร้องต่อสหรัฐชัดเจนสามอย่าง คือ การถอนทหารและอาวุธจากเกาหลีใต้ เลิกการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ และเลิกการแซงก์ชั่นเกาหลีเหนือทั้งหมด

ซึ่งเป็นไปได้ยากที่สหรัฐจะยอมตาม เพราะเท่ากับเป็นการทิ้งพันธมิตรเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ในการปิดล้อมจีน และเปิดให้เกาหลีใต้และญี่ปุ่นสร้างหุ้นส่วนการค้ากับจีนอย่างแน่นแฟ้นขึ้น

รวมความว่าทั้งสองฝ่ายคงใช้เชือกรัดคอกันอย่างแน่นหนา

และเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไม่จำต้องสร้างหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์เสมอไป

ฉบับต่อไปจะกล่าวถึงเจตนารมณ์อู่ฮั่นกับความพยายามสร้างแกนรัสเซีย-อินเดีย-จีน และเรื่องอื่นๆ

บทความก่อนหน้านี้ฉัตรสุมาลย์ : เป็นภิกษุณีทำไม
บทความถัดไปความท้าทายรัฐบาลประยุทธ์ 2 กับความไว้วางใจมวลชนต่อทหาร ที่ชายแดนใต้