วรศักดิ์ มหัทธโนบล : เกิดใหม่ในกองเพลิง

วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ที่มาภาพ : สำนักพิมพ์มติชน

ใครที่ศึกษาประวัติศาสตร์จีนจะรู้ดีว่า พัฒนาการของประวัติศาสตร์จีนจะมีลักษณะที่สลับกันไปมาอยู่อย่างคือ ช่วงที่จีนมีราชวงศ์ปกครองและทำให้จีนมีเอกภาพ

กับช่วงที่ไร้ราชวงศ์ปกครองและมีแต่ความแตกแยกแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า แต่ละก๊กแต่ละเหล่าต่างก็แย่งชิงอำนาจกัน ช่วงที่แตกแยกนี้บางทีก็กินเวลาหลายสิบปี บางทีก็นับหลายร้อยปี

แน่นอนว่า ช่วงที่มีเอกภาพนั้นราชวงศ์ที่ปกครองย่อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่จีนในหลายเรื่องด้วยกัน

แต่กระนั้นก็ใช่ว่าช่วงที่แตกแยกจะไม่มีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไปด้วย

อันที่จริงแล้วการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในช่วงแตกแยกนี้ก็มีเกิดขึ้นในแต่ละรัฐที่ต่างตั้งตนเป็นใหญ่ ชั่วอยู่แต่ว่าแต่ละรัฐจะสร้างสรรค์ได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น

และแน่นอนเช่นกันว่า การสร้างสรรค์ที่แต่ละรัฐกระทำไปนั้นก็เพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับรัฐอื่นได้

รัฐใดที่แข็งแกร่งที่สุด รัฐนั้นก็จะสามารถปราบรัฐอื่นๆ ลงได้ แล้วรัฐที่ชนะก็จะตั้งราชวงศ์ของตนขึ้นมา จากนั้นจีนก็เข้าสู่ความเป็นเอกภาพอีกครั้งหนึ่ง

 

ช่วงที่ประวัติศาสตร์จีนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่จัดเป็นช่วงหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นช่วงที่แม้จีนจะคงความเป็นเอกภาพภายใต้ราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) ก็ตาม แต่ก็เป็นช่วงที่จีนอ่อนแออย่างยิ่ง

ความอ่อนแอดังกล่าวปรากฏขึ้นในสองด้านด้วยกัน

ด้านหนึ่ง เป็นเพราะจีนถูกคุกคามจากต่างชาติ

อีกด้านหนึ่ง เป็นเพราะชนชั้นปกครองจีนไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป โดยจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของสองด้านนี้ก็คือ ความทันสมัย และจุดถ่วงดุลที่สำคัญของสองด้านนี้ก็คือความล้าหลัง

อย่างไรก็ตาม ความอ่อนแอดังกล่าวได้ทำให้ราชวงศ์ชิงล่มสลายไปในที่สุด แต่ระบอบสาธารณรัฐที่เข้ามาแทนที่นับแต่ทศวรรษ 1910 ไปจนถึงทศวรรษ 1940 นั้นก็กลับมิได้แข็งแกร่งเลย ซ้ำร้ายยังนำจีนเข้าสู่ความแตกแยกอีกด้วย

ความแตกแยกมีตั้งแต่การแก่งแย่งอำนาจกันเองในหมู่ชนชั้นนำ การแบ่งเขตอิทธิพลของขุนศึกกลุ่มต่างๆ การต่อสู้กันระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน และการทำสงครามกับญี่ปุ่นผู้รุกราน

คงจะไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า แท้ที่จริงแล้วความอ่อนแอและความแตกแยกดังกล่าวก็คือ การต่อสู้กันระหว่างความทันสมัยกับความล้าหลัง และเช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ช่วงก่อนหน้านั้นนับร้อยนับพันปีที่ว่า ท่ามกลางการต่อสู้ที่ว่านี้ก็ยังปรากฏสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยเช่นกัน

และหนึ่งในสิ่งสร้างสรรค์ในยุคที่ว่าก็คือ ผลงานวรรณกรรมสมัยใหม่

 

วรรณกรรมสมัยใหม่ของจีนในช่วงเวลาดังกล่าวนับว่าคึกคักมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง วิธีการนำเสนอของวรรณกรรมเหล่านี้มากด้วยสีสัน ซึ่งเราอาจเห็นได้ตั้งแต่ภาษาที่ใช้ที่เข้าใจง่ายและทำให้ชนชั้นล่างสามารถเข้าถึงได้ วิธีการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ หรือเนื้อหาที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมในขณะนั้น เป็นต้น

ที่โดยรวมแล้วไม่ต่างกับการฟ้องร้องหรือกล่าวโทษต่อสังคมว่า หากจีนยังคงนิ่งอยู่กับที่แล้ว สังคมก็อาจถึงกาลล่มสลายลงเอาได้

จากเหตุดังกล่าว สังคมจีนในช่วงที่ว่าจึงได้ผลิตนักเขียนรุ่นใหม่ขึ้นมาคนแล้วคนเล่า แต่ละคนล้วนมีจุดยืน ทัศนะ และวิธีคิดที่ชัดเจน และทั้งหมดต่างก็มีจุดร่วมเหมือนกันตรงที่ต่างล้วนต้องการให้จีนหลุดพ้นไปจากความล้าหลัง

และจากเวลาหลายทศวรรษก่อนที่จีนจะเปลี่ยนไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ใน ค.ศ.1949 นั้น นักเขียนเหล่านี้ก็ได้สร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมออกมาอย่างมากมาย

ผลงานจำนวนไม่น้อยได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ให้สังคมโลกได้รู้จักและดื่มด่ำไปกับรสวรรณกรรมจีน

 

กล่าวสำหรับสังคมไทยแล้ว ผลงานวรรณกรรมในยุคสมัยใหม่ของจีนก็ได้รับการแปลเช่นกัน การแปลผลงานเหล่านี้เริ่มมีขึ้นในยุคสงครามเย็นเรื่อยมา และเนื่องจากเป็นยุคที่ว่า ในด้านหนึ่งจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผลงานเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นประโยชน์ทางการเมืองไปด้วย

โดยเฉพาะกับกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้าย และทำให้เวลานั้นผลงานเหล่านี้จึงได้รับความนิยมไม่น้อย

แต่หลังจากที่สงครามเย็นสิ้นสุดลง ผลงานเหล่านี้ก็ห่างหายไปจากสังคมไทย และที่เข้ามาแทนที่ก็คือ ผลงานวรรณกรรมที่ผลิตขึ้นในยุคปฏิรูปของจีนนับแต่ทศวรรษ 1980 เรื่อยมา แต่กระนั้นผลงานแปลเหล่านี้ก็มีไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้น

ที่สำคัญ ผลงานแปลเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมารับใช้ทางการเมืองอีกต่อไป

ส่วนเนื้อหานั้นก็มีความหลากหลายและแตกต่างไปจากยุคสมัยใหม่ดังที่กล่าวข้างต้น เหตุดังนั้น ผลงานแปลในยุคสมัยใหม่ที่ห่างหายไปจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับแวดวงนักอ่าน แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อยหากผลงานเหล่านี้ถูกแปลออกมาอีกครั้ง

และใน ค.ศ.2019 เรื่องที่น่ายินดีก็เกิดขึ้นจริง เมื่อผลงานวรรณกรรมในยุคสมัยใหม่ของจีนถูกแปลออกมาอีกครั้งหนึ่ง

โดยให้ชื่อหนังสือว่า “เกิดใหม่” ในกองเพลิง

 

การแปลครั้งนี้มีขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบร้อยปีขบวนการสี่พฤษภาคม

ขบวนการนี้เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลในยุคขุนศึกของนักศึกษาจีน การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1919 เพื่อประท้วงรัฐบาลที่จะยกดินแดนคาบสมุทรมณฑลซันตงที่จีนได้คืนจากเยอรมนีให้แก่ญี่ปุ่น

ภายหลังการเคลื่อนไหวดังกล่าวสังคมจีนได้เกิดการตื่นตัวครั้งใหญ่ และส่งอิทธิพลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ อย่างมากมาย ที่โดยหลักใหญ่แล้วก็คือ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัย

ด้วยอิทธิพลดังกล่าวการเคลื่อนไหวครั้งนั้นจึงถูกเรียกว่า ขบวนการสี่พฤษภาคม

ผลงานแปลครั้งนี้มีปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ เป็นบรรณาธิการ ซึ่งได้เขียน “คำตาม” ท้ายเล่มเพื่ออธิบายความหมายและความยิ่งใหญ่ของขบวนการสี่พฤษภาคม

“คำตาม” นี้จึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจขบวนการสี่พฤษภาคมได้อย่างดียิ่ง

และด้วยความเข้าใจนี้จะโน้มนำผู้อ่านให้เข้าใจวรรณกรรมในยุคสมัยใหม่ของจีนไปด้วย

 

เกิดใหม่ในกองเพลิง ที่เป็นชื่อหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ชื่อเรื่องสั้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ได้รับการแปล แต่เป็นส่วนหนึ่งของถ้อยกวีที่สื่อถึงวิหคในตำนานของจีนที่เมื่อตายแล้วจะเกิดใหม่ในกองเพลิง เปรียบกับจีนที่ในเวลานั้นไม่ต่างกับได้ตายไปแล้วอันเนื่องมาจากความล้าหลัง ครั้นเกิดขบวนการสี่พฤษภาคมขึ้นมา ขบวนการนี้ก็เหมือนกับได้ทำให้จีนฟื้นขึ้นจากความตาย

ฟื้นจากความตายได้อย่างไรนั้น ส่วนหนึ่งอาจเห็นได้จากเรื่องสั้นที่ถูกแปลในหนังสือเล่มนี้ เรื่องสั้นเหล่านี้มีบางเรื่องที่เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว และทุกเรื่องเขียนโดยนักเขียนที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นเก้าท่านด้วยกัน

เรื่องที่ถูกแปลจึงมีอยู่เก้าเรื่องโดยมีผู้แปลเก้าท่าน

ซึ่งแต่ละท่านล้วนแปลได้อย่างดี

กล่าวคือ แม้จะอ่านผ่านเป็นภาษาไทยก็จริง แต่ทุกถ้อยคำที่อ่านกลับนำพาให้เรารู้สึกถึงกลิ่นอายของจีนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

 

แต่ถ้าหากตัดความรู้สึกดังกล่าวออกไปแล้ว สิ่งที่สัมผัสได้ในอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การได้รู้ว่าเวลานั้นนักเขียนจีนมีหลักคิดสัจนิยมอย่างไร หลักคิดนี้สะท้อนในเรื่องสั้นบางเรื่องได้อย่างน่าทึ่ง เช่น การให้ตัวละครบอกกับคนอ่านว่าตนสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เป็นต้น

การเขียนในลักษณะนี้ย่อมมิอาจเป็นที่ยอมรับได้สำหรับผู้ที่สมาทานลัทธิขงจื่อ อันเป็นหลักคิดที่นักเขียนรุ่นใหม่ในยุคนั้นเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมจีนให้ทันสมัย

อย่างไรก็ตาม หลักคิดสัจนิยมนี้ยังคงเป็นภาพรวมที่ปรากฏในงานเขียน เพราะหากติดตามความคิดของนักเขียนแต่ละคนให้ลึกไปกว่านี้แล้วก็จะพบว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง นักเขียนแต่ละท่านที่ปรากฏชื่อในหนังสือเล่มนี้ต่างก็เลือกเส้นทางของตนเอง โดยเฉพาะบางท่านที่เลือกจะอยู่กับระบอบคอมมิวนิสต์หลัง ค.ศ.1949 และทางที่เลือกนี้ก็นำพาให้ชีวิตหลังจากนั้นต้องประสบกับชะตากรรมที่เกินกว่าใครจะคาดคิด

เช่น ติงหลิงนั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขวาใน ค.ศ.1957 ครั้นตอนปฏิวัติวัฒนธรรมเธอก็ถูกจองจำในคุก งานเขียนของเธอถูกวิพากษ์และห้ามเผยแพร่ แต่หลังปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลงแล้ว เธอการได้รับการฟื้นฟูเกียรติภูมิอีกครั้งใน ค.ศ.1978 หรืออย่างปาจินนั้นอาจโชคดีอยู่บ้างเล็กน้อยที่ไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขวา แต่ตอนปฏิวัติวัฒนธรรมกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติและถูกลงโทษอย่างหนัก แต่ต่อมาก็ได้รับการฟื้นฟูเกียรติภูมิเช่นกัน เป็นต้น

คงจะดีไม่น้อยหากได้อ่าน “เกิดใหม่ในกองเพลิง” แล้วกลับไปค้นหาชีวิตหลังจากนั้นของนักเขียนเหล่านี้ว่ามีชะตากรรมอย่างไร เพราะจะทำให้เราตระหนักว่า…

การได้ “เกิดใหม่ในกองเพลิง” อีกครั้งหรือไม่นั้นมีรสชาติอย่างไร

บทความก่อนหน้านี้“ป.ป.ช.” ชี้แล้ว “สุเทพ – 2 บิ๊กตำรวจ” มีมูลความผิด คดีโรงพักร้าง-แฟลตตำรวจ
บทความถัดไป‘เด็ก พปชร.’ พร้อมลุย โต้ ‘ฝ่ายค้าน’ หากอภิปรายนอกประเด็น