มองบ้านมองเมือง / ปริญญา ตรีน้อยใส / สถาปนิกถูกดิสรัปชั่น

ปริญญา ตรีน้อยใส

มองบ้านมองเมือง/ปริญญา ตรีน้อยใส

สถาปนิกถูกดิสรัปชั่น

 

วงการสถาปัตย์คงจะเหมือนวงการอื่นๆ ที่เกิดดิสรัปชั่น เปลี่ยนสภาวะจากเดิมอย่างมาก

เริ่มตั้งแต่ วิธีการเขียนแบบ ที่ใช้เป็นแบบร่าง สำหรับเจ้าของงานพิจารณา และที่ใช้เป็นแบบรายละเอียด สำหรับผู้ก่อสร้างใช้งาน จากเดิม สถาปนิกใช้ดินสอ เขียนบนกระดาษชนิดพิเศษ นำไปพิมพ์ซ้ำ ด้วยน้ำยาเคมีออกมาเป็นพื้นสีน้ำเงินเข้มและเส้นสีขาว ที่เรียกขานกันในอดีตว่าพิมพ์เขียว ทั้งที่เป็นสีน้ำเงิน

ต่อมา สถาปนิกใช้ปากกา เขียนแบบบนกระดาษไข ก่อนนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องเฉพาะ ออกมาเป็นเส้นสีดำบนกระดาษขาว

แต่ผู้คนก็ยังคงยึดมั่นเรียกขานว่าพิมพ์เขียวอย่างเดิม

ทุกวันนี้สถาปนิกเขียนบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยโปรแกรมต่างๆ นำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์บนกระดาษขาวทั่วไป ขนาด สีนั้น เลือกได้ตามความต้องการ

 

จากเดิม นิสิต-นักศึกษาสถาปัตย์จะต้องพกไม้ทียาวและกระบอกใส่แบบกระดาษขนาดใหญ่ ทุกวันนี้ นิสิต-นักศึกษาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะหรือแบบพกพา อีกทั้งไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เขียนแบบ รวมทั้งกระดาษ ไม่ต้องพิมพ์เพราะเปิดดูจากเครื่องง่ายกว่า และยังส่งผ่านอินเตอร์เน็ตไปได้ทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ ในโรงเรียนสถาปัตย์ โต๊ะเขียนแบบ ห้องปฏิบัติการเขียนแบบ จึงกลายเป็นโบราณสถาน ที่เต็มไปด้วยโบราณวัตถุ ศูนย์คอมพิวเตอร์เงียบเหงา เพราะนิสิต-นักศึกษาต่างมีเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง จะทำงานที่ไหนก็ได้ แค่มีที่ชาร์จไฟฟ้า แค่มีไวไฟไว้รับข่าวสารหรือฟังเพลงเท่านั้น

จากเดิม สถาปนิกต้องใช้ความสามารถทางศิลปะ ถ่ายทอดความคิดเป็นภาพวาด ลายเส้น ระบายสี หรือทำหุ่นจำลอง จึงต้องอาศัยทักษะฝีมือและความชำนาญ รวมทั้งการฝึกฝนยาวนาน

ทุกวันนี้ สถาปนิกมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสร้างภาพสามมิติ ระบายสี และให้รายละเอียดเสมือนจริง ไปจนถึงขั้นภาพเคลื่อนไหว หรือภาพเสมือนให้เห็นชัดเจน

อีกทั้งมีเครื่องตัดเลเซอร์ที่ทำให้หุ่นจำลองสวยงาม วิจิตรพิสดาร

 

การเสนอผลงานออกแบบทุกวันนี้แสดงผ่านเครื่องฉายภาพ แทนติดกระดาษบนผนังแบบเดิม จะเป็นที่ไหนห้องไหนก็ได้ แค่มีผืนผนังขนาดใหญ่ และมีเครื่องฉายเท่านั้น

โรงเรียนสถาปัตย์ในปัจจุบัน จึงมีสภาพเหมือนธนาคารสาขา ที่ไม่ค่อยมีใครไปติดต่อทำธุรกรรม มีสภาพเหมือนร้านโชห่วย ที่นิสิต นักศึกษาไม่ค่อยสนใจ เพราะเนื้อหาและวิธีการสอนพ้นยุคพ้นสมัย ในขณะที่ห้องโถง ลานโล่ง ร้านกาแฟ หรือโค เวิร์กกิ้ง สเปซ ตามศูนย์การค้า ดูจะเป็นสถานที่ยอดนิยม พอๆ กับอาจารย์กู (เกิล) ที่รอบรู้ไปทุกเรื่อง

เช่นเดียวกับห้องสมุด ที่เดิมเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับศึกษาค้นคว้า ทุกวันนี้ นิสิต-นักศึกษาอาศัยข้อมูลจากมือถือหรือโน้ตบุ๊ก เพราะมีมากกว่า ทันสมัยกว่า และค้นหาได้สะดวกรวดเร็วกว่า

ห้องสมุดในปัจจุบันจึงเป็นโกดังเก็บหนังสือ หรือเป็นหอจดหมายเหตุ เก็บเอกสารหนังสือโบราณ ที่ไม่มีในมือถือ ส่วนใหญ่นิสิตจะอาศัยใช้เป็นห้องทำงาน ถ้ามีไวไฟ หากบรรณารักษ์หน้าดุ ชอบปรามผู้ใช้ ห้ามคุยหรือใช้เสียง

จะกลายเป็นเรื่องขำทันที

 

ที่สำคัญ มิใช่แค่วิธีการเขียนแบบหรือโรงเรียนสถาปัตย์ที่เปลี่ยนไป มิใช่แค่รูปแบบการเสนอผลงาน การแสดงแบบรายละเอียดก่อสร้างที่เปลี่ยนไป วิธีการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยีก่อสร้าง ก็เปลี่ยนไป

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีการใช้สอยอาคารก็เปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้แนวคิดโบราณที่ว่า รูปทรงอาคารมาจากการใช้สอย กลายเป็นปัญหาไม่เหมาะสม ไปจนถึงใช้การไม่ได้ ส่งผลให้อีกไม่นาน คงได้เห็นการระเบิดอาคารทั้งหลัง เพราะใช้การไม่ได้ต่อไป

แต่คงไม่มีการสังหารหมู่สถาปนิก เพียงแต่สถาปนิกที่ใช้การไม่ได้ อาจต้องกลับไปหาอาชีพอื่นทำ จะร้องเพลง เล่นละครก็ได้ ถ้าหน้าตาดีพอ จะแต่งเพลง เล่นตลกก็ได้ ถ้ามีความสามารถพอ ไม่เช่นนั้นก็ต้องรักธรรมชาติ รักษ์โลก กลับไปอยู่บ้านนอกแบบพอเพียง

บทความก่อนหน้านี้กวีกระวาด/ฝนแดด
บทความถัดไป‘ไพศาล’ แนะ ส.ว.เตือนกันเองบ้าง รธน.เขียนให้เป็นกลางการเมือง บางคนทำตัวเกินงาม