ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต/’มัสแตง 2.3L EcoBoost’ เจ้าม้าคะนองทั้งแรง-ทั้งสวย

สันติ จิรพรพนิต

ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต [email protected]

‘มัสแตง 2.3L EcoBoost’

เจ้าม้าคะนองทั้งแรง-ทั้งสวย

 

เป็นอีกหนึ่งความตื่นเต้นที่ผมรู้สึกเมื่อรับหนึ่งในรถสปอร์ตในฝันของคนทั่วโลก “ฟอร์ด มัสแตง” มาทดสอบ

“ฟอร์ด มัสแตง” เป็นรถที่วัยรุ่นอเมริกันและทั่วโลกอยากครอบครองที่สุดรุ่นหนึ่ง ด้วยความสวย ความแรง เรียกว่ามากันครบ

รถสปอร์ตรุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกปี ค.ศ.1964 มียอดขายสะสมกว่า 10 ล้านคันทั่วโลก แต่เดิมเป็นรถที่ทำเป็นพวงมาลัยซ้ายเพราะเน้นขายในบ้านเกิดสหรัฐอเมริกาและยุโรป

กระทั่งต่อมาเริ่มขยายตลาดในเอเชียมากขึ้น จึงทำรุ่นพวงมาลัยขวาออกมาเมื่อปี ค.ศ.2015

ในเมืองไทยอาจเคยเห็นรถนำเข้ารุ่นนี้มาบ้าง กระทั่งปีที่แล้ว “ฟอร์ด ประเทศไทย” ตัดสินใจนำเข้ามาทำตลาดเอง มี 2 เครื่องยนต์ คือ รุ่น 5.0L V8 GT Coupe และ 2.3L EcoBoost Coupe

กระทั่งต่อมาส่งรุ่นแต่งพิเศษในชื่อ “Performance Pack” เพิ่มลวดลายภายนอก และชุดแต่งอื่นๆ

รุ่นที่ผมได้มาทดสอบคือ “2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack”

 

ต้องบอกว่าแรกพบสบตาก็ให้อะดรีนาลีนสูบฉีด เพราะสวยและดูสปอร์ตอย่างที่คาดหวังไว้จริงๆ แต่ยังมีกลิ่นอายของรุ่นแรกๆ เรียกว่าคลาสสิคดีทีเดียว

คันที่ได้มาเป็นสีดำ มีเส้นคาดเส้นขวางตั้งแต่ฝากระโปรงพาดผ่านหลังคาไปถึงด้านหลัง

รูปลักษณ์ภายนอกดูปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม ฝากระโปรงหน้าปรับให้แบนราบลงพร้อมช่องระบายอากาศในตัวและดีไซน์กระจังหน้าที่ต่ำลง

ไฟหน้าแบบแอลอีดีโปรเจ็กเตอร์ ไฟเดย์ไทม์แอลอีดีแบบ 3 ขีดล้อกับไฟท้ายอันเป็นเอกลักษณ์ที่ยาวนานของมัสแตง ไฟเลี้ยวเป็นแอลอีดีเช่นกัน

กันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่ช่วยเพิ่มความโฉบเฉี่ยวให้กับด้านท้ายของฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมสปอยเลอร์

ต่ำลงมาเป็นท่อไอเสียแยกซ้าย-ขวาอย่างละ 1 ท่อ ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร เป็นแบบ 4 ท่อ

โดยรุ่น 2.3L EcoBoost บริเวณฝากระโปรงหลังติดสัญลักษณ์ “ม้า” แต่ถ้าเป็นรุ่น V8 ขนาด 5.0 ลิตร จะเป็นตัวอักษร “GT”

หลังคาค่อนข้างลาดลงด้านหลังพอสมควร ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้น

ล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้ว หน้ากว้าง 9 นิ้วทั้ง 4 ล้อ ส่วนอีกรุ่น ให้ล้อด้านหลังใหญ่กว่าขนาด 9.5 นิ้ว

ภาพรวมถือว่าดูบึกบึนแต่สปอร์ตในที

 

ประตูทั้ง 2 บานเปิดได้กว้าง ซึ่งเป็นลักษณะของรถ 2 ประตูอยู่แล้ว เพื่อความสะดวกในการเข้า-ออก มีกิมมิกเล็กๆ เวลาเปิดประตูจะมีไฟจากใต้กระจกมองข้างส่องลงพื้นเป็นสัญลักษณ์รูปม้า นอกจากดูเท่แล้วยังได้ความปลอดภัยเวลาเปิดประตูตอนกลางคืน

ภายในใช้โทนดำตัดกับสีเงิน พวงมาลัยทรงสปอร์ตระบบไฟฟ้าพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น แผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว จะแสดงข้อมูลโหมดขับขี่แต่ละโหมด คล้ายกับที่มีในรถซูเปอร์คาร์ อย่างรถฟอร์ด จีที การแสดงผลจะเปลี่ยนตามโหมดขับขี่โดยอัตโนมัติ

ตรงกลางเป็นหน้าจอทัชสกรีนกลางขนาด 8 นิ้ว ระบบสื่อสารและความบันเทิงภายใน SYNC 3 ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อและควบคุมสมาร์ตโฟน ระบบเสียง ระบบนำทางและระบบปรับอากาศสั่งงานด้วยเสียงและการสั่งงานด้วยการสัมผัสรองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมลำโพง 12 ตัว และมีซับวูฟเฟอร์ด้วย

ต่ำลงมาอีกนิดเป็นระบบแอร์อัตโนมัติแยกซ้าย-ขวา ปุ่มควบคุมระบบต่างๆ เป็นแท่งๆ ยื่นออกมาแบบคลาสสิค ด้านซ้ายใกล้คนขับเป็นปุ่มสตาร์ต-สต๊อป

คันเกียร์ทรงย้อนยุคนิดๆ ส่วนเบรกมืออยู่ฝั่งซ้ายติดกับเบาะนั่งโดยสารตอนหน้า เนื่องจากเป็นการย้ายพวงมาลัยจากซ้ายมาขวานั่นเอง เช่นเดียวกับที่เปิดฝากระโปรงหน้าอยู่ด้านล่างซ้ายของผู้โดยสารตอนหน้า

แม้จะเป็นรถ 4 ที่นั่งแต่ผมให้เป็นแบบ 2-2 ที่นั่งจะเหมาะกว่า เพราะด้านหลังนี่คับแคบพอสมควร บวกกับหลังคาที่ลาดลงด้านหลังทำให้ผู้ใหญ่อาจจะนั่งลำบากสักหน่อย แต่ถ้าไปไม่ไกลมากและขยับเบาะหน้าขึ้นไปอีกหน่อยก็พอไหวอยู่

 

มาถึงขุมพลังอีโค่บูสต์ขนาด 2.3 ลิตร กำลังสูงสุด 300 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับแต่งเครื่องตามโหมดการขับขี่ต่างๆ ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถปรับเกียร์ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง

มีโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ คือ นอร์มอล สปอร์ต แทร็ก และโหมดแข่งทางตรง (Drag Strip)

จุดเด่นไม่พ้นโหมดแข่งทางตรง ที่สามารถเบิร์นยางให้เกิดความร้อนเพื่อจับสนามได้ดีขึ้นก่อนการแข่งควอเตอร์ไมล์ แต่ผมว่าคงมีคนใช้โหมดนี้ไม่มากนัก และถ้าจะใช้จริงๆ ควรลงไปในสนามแข่งเพื่อความปลอดภัย

เทคโนโลยีความปลอดภัย อาทิ ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)

เท่ขึ้นอีกนิดกับชุดท่อไอเสีย “Active Valve Performance Exhaust” สามารถปรับแต่งลดเสียงท่อไอเสีย เพื่อไม่ให้ชาวบ้านด่าเวลาติดเครื่องหรือขับเข้าไปในหมู่บ้าน เนื่องจากท่อไอเสียพ่นเสียงค่อนข้างดุดัน

 

การเปิดประตูไม่ต้องใช้รีโมตก็ได้ เพียงพกติดตัวมีจุดรับสัญญาณที่เปิดจับ ตัวรถค่อนข้างเตี้ยทำให้เวลาเข้าไปภายในนั้นลำบากนิดๆ เบาะนั่งเดินด้ายขาวโอบกระชับกำลังดี ปรับเดินหน้า-ถอยหลังด้วยไฟฟ้า แต่พนักเป็นแบบ “อัตโนมือ”

จุดแรกที่เข้าไปนั่งแล้วอึ้งนิดๆ คือการดึงเข็มขัดนิรภัยที่เยื้องไปด้านหลังค่อนข้างเยอะ เนื่องจากขยับเสาบีถอยไปด้านหลังมากนั่นเอง เรียกว่าเอี้ยวกันสุดตัว ถือเป็นข้อด้อยนิดๆ เพราะหากเทียบกับรถสปอร์ตของค่ายยุโรปบางรุ่น จะมีระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารไม่ต้องเอี้ยวตัวมาก

กดปุ่มสตาร์ต เสียงคำรามเข้ามาในห้องโดยสารพอได้ยิน ช่วงแรกผมกดคันเร่งตีนต้นรู้สึกแปลกๆ เพราะไม่จี๊ดอย่างที่คาด ส่วนความเร็วกลาง-ปลายหายห่วง

จนมาเอะใจเพราะรู้สึกว่าตีนต้นช้าเกินไป ที่แท้เป็นโหมดนอร์มอล เลยปรับมาเป็นสปอร์ต

เท่านั้นละครับสมชื่อมัสแตงจริงๆ จี๊ดจ๊าดทุกช่วงความเร็ว

ช่วงล่างซับแรงได้ดีกว่าที่คาด อาจะมีกระเทือนนิดๆ ซึ่งเป็นบุคลิกของรถลักษณะนี้อยู่แล้ว

การอัดเข้าโค้งหนักๆ ไม่มีอาการวูบไหว ส่วนหนึ่งเพราะความเตี้ยของรถ และช่วงล่างที่เซ็ตมาได้แน่นตึ๊บ

ด้วยความที่ได้รถมาไม่กี่วันจึงไม่ได้ลองเล่นโหมดอื่นๆ มากนัก แต่สำหรับผมแล้วโหมดสปอร์ต ถือว่าเหมาะสม เพราะทั้งขับสนุกและปลอดภัยสุดแล้ว

ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท

ส่วนรุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท

บทความก่อนหน้านี้วางบิล/เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ /’คุณก็รู้ว่าผมชอบกินไข่’
บทความถัดไปสมุนไพรมหิดล /คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล/ชงโค