วิเคราะห์ | “เพื่อไทย” ปรับทัพ “เจ๊แดง-หญิงหน่อย” งัดข้อหนัก! / รู้ทัน “ทักษิณ” วางมือ หรือซุ่มเงียบ ?

ห่างหายไป 3 เดือน สำหรับผู้มากบารมีแดนไกลอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ที่ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียล ถือเป็นเรื่องผิดปกติ

เพราะช่วง 3 เดือนที่บ้านเมืองสถานการณ์ไม่นิ่ง ชุลมุนอยู่กับการจัดตั้ง “ครม.ตู่ 2/1” ตั้งแต่ 24 มีนาคม 2562 มาถึง 10 กรกฎาคม 2562 ตามมาด้วยศึกในและนอกพรรคพลังประชารัฐในการแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี

จน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ต้องออกสารนายกฯ ขอโทษประชาชน ยิ่งตอกย้ำมีความขัดแย้งเกิดขึ้นจริงภายในพรรคพลังประชารัฐ จนเข้าสำนวนที่ว่า “สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน”

โดยปกติแล้ว “ทักษิณ” ควรมีแอ๊กชั่นต่อเรื่องเหล่านี้ เพราะ 1 ปีก่อนเลือกตั้ง จะมีการสื่อสารผ่านโซเชียลหรือมีคลิปมายังไทยอยู่เรื่อยๆ เพื่อปลุกฐานเสียงและระดมลูกพรรค

แต่ 3 เดือนที่ผ่านมา กลับนิ่งเงียบจนผิดสังเกต

มาพร้อมกระแสข่าวจะวางมือทางการเมืองด้วย

กระแสข่าวถูกตอกย้ำด้วยการทวีตข้อความ “ปิดบ้าน” ที่ดูไบในการจัดงานวันเกิดปีนี้ อายุครบ 70 ปี 26 กรกฎาคม ที่ไม่ได้เชิญแขกและขอจัดงานกับครอบครัว โดยอ้างถึงสถานที่ไม่สะดวกและอากาศร้อน ประจวบเหมาะกับกรณีที่ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ประกาศวางมือทางการเมืองในงานวันเกิดอายุครบ 69 ปี เมื่อ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อต้นปี 2561 “เฮียเพ้ง” มีชื่อมาคุมพรรคเพื่อไทยเพื่อนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง สมานรอยร้าวมุ้งต่างๆ ในพรรค ถึงขั้นจะนำชื่อขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ เลยทีเดียว

แต่เป็นที่เชื่อกันว่า “เฮียเพ้ง” จะไม่รับบทบาทนี้อยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาวางตัวเป็น Behind the Scenes ซึ่ง “เฮียเพ้ง” ถือเป็นสายตรง “ทักษิณ” ที่ทำพรรคกันมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทย จึงเป็นชื่อที่มีบารมีพอสมควร แต่สุดท้ายบทบาทนี้ตกไปที่ “หญิงหน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 1 แทน

ดังนั้น การประกาศวางมือของ “เฮียเพ้ง” จึงถูกนำมาต่อจิ๊กซอว์กับกระแสข่าว “ทักษิณ” ว่าจะวางมือทางการเมืองตามกันไปหรือไม่

และตอกย้ำผ่านทวีตข้อความปิดบ้านจัดงานวันเกิด

ท่ามกลางสถานการณ์พรรคเพื่อไทยที่กำลังปรับโครงสร้างใหญ่ในการจัดทัพตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จาก 15 ตำแหน่งเป็น 29 ตำแหน่ง

โดยเพื่อไทยให้ความสำคัญกับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรครายภาคมากขึ้น เพื่อวางยุทธศาสตร์เจาะฐานเสียงแต่ละภาค ในวันที่บริบททางการเมืองเปลี่ยนไปหลังมีตัวละครใหม่อย่าง “พลังประชารัฐ-อนาคตใหม่” 2 พรรคน้องใหม่ไฟแรง ที่ทำเอา 2 ขั้วอำนาจเดิมอย่าง “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” มีอาการเขวไม่น้อย

แต่ปัญหาที่พรรคเพื่อไทยเผชิญคือข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในการเลือกหัวหน้าพรรค แม้ถูกมองเป็น “หุ่นเชิด” มาตลอด เพราะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนหัวใหม่ โดยเฉพาะ “หัวหน้าพรรค” ที่ในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ระบุถึงคุณสมบัติ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ไว้ชัดเจนว่าต้องเป็น “หัวหน้าพรรคการเมือง” ที่ได้เป็น ส.ส.ในสภา โดยมาจากพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.มากสุดในซีกฝ่ายค้าน และไม่มีสมาชิกในพรรคไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภา หรือรองประธานสภา

ทำให้ “พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเดิมที่สอบตก เพราะเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค ต้องประกาศลาออก

เปิดทางให้ชื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ที่เคยถูกเสนอชื่อชิงประธานสภามาก่อนหน้านี้ แต่พ่ายให้ “ชวน หลีกภัย” ไป

ทั้งนี้ ชื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ถูกจับตาถึงแรงเคลื่อนไหวฝั่ง “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายทักษิณ ที่จะกลับมาคุมพรรคอีกครั้ง เพราะ “สมพงษ์” ถือเป็นสาย “เจ๊แดง” แน่นอนว่าชื่อนี้ได้รับ “ไฟเขียว” มาเรียบร้อยแล้ว โดยมีบารมีมากพอที่จะคุมพรรคได้ และไม่เป็น “หุ่นเชิด” จนเกินงาม เพราะต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาอย่างเข้มข้น

เพราะมีดาวดวงใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่มาตีคู่การทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

อีกตำแหน่งสำคัญคือ “พ่อบ้านพรรค” ที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” อดีตเลขาธิการพรรค ได้ประกาศลาอออกเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกเลขาธิการพรรคคนใหม่ หลัง “ภูมิธรรม” ก็สอบตกไม่ได้เป็น ส.ส.เข้าสภา โดย “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่เลขาธิการพรรคเพื่อไทยมายาวนานกว่า 7 ปี

ซึ่งชื่อที่ถูกจับตาเป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ คือ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ที่ได้ชื่อว่าเป็น “เด็กหญิงหน่อย” ทำให้มีการมองว่าจะเป็นการงัดข้อหรือปรับสมดุลระหว่างขั้ว “เจ๊แดง” กับ “หญิงหน่อย” ในสภาวะที่พรรคแบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจนหรือไม่ แต่ไม่แสดงออกชัดเท่าพรรคอื่นๆ เพราะสุดท้ายก็อยู่ภายใต้อุ้งมือของ “คนแดนไกล” อยู่ดี

ทำให้มีการตีโจทย์ว่า การที่ “ทักษิณ” นิ่งเงียบเช่นนี้ จะเป็น “เสือซุ่ม” หรือไม่

แต่อย่าลืมว่า “ทักษิณ” เจอมรสุมลูกใหญ่ หลังทิ้งไพ่ใบใหญ่ไปเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดเหตุการณ์ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ขึ้นมา เห็นชะตากรรมพรรคไทยรักษาชาติที่ยืนอยู่บนเส้นด้าย ตามมาด้วยปรากฏการณ์ “ฮ่องกงเอฟเฟ็กต์” ที่ทำให้ “ทักษิณ” กระอักไม่น้อย พร้อมทั้งการขยับของกองทัพอย่างชัดเจน ทั้งการถอดชื่อออกจากศิษย์เก่าเตรียมทหารดีเด่น ยึดคืนรางวัลเกียรติยศจักรดาว และตามมาอีกหลายเหตุการณ์ จน “ทักษิณ” แทบจะหมดเกียรติที่ทำมา

โดยการแสดงออกสุดท้ายของ “ทักษิณ” คือการยินดีกับ 7 พรรคฝ่ายต้าน คสช. ที่ประกาศตั้งรัฐบาล รวมเสียงได้เกิน 250 เสียง พร้อมย้ำว่าตัวเองเป็นเพียง “กองเชียร์” เท่านั้น ขออย่านำตนไปเป็นเงื่อนไขทางการเมืองอีก เพราะอยู่นอกประเทศมากว่า 10 ปีแล้ว พร้อมกับรายการ Good Monday ที่เงียบหายไป

และจบท้ายด้วยคลิปชื่อ “สิ่งสุดท้ายที่พระเจ้าจะให้ได้ คือความหวัง”

ด้าน คสช.โดย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่เคยมีวาทะ “เกาะโต๊ะ” กับนายทักษิณ ก็กล่าวถึงกระแสข่าวการวางมือทางการเมืองของนายทักษิณว่า ตนไม่ทราบ ตนไม่คิดอะไร ว่าจะวางมือหรือไม่วางมือ เพราะไม่เกี่ยวกับตน ส่วนจะเป็นผลดีกับบ้านเมืองหรือไม่ “บิ๊กป้อม” เผย นายทักษิณอยู่ต่างประเทศ ความจริงก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรอยู่แล้ว ส่วนที่มีการมองว่าจะเป็นการซุ่มเงียบของนายทักษิณหรือไม่ พล.อ.ประวิตรปฏิเสธ ตอบว่าอยู่ที่สื่อคิดอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น? ด้าน พล.อ.ประยุทธ์โบ้ยสื่อให้ไปถามเองว่า “ไปถามเขาสิ”

สัญญาณทางการเมืองช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา “ทักษิณ” ย่อมรู้ชะตากรรมของตัวเอง ในวันที่ดุลอำนาจของบ้านเมืองเปลี่ยนไป

แต่ก็มีการมองกันว่า คนวัย 70 ปี หากมองในฐานะปุถุชนคนหนึ่ง ก็ถึงเวลาที่ต้อง “ทบทวนตัวเอง” หรือไม่ ในชีวิตที่เวลาเหลือน้อยลง โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา “ทักษิณ” ส่งสารเรื่องเหล่านี้ผ่าน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาวผู้มี “ชะตากรรม” ทางการเมืองที่ไม่ต่างจากตน โดยขับเน้นเรื่องการใช้ชีวิตให้มีความสุขเป็นหลัก

อีกทั้ง “ยิ่งลักษณ์” ก็ลดการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเปิดหน้าลงไปมาก

ถือเป็นทางแยกของ “ตระกูลชินวัตรรุ่นใหญ่” ว่าจะเอาอย่างไรดีกับตัวเอง จะเล่นบท Behind the Scenes – โลว์โปรไฟล์ไปตลอดหรือไม่ หรือกำลังซุ่มเงียบเตรียมกลับมาผงาดอีกครั้ง หรือจะวางมือทางการเมืองอย่างแท้จริง

แต่ก็เชื่อกันว่า ตราบใดที่ยังมี “พรรคเพื่อไทย” อยู่นั้น การวางมือจึงเป็นเรื่องยาก

อีกทั้งชื่อ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ยังใช้เรียกคะแนนเสียงทางการเมืองได้อยู่ อย่าได้ประมาทพลังตรงนี้ไป เพราะสถานีหน้าคือการเลือกตั้งท้องถิ่นนั่นเอง ที่จะมีผลต่อคะแนนเสียงการเลือกตั้งระดับชาติในระยะยาว

Former Thai premier Thaksin Shinawatra speaks during a press conference at Seoul on November 23, 2011. Shinawatra said November 23 he has no plans to return home, following suggestions that the current government headed by his sister may seek to pardon him. AFP PHOTO / KIM JAE-HWAN / AFP / KIM JAE-HWAN

ที่สำคัญ “อาชีพนักการเมือง” เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นกันจนตาย ไม่มีวันเกษียณอย่างชัดเจน แม้ไม่มี “ตำแหน่ง” แต่สิ่งที่ติดตัวอยู่คือ “บารมี” ที่ทรงพลังกว่า “อำนาจ-ตำแหน่ง” เสียอีก บางครั้งการ “นิ่ง” ก็มีอานุภาพที่แรงกว่า “ขยับ” ด้วย ทำให้เป้านิ่งทางการเมืองในเวลานี้ตกไปที่พรรคอนาคตใหม่

หาก “ทักษิณ” ขยับมากในเวลานี้ก็เหมือนโยนอ้อยเข้าปากช้าง สร้างแต้มต่อทางการเมืองให้ฝ่าย คสช.-รัฐบาลไปโดยปริยาย จึงทำให้สภาพ “ครม.ตู่ 2/1” ที่กำลังตั้งไข่และเดินในเวลานี้ก็เสียเครดิตไปมาก เป็น “ครม.ปริ่มน้ำร้อยหกวัน” ไปเรียบร้อยแล้ว

เพราะใครๆ ก็รู้ทัน “ทักษิณ”!!