วิเคราะห์ : บาทแข็งทุบ “ส่งออก-ท่องเที่ยว” เครื่องยนต์ขับเคลื่อน GDP รวน โจทย์ร้อนต้อนรับรัฐบาลใหม่

เกาะติดสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศไทยของไทยช่วงครึ่งแรกปี 2562 นี้ ปรากฏว่าค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางช่วงเป็นการแข็งค่าขึ้นอย่าง “รวดเร็ว” และ “แข็งค่านำ” สกุลเงินอื่นในภูมิภาค

กระทั่งทำสถิติ “แข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี” ที่ 30.52 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สถานการณ์ดังกล่าวในช่วงเวลาที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ออกมายอมรับว่า กนง.มีความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและการไหลเข้าของเงินทุน (ฟันด์โฟลว์) อย่างใกล้ชิด

พร้อมประกาศว่าจะออกมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นมาดูแล รวมถึงจับตาภาคการผลิตสินค้าส่งออกที่เริ่มเห็นสัญญาณว่าบางอุตสาหกรรมอาจมีปัญหาถึงขั้นเลิกจ้างงาน

 

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) กล่าวว่า TMB Analytics ได้ประเมินว่า ค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2562 จะอยู่ที่ 31.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้น 5% จากสิ้นปี 2561 ซึ่งส่งผลกระทบกับภาคการส่งออก โดยทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของผู้ส่งออกเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ -3.2% จนถึง +4.9% หรือ กำไรจะหายไปประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท

โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนัก หรือธุรกิจที่เสียประโยชน์ คือกลุ่มที่พึ่งพารายได้จากการส่งออก และใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลักจะกระทบมากที่สุด รายได้ผู้ประกอบการหายไปกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติ 0.3-3.2% ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางพารา อาหารทะเล เนื้อสัตว์ และเครื่องประดับ

นางพัทธ์ธีญา พสุจรัสพงศ์ นายกสมาคมสินค้าตกแต่งบ้าน กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าตกแต่งบ้านเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการแข็งค่าของเงินบาทไทยสูงกว่าในภูมิภาคอาเซียน ทั้งกัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าชนิดเดียวกัน ส่งผลทำให้การแข่งขันของไทยลำบากมากขึ้น

เห็นได้ชัดเจนจากผลกระทบต่อภาคการส่งออก สะท้อนผ่านตัวเลขส่งออก 5 เดือนของกระทรวงพาณิชย์ โดยนางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าส่งออกเดือนพฤษภาคม 2562 มีมูลค่า 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 5.8% ขณะที่การส่งออก 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2562) ลดลง 2.7%

“สาเหตุที่ส่งออกลดลงต่อเนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวกระทบกำลังซื้อทั่วโลก และผลกระทบจากสงครามการค้าทำให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 5.8% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 รวมถึงปัญหาเงินบาทแข็งค่า ทำให้คู่ค้าชะลอคำสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากไทย ส่งผลให้การส่งออกกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรติดลบ 1.4%” นางสาวพิมพ์ชนกกล่าว

สอดคล้องกับที่นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ชี้ว่าค่าเงินบาทมีผลกระทบต่อการส่งออกในเดือนพฤษภาคมค่อนข้างมาก เพราะเป็นการแข็งค่ามากที่สุด

ไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้สำนักพยากรณ์ด้านเศรษฐกิจทุกสำนักพากันปรับลดประมาณการอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงกันอย่างต่อเนื่อง จากการชะลอตัวของภาคการส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากขึ้น

ขณะที่นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐไม่เป็นผลดีต่อการค้าของไทย และจะส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังหนักขึ้น หลังจากช่วง 5 เดือนแรกส่งออกของไทยติดลบไป 2.7%

และช่วงที่เหลือของปีนี้การส่งออกสินค้าไทยยังเผชิญความท้าทายจากประเด็นการกีดกันทางการค้า ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยต้องทบทวนตัวเลขคาดการณ์การส่งออกปี 2562 โดยปรับลดประมาณการเติบโตลงจาก 3.2% ลงเหลือ 0%

 

นอกจากภาคการส่งออกแล้ว ภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทชัดเจน โดยข้อมูลจาก TMB Analytics ระบุว่า เงินบาทที่แข็งค่าในปีนี้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก และเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวถือว่ามากกว่าเม็ดเงินจากการส่งออกสุทธิถึง 3 เท่าตัว ทั้งนี้ เงินบาทเมื่อเทียบกับเงินหยวนของจีน (YoY) ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2562 แข็งค่าขึ้นถึง 11.5% หรือเทียบกับยุโรปแข็งค่าขึ้น 9.34%

นายศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า กรุ๊ป จำกัด เจ้าของธุรกิจโรงแรม-สปาในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่ ในฐานะนายกสมาคมโรงแรมภาคใต้ กล่าวว่า ขณะนี้บรรยากาศท่องเที่ยวของภูเก็ตเงียบมาก อาจกล่าวได้ว่าเงียบที่สุดในรอบ 10 ปี ชะลอทั้งอัตราการเข้าพักและราคาห้องพัก โดยเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอมาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าช่วงโลว์ซีซั่น โดยพบว่าอัตราการเข้าพักของโรงแรมในภูเก็ตโดยรวมปรับตัวลดลงถึง 15-20% ซึ่งเป็นการชะลอตัวที่มีนัยสำคัญมาก จากช่วงครึ่งปีแรกปีที่แล้วที่ภูเก็ตยังมีตัวเลขอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักที่ดีมาก

“ปัจจัยที่กระทบหลักๆ มาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จากผลกระทบของสงครามการค้าและค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น บวกกับมีโรงแรมใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกปี ยิ่งทำให้ภาพรวมลดลงมากกว่าปกติ”

ล่าสุด นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ระบุว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลงเหลือ 40.1 ล้านคน หรือคิดเป็นการขยายตัวที่ 4.8% จากเดิมที่ประมาณการไว้ 40.7 ล้านคน ชะลอลงจากค่าเฉลี่ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ขยายตัว 8-9% ขณะเดียวกันก็ปรับประมาณการอัตราขยายตัวของมูลค่าส่งออก

โดยคาดว่าจะหดตัวที่ -1.6% จากเดิมคาดว่าขยายตัว 0.6%

 

สถานการณ์ค่าเงินบาทจากสิ้นปี 2561 ถึงปัจจุบัน (9 กรกฎาคม) แข็งค่าขึ้นมา 5% ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่หากมองย้อนกลับไปช่วง 5 ปี พบว่าค่าเงินบาททยอยแข็งมากขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่ค้าคู่แข่ง และช่วงที่เหลือของปี อีไอซีคาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

“5 ปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 13% หากเทียบสกุลเงินด่อง (เวียดนาม) แข็งค่าขึ้นมา 23% และสกุลเงินหยวน (จีน) แข็งขึ้นมา 19% ดังนั้น ถ้ามองการสะสมการแข็งค่าของค่าเงินบาทมาต่อเนื่องก็ค่อนข้างมีผลกระทบ ทั้งต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกและรายได้ในรูปเงินบาทที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยจะกระทบมาก นอกจากนี้ สินค้าเกษตรที่ใช้แรงงานมากๆ สินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมากๆ ก็จะกระทบรุนแรงเช่นเดียวกัน” นายยรรยงกล่าว

หลายฝ่ายจึงฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้

เพราะนี่คือโจทย์สำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเป็นลำดับแรกๆ ทันทีที่รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติงาน

ส่วนจะแก้ได้ตรงจุด และสัมฤทธิผลมากน้อยแค่ไหนต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

บทความก่อนหน้านี้อุรุดา โควินท์ / อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : กลางสายฝน
บทความถัดไปจรัญ พงษ์จีน : ชะตากรรม รัฐบาล “ประยุทธ์” 2