อุรุดา โควินท์ / อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : กลางสายฝน

อุรุดา โควินท์

ฉันอยู่ในใจกลางสายฝน ตกตั้งแต่เที่ยงจนถึงยามบ่าย เม็ดใหญ่ หนักแน่น ไม่ขาดสาย คล้ายได้เห็นต้นไม้เต้นรำ แน่ละ หลังอดทนกับความร้อนแล้ง ต้นไม้ไม่อาจปริปาก แต่มันแสดงออกด้วยการทิ้งใบ การรดน้ำของฉัน แม้เกือบทุกวัน ก็ไม่อาจเทียบสายฝนแห่งฤดูกาล

“ดีที่เราถมกรวดไว้ ไม่งั้นป่านนี้พื้นแฉะเดินไม่ได้เลย” ฉันชี้ให้เขาดูลานหินกรวดที่เราถมเมื่อปลายฤดูหนาว

กรวด 3 คันรถและแรงของเรา พื้นสวนจึงสว่างไสว กวาดใบไม้ง่ายขึ้น และช่วยให้ไม่แฉะในฤดูฝน

หินกรวดเป็นการลงทุนคุ้มค่า พื้นผิวเปลี่ยนความรู้สึกที่เรามีต่อพื้นดิน ถ้าไม่มีกรวด ป่านนี้เราคงรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ

แรกที่ฝนตก เราก็เหมือนต้นไม้ สดชื่น ชุ่มฉ่ำใจ ครั้นฝนไม่ยอมหยุด เราเริ่มคิด ไปตลาดดีมั้ย และต่อให้ไป แม่ค้าจะมาสักกี่ราย

มื้อกลางวันผ่านไปแล้ว เจียวไข่โปะข้าว กินกับพริกน้ำปลา กินแล้วให้นึกขึ้นได้-เราไม่ได้กินข้าวไข่เจียวนานนักหนา อาจเพราะมันง่ายไป ธรรมดาไป

แต่ดูสิ ข้าวหอมมะลิร้อนๆ โปะไข่เจียวร้อนๆ อร่อยอะไรอย่างนี้

 

มื้อเย็นต่างหากที่ฉันกังวล แรกทีเดียว เขาบอกอยากกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้า แต่นั่นก่อนที่ฝนจะเทลงมา

ท่ามกลางสายฝน มีก็แต่รสเผ็ดที่ช่วยปั่นหัวใจของฉันให้คึกคัก

“ต้องกินเผ็ดใช่มั้ย ถึงไม่ง่วง มีแรงทำงาน” เขาพูดอย่างรู้ใจ

ฉันพยักหน้า “มีอะไรให้ทำอีกเยอะ บ่ายเริ่มคล้อย แต่นั่งดูฝนนิ่งๆ มาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน”

ต้องมีเวทมนตร์ในสายฝน มนต์นั้นแก้ได้ด้วยความเผ็ด ข้อนี้ฉันแน่ใจ ที่ไม่แน่ใจก็คือ เราจะเผ็ดจากอะไรดี

“เดี๋ยวไปซื้อกับข้าวถุงให้ อย่าทำเลย ฝนหนักเกิน”

“ไม่ใช่ข้ออ้างนะ ฝนตกเนียะ” ฉันว่า

ฝนตก แดดออก หนาว เราก็ต้องกิน ดังนั้น ไม่ว่าอากาศเป็นอย่างไร แม่ครัวควรเข้าครัว ใช้ครัวให้เกิดประโยชน์ ปรุงอาหารออกมา

“ต้องไปตลาดอีกนะ” เขาเตือน

บ่ายสามกว่า ฟ้ามืดเหมือนหกโมงเย็น ไปตลาดอาจไม่ได้ แต่ทำอาหารต้องได้

ฟ้าแบบนี้ละ ยิ่งควรทำ

 

ฉันเดินเข้าครัว เปิดตู้เย็นดู มีเครื่องแกงเหลือจากทำแกงเทโพ ตำเมื่อวาน ยังสดใหม่ เหลือไม่มากนัก แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ผัดพริกแกงได้

มีใบยี่หร่าอยู่นิดหน่อย ฉันรีบดูช่องแข็ง ภาวนาให้มีหมูสามชั้น

เย้ มีจริงด้วย ทำแกงพริกใส่ใบยี่หร่าได้ กินตอนฝนฉ่ำอร่อยนัก

หยิบสามชั้นออกมาไว้นอกตู้เย็น ไม่เกินสองชั่วโมงก็พอหั่นได้ เอาละ เพื่อความแน่ใจ ฉันอยากถามเขาสักหน่อย

วันก่อนเรากินคั่วกลิ้ง เมื่อวานแกงเทโพ ถ้าวันนี้กินแกงพริก เท่ากับเรากินแกงใต้สามวันติดกัน ฉันกินได้ แต่เขาอาจเบื่อ และที่แน่ๆ เขาไม่ค่อยถูกโรคกับหมูสามชั้น

“กินได้ ถ้าเป็นแกงพริก สามชั้นของเชียงรายมันไม่เยอะ แกงเถอะ” เขาบอก

เรามีแตงกวา มีกุนเชียง มีไข่ มื้อเย็นต้องอร่อยแน่นอน สามชั้นหนึ่งเส้น กับเครื่องแกงที่เหลือ ยังไงก็เผ็ด

 

เวลาตำเครื่องแกงฉันใช้พริกขี้นกแห้งเยอะมาก ราวสองกำมือ กระเทียมไทยสองช้อนโต๊ะ พริกไทยดำหนึ่งช้อนชากว่า ตะไคร้หนึ่งต้นใหญ่ (ซอยให้ละเอียดก่อนลงครก) ขมิ้นสักหน่อย และเกลือทะเลหนึ่งช้อนชา

ตำจนกว่าจะเนียน ย่อมได้เครื่องแกงจัดจ้าน ไม่ต้องใส่เครื่องเยอะก็เผ็ด ตอนแกงค่อยเติมกะปิลงหม้อ

แกงพริกหมูสามชั้นนั้น บางคนแกงแบบแห้ง ให้พริกแกงเคลือบหมู แบบนั้นจัดจ้านที่สุด แต่ฉันชอบแกงแบบมีน้ำไว้ราดข้าว ไม่เผ็ดจนทรมาน กินได้คำโต

หั่นสามชั้นเป็นชิ้นรอ ตั้งหม้อ โดยใส่น้ำน้อยที่สุด ถ้าน้ำมากไป แกงจะไม่เผ็ด ซึ่งถือว่าพัง แกงพริก-ต่อให้มีน้ำ ก็ต้องเผ็ดร้อน

พอน้ำเริ่มเดือด ใส่เครื่องแกงลงไป ตามด้วยกะปิราวหนึ่งช้อนโต๊ะ กะปิดี กลิ่นย่อมดี ใส่ปริมาณมาก ทำให้แกงอร่อย

เครื่องแกงละลายเข้ากับน้ำดีแล้ว ฉันเทหมูสามชั้นลงหม้อ รอให้เดือด เบาไฟเป็นไฟอ่อน หมูสุกง่าย แต่ถ้าอยากให้น้ำแกงเข้าเนื้อเข้าหนังควรเคี่ยวสัก 20 นาที

 

เม็ดฝนยังไม่ห่าง เป็นไปได้ที่เราจะกินแกงพริกท่ามกลางสายฝน บ้านมีต้นไม้เยอะ ต้นลิ้นจี่ทรงพุ่มคล้ายเงาะ ฝนหนักแบบนี้ บวกกลิ่นแกงพริก ทำให้ฉันเผลอคิดไปว่ากำลังอยู่ภาคใต้

ตอนอยู่นครศรีธรรมราช ถ้าวันไหนขี้เกียจไปตลาด และเสบียงในตู้เย็นหมด ฉันจะแกงพริก ตลาดอยู่ห่างบ้านกว่าสิบกิโลเมตร แต่มีแผงหมูในหมู่บ้าน พ่อค้าเลี้ยงหมูเอง เชือดขายวันละตัว ได้สามชั้นมาอย่างเดียว ฉันก็แกงพริกเหมือนวันนี้ ต่างกันตรงที่ หลังบ้านเช่าในนครศรีธรรมราช มียอดแหมะ มีผักกูด มีตำลึง มีมะเขือ นอกจากแกงพริก เราจึงมีผักให้เก็บกินอีกมาก

สายฝนของเชียงรายได้แต่บำรุงไม้ประดับที่น้องสาวของฉันปลูกไว้ นอกจากลิ้นจี่รุ่นปู่ ที่ให้ผลปีละครั้ง ติดบ้าง ไม่ติดบ้าง กับไผ่หนึ่งกอ ที่นี่ก็ไม่มีอะไรให้เก็บกิน

รากลิ้นจี่แผ่คลุมดินทั้งผืน แต่น่าจะปลูกผักในกระถางได้ ฉันคิด ก่อนชิมแกงพริก เมื่อเคี่ยวครบ 20 นาที

เครื่องแกงเข้มข้นบวกกะปิดี ทำให้แกงมีรสชาติ เติมน้ำปลาสักหน่อย ตัดน้ำตาลครึ่งช้อนชา ก็ได้รสแกงพริกที่ฉันต้องการ

ขณะโรยใบยี่หร่าลงหม้อ ฉันบอกตัวเอง ฉันต้องมียี่หร่าปลูกเองไว้ทำอาหารโดยเร็ว

บทความก่อนหน้านี้ต่อต้านอย่างสุนทรีย์ กับ “Headache Stencil” : เล่าการเมืองแบบไม่เผยตัวตน ของศิลปินสายสตรีต
บทความถัดไปวิเคราะห์ : บาทแข็งทุบ “ส่งออก-ท่องเที่ยว” เครื่องยนต์ขับเคลื่อน GDP รวน โจทย์ร้อนต้อนรับรัฐบาลใหม่