AI ช่วยพ่อ-แม่มือใหม่ รับมือลูก ‘ร้องไห้’ อยากรู้ไหม ทารกสื่ออะไร/รายงานพิเศษ/โชคชัย บุณยะกลัมพ

รายงานพิเศษ/โชคชัย บุณยะกลัมพ https://www.facebook.com/ChokCyberAIEntertainment/

AI ช่วยพ่อ-แม่มือใหม่

รับมือลูก ‘ร้องไห้’

อยากรู้ไหม ทารกสื่ออะไร

 

คุณแม่มือใหม่ที่กำลังเลี้ยงลูกน้อยเกิดใหม่ช่วงแรกๆ อาจจะตกใจบ่อยครั้งเมื่อได้ยินทารกน้อยร้อง จนเกิดการวิตกกังวล เครียดไปตามๆ กัน

ทารกร้องไห้บ่อยหาสาเหตุไม่เจอไม่รู้จะแก้ไขทำให้ลูกหยุดร้องไห้ตรงจุดไหนดี

ทารกไม่สามารถบ่งบอกว่าความต้องการออกมาเป็นคำพูดได้

การที่ทารกร้องไห้โยเยจึงเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างเพื่อให้พ่อ-แม่ได้รับรู้

และเป็นการแสดงออกเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการหรือไม่ยอมรับในสิ่งนั้นๆ

การร้องไห้จึงไม่ใช่แค่การส่งเสียงร้อง แต่เป็นการสื่อสารที่ถูกออกแบบมาเพื่อความอยู่รอดของทารกด้วย

ดังนั้น การที่พ่อ-แม่นิ่งเฉยไม่ตอบสนอง ไม่สนใจต่อเสียงการร้องไห้ของทารก จะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกได้

การร้องไห้ของทารกเป็นการสื่อสารทางเดียวที่ลูกสามารถบอกพ่อ-แม่ได้

อย่างการหิวนมของทารกก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทารกได้แสดงอาการส่งเสียงร้องเมื่อเกิดความรู้สึกหิวต้องการกินนมเพื่อบ่งบอกถึงความต้องการ

เราต้องรู้อีกว่าทารกต้องการกินเท่าไหร่ถึงจะพอและเพียงพอต่อความต้องการ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเปียกชื้นของผ้าอ้อม กระทั่งร่างกายของทารกจะตอบสนองกับสิ่งที่ผิดปกติแล้วส่งเสียงร้องออกมา หรือแม้กระทั่งเมื่อยามฉี่หรืออึออกมา

ดังนั้น การที่ลูกน้อยอาจจะส่งเสียงร้องไห้ออกมา เป็นเพราะทารกแรกเกิดยังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ทัน

อยากให้พ่อ-แม่อุ้ม ในยามที่เขารู้สึกกังวล ไม่สบายใจ หรือรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ทารกรู้สึกปลอดภัย

การอุ้ม กอด จูบ การพูดคุยส่งเสียง การสัมผัส หรือความต้องการพักผ่อนของทารก ก็เพราะในช่วงแรกเกิดของทารกเป็นช่วงที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตหลังคลอดออกมา หลังจากอยู่ในท้องแม่มาเป็นระยะเวลานาน

ความรู้สึกไม่สบาย มีไข้ ซึม อ่อนเพลีย กระวนกระวายอยู่ไม่สุข อาการแน่นท้อง จุกเสียด งอแง ไม่สบายตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสื่อสารให้พ่อ-แม่คนดูแลทารกได้รับรู้ทั้งสิ้น

 

การพยายามหาสาเหตุการร้องไห้ของทารกและแก้ไขเท่าที่เป็นไปได้ ทารกแต่ละคนจะแตกต่างกันไป และมักจะตามมาด้วยปัญหาความเครียดของผู้ดูแล

สิ่งที่พ่อ-แม่ทำได้ก็เพียงแค่ เช็กดูทุกอย่างให้เรียบร้อยว่าลูกหิวหรือเปล่า ไม่สบายท้องใช่ไหม

จากปัญหาเหล่านี้ นักวิจัยจาก Northern Illinois University สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาวิธีสร้าง AI ใช้แยกแยะเสียงร้องของเด็กทารกระหว่างเสียงร้องปกติและเสียงร้องที่ผิดปกติ สามารถบ่งบอกภาวะของอาการแต่ละอย่าง เสียงร้องของทารกในการวิเคราะห์สาเหตุ ปัญญาประดิษฐ์สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสัญญาณร้องไห้ปกติและสัญญาณผิดปกติเช่นสิ่งที่เกิดจากการเจ็บป่วยพื้นฐาน

การพัฒนาอัลกอริธึ่มที่พัฒนาจากระบบรู้จำเสียงอัตโนมัติ ใช้ตรวจจับวิเคราะห์ลักษณะเสียงร้องของทารกด้วยเทคนิคที่เรียกว่า compressed sensing เป็นกระบวนการสร้างสัญญาณข้อมูลจากเสียงที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ ที่เรียกว่าการตรวจจับแบบบีบอัด – กระบวนการที่สามารถสร้างสัญญาณใหม่โดยใช้ข้อมูลที่กระจัดกระจาย เสียงพื้นหลังในระดับสูง

หลังจากนั้นอัลกอริธึ่มจะทำการวิเคราะห์คลื่นเสียงจากข้อมูลเสียงร้องทารก เพื่อนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ตามระดับความดัง น้ำหนักเสียง และน้ำเสียง ที่ตรงกับฐานข้อมูลของเสียงร้องทารกที่บันทึกและระบุไว้ก่อนหน้านี้โดยพยาบาลเด็กแรกเกิดและผู้ดูแลที่มีประสบการณ์

ตัวอย่างเช่น เสียง “เน” แปลว่า “หิว” เพราะปกติแล้วทารกจะมีปฏิกิริยาการดูด และลิ้นจะไปแตะเพดานปาก จึงสร้างเสียง “เน” ขึ้นมา

เช่นเดียวกัน เสียง “เอ” มีความหมายว่า เด็กต้องการเรอ ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากกินนม

 

Prof. Lichuan Liu กล่าวว่า

“เสียงร้องเด็กทารกก็เหมือนอีกภาษาพิเศษที่ต้องมีข้อมูลที่สื่อถึงสุขภาพกายสุขภาพจิตใจหลายอย่างในแต่ละเสียงร้อง ความแตกต่างของแต่ละเสียงนั้นมีความหมายอย่างยิ่ง ความแตกต่างกันของอาการเช่นนี้ก็แสดงออกมาผ่านคุณสมบัติของเสียงร้องที่ต่างกันออกไป การที่จะระบุสาเหตุอาการที่จะใช้ประโยชน์ข้อมูลนั้นได้ เราจะต้องแยกคุณสมบัติอาการเหล่านั้นออกมาเสียก่อนแล้วจัดเก็บข้อมูลตัวอย่างที่รับมาเพื่อการวินิจฉัยอาการที่เกิดขึ้น”

สำหรับทีมนักวิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถขยายวิธีนี้ออกไปเพื่อเป็นประโยชน์ทั้งพ่อ-แม่คนดูแลที่บ้านและแพทย์ผู้วินิจฉัยอาการป่วยของเด็กทารกได้

และหวังว่าวิธีนี้จะนำไปใช้อย่างกว้างขวางในทางวงการแพทย์ด้านอื่นๆ อีกมากมาย ที่ต้องจะพึ่งข้อมูลประสบการณ์ในการช่วยตัดสินใจถึงสาเหตุอาการสุขภาพของทารกที่เกิดการร้องขึ้นมา

Prof. Liu กล่าวเสริมอีกว่า “เป้าหมายสูงสุดคือ อยากให้เด็กทารกมีสุขภาพที่ดีขึ้นพ่อ-แม่และผู้ดูแลลดความกดดันลง ทั้งนี้ เราก็คาดหวังความร่วมมือจากโรงพยาบาลและสถานวิจัยทางการแพทย์เพื่อเก็บสถานการณ์ตัวอย่างข้อมูลให้มากขึ้นสำหรับการปฏิบัติทางคลินิก”

ทั้งนี้ การคิดค้นการเรียนรู้ของสมองกล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจจะสามารถช่วยเราแปลความหมายหรือถอดรหัสได้ว่าทารกต้องการจะสื่อสารเวลาที่ทารกส่งเสียงร้องไห้ แต่การร้องไห้ของทารกแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป และเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการในการเติบโตของเด็ก

บางคนร้องไห้เป็นเวลานาน บางคนร้องไห้น้อย หรือบางคนร้องไห้ถี่

คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจถึงลักษณะการร้องไห้บางลักษณะที่น่าเป็นกังวล

เพราะอาจมีอาการป่วยที่ยังหาสาเหตุไม่พบหรือสิ่งที่ผิดปกติอื่นซ่อนเร้นอยู่ก็เป็นได้

 

ที่มา

https://www.sciencefocus.com/news/ai-created-to-translate-babies-cries/

บทความก่อนหน้านี้เจาะชีวิต “อรรถพล ใหญ่สว่าง” จาก “เด็กวัด” สู่ “อัยการสูงสุด-ประธาน ก.อ.”
บทความถัดไปเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ | ถอดรหัสธรรมขุนน้ำนางนอน