แผงหนังสือจ๋า…หายไปไหน | ธงทอง จันทรางศุ

ธงทอง จันทรางศุ

สําหรับคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับผม เคยได้สังเกตกันบ้างไหมครับว่า แผงขายหนังสือพิมพ์ที่เคยพบเห็นกันทั่วไป เวลานี้กลายเป็นของหายากขึ้นมาเสียแล้ว

จะหาซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง หรือนิตยสารเล่มหนึ่งมาอ่าน กลายเป็นเรื่องยากกว่าสมัยก่อนมาก

เมื่อครั้งที่บ้านผมอยู่ในย่านถนนสุขุมวิท ตรงซอยบ้านกล้วยใต้หรือซอยสุขุมวิท 40 เยื้องกันกับซอยบ้านผมคือซอยทองหล่อหรือซอยสุขุมวิท 55 เวลาผมไปไหนมาไหนและขึ้นรถเมล์มาลงที่ป้ายปากซอยทองหล่อ ที่ตรงนั้นจะมีแผงหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ให้เราเลือกซื้อหนังสือได้หลายรายการ

มีทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารประจำสัปดาห์ หรือนิตยสารรายปักษ์รายเดือน เลือกซื้อหาแล้วก็เดินกลับเข้าบ้านไปมีความสุขกับหนังสือเล่มที่ซื้อมา

ถ้าเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ พ่อแม่ขับรถออกจากบ้านไปจ่ายตลาดที่ตลาดปากซอยอโศก ผมก็ติดรถไปด้วย แต่ไม่ได้เดินตลาดซื้อของหรอกนะครับ ผมไปยืนอ่านหนังสือฟรีอยู่หน้าแผงหนังสือพิมพ์ปากซอยอโศกนั่นเอง

อ่านเล่มโน้นอ่านเล่มนี้เพื่อฆ่าเวลาไป

พอพ่อแม่เดินกลับมาจากการจ่ายตลาด ผมก็ค่อยจ่ายเงินซื้อหนังสือเล่มที่ต้องการแล้วขึ้นรถกลับบ้านพร้อมกัน

ทุกวันนี้นอกจากแผงขายหนังสือพิมพ์จะหายไปจากริมถนนแล้ว นิตยสารหลายเล่มก็ได้ยื่นใบลาออกจากบรรณพิภพไปแล้วเช่นกัน

หนังสือรายปักษ์ที่ผมเคยเขียนหนังสือเป็นคอลัมน์ประจำลงพิมพ์ต่อเนื่องกันเป็นเดือนเป็นปีอย่างน้อยสองเล่ม คือ นิตยสารลลนาเล่มหนึ่งและนิตยสารพลอยแกมเพชรอีกเล่มหนึ่ง เวลานี้ก็เหลือเพียงแต่ความทรงจำในอดีตเท่านั้น

แม่ผมเป็นผู้ประกอบอาชีวะเป็นนักประพันธ์ เขียนนิยายลงพิมพ์ในหนังสือรายสัปดาห์หลายเล่ม โดยใช้นามปากกาว่า “แกมกาญจน์ ศุภวรรณ” บ้าง “แก้ว กิริยา” บ้าง หนังสือที่แม่เขียนนิยายลงพิมพ์เป็นประจำได้แก่ นิตยสารศรีสัปดาห์ สกุลไทย และกุลสตรี ทุกวันนี้ก็สูญหายไม่เหลือหรอแล้ว

เมื่อหลายปีก่อนเมื่อเริ่มมีข่าวว่าร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นจะเปิดมุมขายหนังสือในร้านบางสาขา ผมตื่นเต้นยินดีมากเพราะนึกว่าจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของผมแทนแผงหนังสือริมถนนซึ่งมีจำนวนลดน้อยลงไปทุกที

แรกทีเดียวก็พออาศัยครับ เพราะมีหนังสือพิมพ์วางจำหน่าย มีนิตยสารที่น่าอ่านวางขายพร้อมกันด้วย

แต่มาถึงทุกวันนี้หนังสือพิมพ์ก็ยังพอหาได้ในร้านเซเว่นฯ แต่นิตยสารที่วางขายเปลี่ยนรูปโฉมไปมาก หนังสือที่มีเนื้อหาให้อ่านมากๆ เจ๊งหมดแล้ว เหลือแต่หนังสือเกี่ยวกับดารา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือใบ้หวยอะไรประมาณนี้ที่ยังรอดชีวิตอยู่ได้ ผมเข้าไปเดินวนได้ไม่กี่นาทีก็ต้องถอยกรูดออกมา

รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมคะ?

เหล่านี้เป็นสัญญาณเรื่องการอ่านหนังสือของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

จริงอยู่ครับว่างานสัปดาห์หนังสือหรืองานมหกรรมหนังสือที่จัดขึ้นปีละสองครั้งก็ยังอุ่นหนาฝาคั่ง สำหรับคนที่ไปเดินซื้อหาหนังสือในงานดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออะไรก็ตามที ขอได้โปรดได้รับความเคารพนับถือจากผม และขอให้มุ่งมั่นซื้อหนังสือกันต่อไป

แต่ผมมาคิดต่อไปอีกชั้นหนึ่งว่า นอกจากคนที่ไปเดินซื้อหนังสือในงานดังกล่าว หรือเลือกซื้อหนังสือจากร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่อยู่ตามห้างแล้ว คนไทยเราอ่านอะไรอีกบ้าง

หลายเสียงจะประสานกันให้คำตอบว่า ก็อ่านจากสื่อออนไลน์ทั้งหลายนั้นอย่างไร หนังสือพิมพ์รายวันทุกวันนี้ก็ต้องปรับตัวขนานใหญ่ จะพิมพ์เนื้อข่าวลงบนกระดาษอย่างเดียวก็อยู่ไม่รอด ต้องมีช่องทางออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย เพราะคนสมัยนี้ใจเร็วด่วนได้ มีอะไรที่เป็นข่าวสำคัญหรือแม้ไม่สำคัญเกิดขึ้นก็อยากรู้เร็วที่สุด รออ่านตอน 6 โมงเช้าไม่ไหวแล้ว

โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือก็สามารถรายงานข่าวได้อย่างรวดเร็วทันใจดีแท้

ในแง่มุมของความเร็วนั้นผมไม่เถียงครับ แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตที่พึงสังวรไว้สักเรื่องสองเรื่อง

ข้อแรกคือ ข่าวสารหรือข้อมูลที่ปรากฏในระบบออนไลน์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวออนไลน์ หรือการที่ใครก็ตามอุปโลกน์ตัวเองขึ้นเป็นผู้รายงานข่าว หรือเขียนเรื่องราวที่น่าสนใจอะไรขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง แล้วส่งต่อกันไปใน LINE หรือ Facebook ผมพบว่าบ่อยครั้งที่ขาดความประณีตทั้งในแง่มุมของความแม่นยำและในเรื่องของภาษา

ถ้าเป็นสำนักข่าวที่ประกอบอาชีวะในเรื่องนี้ เขาก็มีมาตรฐานที่ต้องระมัดระวังอยู่

แต่ถ้าเป็นปัจเจกบุคคลแล้ว คนอ่านต้องระมัดระวังมาก เพราะความรับผิดชอบในการผลิตผลงานมีน้ำหนักที่ต่างกัน

การที่ใครสักคนจะเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งและพิมพ์เป็นรูปเล่มเผยแพร่ เพื่อแจกก็ดี เพื่อจำหน่ายก็ดี มีขั้นตอนมากมายและต้องลงทุนมาก จะเรียกว่าเป็นความยากก็ได้

แต่ในความยากนั่นเองก็มีความรอบคอบเคียงข้างกันไปด้วย

ข้อเท็จจริงอย่างนี้เองที่ทำให้หนังสือหนึ่งเล่มกว่าที่จะผลิตออกมาได้ต้องผ่านสายตาคนหลายคนก่อนที่จะออกสู่สายตาสาธารณะ

ถ้าคนเขียนไม่ได้พิมพ์เอง แต่ต้องไปหาสำนักพิมพ์ให้เขาเป็นผู้จัดพิมพ์จำหน่าย การกลั่นกรองก็ต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ คิดไปไกลแม้กระทั่งว่าพิมพ์ออกมาแล้วจะมีคนอ่านหรือไม่ ขายแล้วจะขาดทุนหรือกำไร รูปเล่มต้องสวยงาม ตัวสะกดการันต์ต้องถูกต้อง ปกต้องชวนหยิบชวนดู คิดไปถ้วนถี่สารพัด

ตรงกันข้ามกับการเขียนอะไรลงในสื่อออนไลน์ ต้นทุนน้อยหรือแทบจะไม่ต้องใช้เงินทองเลย ความคิด “ถ้วนถี่” ก็เลยพลอย “ถดถอย” ไปด้วย

ข้อที่สอง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์กันกับการมีหนังสือให้อ่าน ได้แก่ การอ่านหนังสือ เราคงรู้สึกเหมือนกันว่าผู้คนในยุคปัจจุบันนี้อ่านหนังสือน้อยลง อ่านแล้วก็จับใจความไม่ค่อยได้

ปรากฏการณ์ที่ติดตามมาคือการเขียนหนังสือก็พลอยบกพร่องไปด้วย

ลองนึกดูสิครับว่า คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือหรืออ่านหนังสือมาเพียงไม่กี่เล่ม จะเขียนหนังสือดีได้อย่างไร เรื่องอย่างนี้ต้องมีต้นแบบที่เคยเห็นเคยอ่านมาก่อน แล้วจึงค่อยมาพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าขึ้นจนในที่สุดก็สามารถมีลีลาหรือสไตล์ของตัวเองได้

แต่ก็น่าเห็นใจคนอ่านหนังสือจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่บ่นพึมพำว่าหนังสือราคาแพงเหลือเกิน แพงจนเอื้อมไม่ถึง หนังสือดีก็หาอ่านได้ยาก

ผมเคยบอกนักเรียนกฎหมายของผมว่า การจะเขียนโวหารกฎหมายที่ดีได้ รู้จักใช้ภาษากฎหมายที่ดีได้ ต้องอ่านต้องฟังนักกฎหมายชั้นครูท่านเขียนท่านพูด แล้วจดจำไว้เป็นตัวอย่างสำหรับเรานำมาใช้ในวันข้างหน้า

อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านศิลปะ ท่านก็สอนลูกศิษย์ของท่านเหมือนกันว่า “นายไม่อ่านหนังสือ จะไปรู้อะไร”

Animal Farm ก็อ่านแล้ว ส่วนอิศปปกรณัมอ่านจบกันหรือยังครับ

ตอนนี้รัฐบาลใหม่กำลังจะเข้ารับหน้าที่ เรื่องความมั่นคง ความมั่งคั่งหรือกัญชงกัญชาอะไรนั้นผมไม่สันทัด สันทัดก็แต่เรื่องการอ่านหนังสือนี่แหละครับ อยากจะฝากบอกรัฐบาลว่า ช่วยมีนโยบายส่งเสริมการอ่านหนังสือหน่อยได้ไหมครับ

มาตรการที่ประชาชนซื้อหนังสือแล้วไปลดหย่อนภาษีได้นั้นก็ดีอยู่ และวงการหนังสือก็ได้อานิสงส์จากการนี้อยู่บ้างแล้ว

แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังทำได้อีกครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเรื่องภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ผลิตหนังสือ ทั้งในระดับโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์หรือผู้เขียน การให้ทุนอุดหนุนเพื่อให้มีการสร้างผลงานหนังสือที่ดีมีคุณภาพ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในหมู่เด็กนักเรียนและเยาวชน การมีห้องสมุดทั้งแบบดั้งเดิมและห้องสมุดออนไลน์ที่มีคุณภาพ เข้าถึงได้ง่าย หรือแม้กระทั่งเรื่องหญ้าปากคอก

เช่น การนำหนังสือดีที่หาอ่านได้ยากมาพิมพ์ซ้ำ ราคาไม่แพงจนเกินกำลัง

สำหรับคนที่อยากซื้อหาไว้อ่านเป็นของตัวเอง และจัดวางไว้ให้คนไปอ่านในห้องสมุดต่างๆ สำหรับคนทั่วไปด้วย

เสียดายครับ สำหรับรอบนี้ผมจะวิ่งเต้นเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ทันเสียแล้ว

รอไว้รอบหน้าก็แล้วกันนะ อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้สิ

บทความก่อนหน้านี้‘เสี่ยต่อ’ เฉลิมชัย ศรีอ่อน พร้อมทำงานทันทีหลังโปรดเกล้าฯ รมว.เกษตรฯ
บทความถัดไป‘หญิงหน่อย’ สวน ‘บิ๊กตู่’ รู้จักปชต.ไหม? ใช้สภาล้มรบ.ถูกแล้ว แต่ใช้รถถังล้มรบ.ไม่ถูก