ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | ประธานอาเซียน ไม่ใช่หัวหน้าก๊วนกินเลี้ยงโต๊ะแชร์

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มุ่งมั่นใช้ที่ประชุมระหว่างประเทศเพื่อสร้างภาพความเป็นผู้นำที่โลกยอมรับมานาน และในการประชุมผู้นำอาเซียนปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับไม่ตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่โดยใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง

แต่คำถามคือรัฐบาล คสช.ประสบความสำเร็จในการจัดประชุมครั้งนี้เพียงใด?

เท่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยระบุ ผู้นำประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้รู้สึกพอใจทุกอย่างที่ประเทศไทยจัดขึ้น

คุณดอน ปรมัตถ์วินัย อ้างต่อไปด้วยซ้ำว่า ต่างชาติชมเชยไทยในเรื่องอาหารที่เสิร์ฟในงานกินเลี้ยง รวมทั้งยังยังชื่นชมที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ในโลกทัศน์ของคุณดอนที่ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อการประชุมผู้นำอาเซียนยุติลง ความสำเร็จของการประชุมหมายถึงข้าวปลาอาหารในงานเลี้ยงที่จัดให้ผู้ร่วมงานกินฟรีเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเสนอที่สำคัญต่อโลกและภูมิภาค รวมทั้งไม่ใช่ความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนในปัจจุบัน

ด้วยคำตอบจากรัฐมนตรีต่างประเทศซึ่งเป็นคนโปรดของคุณประยุทธ์มาหลายปี การประชุมผู้นำอาเซียนไม่ต่างจากการเลี้ยงโต๊ะแชร์ที่แต่ละคนสลับกับเป็นเจ้าภาพตามคิวเท่านั้น

แต่โชคดีที่ผู้นำอาเซียนชาติอื่นไม่ได้มองการประชุมด้วยสายตาแบบอาเฮียเจ้ามือเลี้ยงโต๊ะเหมือนคุณดอน

ผู้นำอาเซียนที่ขยันใช้โซเชียลมีสี่ราย และในผู้นำกลุ่มนี้ นายกฯ สิงคโปร์คือคนที่พูดถึงการประชุมอาเซียนปีนี้ในแง่ชื่นชมที่สุด

ท่านโพสต์ภาพการประชุมที่มีภาพคู่กับ พล.อ.ประยุทธ์พร้อมทั้งชื่นชมคนไทยที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น ส่วนภาพอื่นๆ คือโขน, งิ้ว และการแสดงในงานเลี้ยงรับรอง

นายกฯ มาเลเซียไม่โพสต์ถึงการประชุมเท่านายกฯ สิงคโปร์ ต่อให้จะโพสต์คลิปที่มี พล.อ.ประยุทธ์อยู่บ้าง การต้อนรับของไทยก็เป็นเพียงหนึ่งในภารกิจที่ผู้นำมาเลเซียทำในการประชุมทั้งหมด แต่นายกฯ มาเลเซียไม่มีการพูดถึงพิธีกรรมต้อนรับขับสู้ตามมารยาทหรือโชว์ประกอบงานเลี้ยงเลย

สมเด็จฮุน เซน ไม่ได้ชื่นชมไทยในแง่อาหารดีดนตรีเพราะเช่นเดียวกับนายกฯ มาเลเซีย ภาพที่ท่านโพสต์มากเป็นพิเศษคือการประชุมกับผู้นำสิงคโปร์

ส่วนภาพการพบกับผู้นำไทยระยะประชิดนั้นแทบไม่มีให้เห็น ยกเว้นในการถ่ายภาพคู่หรือภาพหมู่ตามธรรมเนียมการประชุมทั่วไป

อินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แต่ในเฟซบุ๊กของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด การพบกับ พล.อ.ประยุทธ์กลับไม่มีภาพให้เห็นแม้แต่น้อย ผู้นำอินโดฯ ให้ความสำคัญกับนายกฯ สิงคโปร์, นายกฯ เวียดนาม และนางออง ซาน ซูจี แต่ไม่พูดอะไรถึงไทยกระทั่งในแง่อาหารการกิน

โดยมารยาทการทูตแล้ว ผู้นำประเทศจะไม่แสดงความเห็นพาดพิงให้ประเทศอื่นเสียหายจนมีเรื่องมีราว แต่เฉพาะที่ผู้นำแต่ละคนแสดงออกในพื้นที่ของตัวเอง

ประเทศไทยและตัว พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่เรื่องที่มีใครพูดถึงมากนัก เช่นเดียวกับการต้อนรับขับสู้อย่างหรูหราของฝั่งไทย

ตรงข้ามกับความเข้าใจของไทยว่าสาระสำคัญของที่ประชุมอาเซียนอยู่ที่ข้าวฟรีหรือพิธีต้อนรับ สารที่ไทยควรเห็นจากผู้นำทั้งสี่คือที่ประชุมอาเซียนเป็นเวทีแสดงการนำ (Leadership) ของประเทศ และการนำมีความหมายตั้งแต่ความเป็นผู้นำของนายกฯ จนถึงสถานะของประเทศเอง

โดยปกติแล้วเนื้อหาของการประชุมระดับผู้นำเป็นผลผลิตของการหารือร่วมกันระดับเจ้าหน้าที่และระดับรัฐมนตรี การประเมินความสำเร็จของประเทศจึงต้องให้คำนึงถึงการทำงานระดับเจ้าหน้าที่และระดับนี้ด้วยเสมอ ต่อให้การประชุมผู้นำจะสำคัญที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม

อย่างไรก็ดี ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารอย่างประเทศไทย การทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติและระดับรัฐมนตรีล้วนถูกกำกับโดยรัฐบาลทหารและเครือข่ายกว่าปกติ

วิสัยทัศน์ที่เป็นได้ทั้งฉลาดและโง่ซึ่งผู้นำแสดงออกในที่ประชุมจึงส่งผลต่อประเทศโดยตรง

เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำในภูมิภาคเดียวกัน สถานะ พล.อ.ประยุทธ์ในการเมืองระหว่างประเทศด้อยกว่านายกฯ มหาธีร์ โมฮัมหมัด, ประธานาธิบดีโจโกวี, นายกฯลี เซียน หลุง หรือสมเด็จฮุน เซน ไม่ว่าจะในแง่บารมีทางการเมือง, ความยอมรับในเวทีโลก หรือความต่อเนื่องในการเป็นผู้นำประเทศก็ตาม

หากเทียบกับผู้นำมาเลเซีย นายกฯ ไทยไม่ใช่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เท่า ดร.มหาธีร์แน่ๆ และเมื่อเทียบกับผู้นำสิงคโปร์ นายกฯ ไทยก็ไม่มีความสำคัญต่อการเมืองระหว่างประเทศแบบนั้น ไม่ต้องพูดถึงประธานาธิบดีโจโกวีที่มาจากการเลือกตั้งในประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับต้นจนมีบารมี

ถ้าพูดแบบช่วยคุณประยุทธ์แก้ต่าง มาเลเซีย, สิงคโปร์ และอินโดนีเซียเป็นประเทศที่โดยภูมิรัฐศาสตร์สำคัญต่อการเมืองโลกกว่าไทยอยู่แล้ว

ความเป็นผู้นำของ ดร.มหาธีร์หรือประธานาธิบดีโจโกวีจึงมีต้นทุนประเทศอุ้มไว้มาก ส่วนคุณประยุทธ์ไม่มีต้นทุนประเทศช่วยเลย

อย่างไรก็ดี ความเป็นผู้นำในเวทีระหว่างประเทศไม่ได้มาจากบุญเก่าเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ของชาติอย่างเดียว แต่การวางตัวให้โลกเห็นว่ามีความสามารถทั้งในและนอกประเทศที่จะเป็น Central Strategic Actor หรือตัวละครหลักเพื่อแก้ข้อขัดแย้งและสร้างโอกาสใหม่ๆ ก็สำคัญมากเช่นกัน

เวียดนามไม่ใช่ประเทศที่มีบุญเก่าด้านภูมิรัฐศาสตร์เท่าสิงคโปร์หรืออินโดนีเซีย แต่การปฏิรูปประเทศจนเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้โลกมองว่าเวียดนามมี “วิสัยทัศน์”

จนนายกฯ เวียดนามมี “บารมี” สูงไปด้วย ต่อให้ผู้นำจะไม่มีบทบาทในการเมืองระหว่างประเทศนักก็ตาม

ห้าปีของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่ห้าปีแห่งการสะสมบารมีของตัวเองและประเทศในเวทีนานาชาติแต่อย่างใด มิหนำซ้ำความเป็นรัฐบาลจากการรัฐประหารยังทำให้ห้าปีนี้คือช่วงเวลาที่ประเทศถูกองค์กรระหว่างประเทศลงโทษหรือวิพากษ์ด้านต่างๆ จากการค้าถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเงื่อนไขที่กล่าวมา งานต่างประเทศที่รัฐบาลนี้ทำจึงมีแต่การเก็บกวาดปัญหาที่เกิดในรัฐบาลนี้ทั้งสิ้น ประเทศไทยห้าปีนี้เสียเวลาไปกับการทำให้โลกเลิกลงโทษเรื่องประมงหรือการบินที่เกิดหลังคุณประยุทธ์เป็นนายกฯ แต่ไม่มีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในปัญหาของโลกหรือภูมิภาคเลย

ในคำปราศรัยต่อหน้าที่ประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ผ่านมา คุณประยุทธ์เสียเวลากับการพล่ามคำพูดประเภท “เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” หรือ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” อันเป็นคำขวัญไร้แก่นสารซึ่งไม่มีใครมองคนพูดแบบนี้ว่ามีวิสัยทัศน์ไปได้ ไม่ต้องพูดถึงการยอมรับว่ามีความเป็นผู้นำ

พูดตรงๆ คุณประยุทธ์พูดเรื่องที่ห่างชั้นกับอดีตนายกฯ อย่าง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่พูดเรื่อง “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” จนไทยมีส่วนยุติสงครามในเขมร, อดีตนายกฯ ทักษิณพูดเรื่อง “เอเชียบอนด์” หรือ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ พูดเรื่อง Constructive Engagement ที่ยังสำคัญจนปัจจุบัน

การแผ่อิทธิพลของจีนสู่ภูมิภาคนี้สร้างปัญหาให้ทุกประเทศอาเซียนเหมือนกัน แต่ขณะที่ผู้นำอินโดฯ และมาเลเซียดำเนินนโยบายไม่ยอมจำนนจีน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กลับมีนโยบายหลายอย่างที่ทำให้ไทยถูกมองเป็น “ลูกสมุนจีน” จนไม่มีทางสร้างความเป็นผู้นำในสายตาใครได้เลย

แน่นอนว่าอาเซียนไม่ใช่เวทีให้ พล.อ.ประยุทธ์แสดงนโยบายต่างประเทศ แต่ในฐานะประธานที่ประชุม ไทยมีบทบาทสร้างกลไกคานอำนาจจีนน้อยไป เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ที่ใช้ฐานะประธานอาเซียนปีก่อนผลักดัน “ร่างปฏิญญาเดลี” เพื่อสร้างความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับอินเดีย

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญาคือปัญหาอาเซียนที่เป็นปัญหาระดับโลกในปัจจุบัน คุณประยุทธ์ในฐานะผู้นำไม่ทำให้ไทยในฐานะประธานอาเซียนมีบทบาทแก้ปัญหานี้

สถานการณ์ที่โรฮิงญากลัวอันตรายจนไม่ยอมกลับรัฐยะไข่ในพม่าคือวาระที่หายไปจากที่ประชุมอาเซียนแทบสิ้นเชิง

คุณประยุทธ์จัดงบฯ ให้กองทัพซื้ออาวุธเพิ่มขึ้นติดต่อกันหลายปี ประเทศไทยยุคนี้เห็นเพื่อนบ้านเป็นศัตรูจนต้องสะสมรถถัง, ยานเกราะ, เรือดำน้ำ และเครื่องบินรบเพื่อเตรียมรบไม่รู้จบ รัฐบาลนี้เป็นสัญลักษณ์ของชาตินิยมคับแคบยิ่งกว่าการมีสำนึกร่วมเรื่องภูมิภาคในความหมายที่แท้จริง

ด้วยบทบาทภายในประเทศอย่างที่คุณประยุทธ์ทำ อาเซียนกลายเป็นภูมิภาคที่แข่งขันกันสะสมอาวุธอย่างต่อเนื่อง คำพูดของคุณประยุทธ์อย่าง “ปลุก DNA อาเซียนในตัวคุณ” จึงเป็นเรื่องตลก เพราะรัฐบาลนี้มีส่วนทำให้อาเซียนอยู่กันอย่างหวาดระแวงจนไม่มีทางมี “DNA อาเซียน” ได้เลย

หนึ่งในคำขวัญที่คุณประยุทธ์พูดคืออาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่ประเทศไทยในฐานะประธานไม่ยอมให้ “ภาคประชาชน” พบกับผู้นำประเทศต่างๆ อย่างที่เกิดในการประชุมอาเซียนสามปีแล้ว

การประชุมที่กรุงเทพฯ จึงผ่านไปโดยแทบไม่มีประชาชนรู้สึกว่าเกี่ยวข้องด้วยเลย

การประชุมผู้นำอาเซียนจบไปด้วยความภาคภูมิใจของรัฐบาล คุณประยุทธ์พอใจที่ได้ขึ้นเวทีแสดงความเป็นผู้นำ คุณดอนอ้างว่าประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จเพราะอาหารอร่อย แต่เนื้อในของการประชุมครั้งนี้กลวงโบ๋จนมีแต่นายกฯ และรัฐบาลที่ได้หน้าว่าเป็นประธานการประชุม

หนึ่งในดราม่าหลังการประชุมคือผู้นำไทยพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น

แต่ที่จริงผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องเก่งภาษาอังกฤษ

คุณสมบัติของผู้นำที่ดีคือต้องสื่อสารเป็นภาษาคนให้รู้เรื่อง

จากนั้นคือมีความรู้ถ่องแท้ในเรื่องที่ต้องการสื่อสาร

ขณะที่คุณประยุทธ์มีปัญหานี้จนสร้างความเป็นผู้นำไม่ได้เลย

ประเทศไทยไม่ได้อะไรจากเวทีระหว่างประเทศแบบนี้ ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังคิดว่าสปิริตของการเป็นผู้นำคือการจัดงานประชุมแบบหัวหน้ากินเลี้ยงโต๊ะแชร์

บทความก่อนหน้านี้ฟ้า พูลวรลักษณ์ | Game of Thrones ฉบับสยาม
บทความถัดไปจดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 28 มิ.ย. – 4 ก.ค. 2562