ชนชั้นนำและแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : องค์ประกอบ โครงสร้าง และพลวัตในยุคเปลี่ยนผ่าน (2)*

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์

นอกจากกระแสโลกาภิวัตน์แล้วแรงงานในภูมิภาคยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองที่สำคัญคือประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบอำนาจนิยมที่อำนาจการตัดสินใจได้ถูกรวมศูนย์อยู่ในมือของชนชั้นนำส่วนน้อยที่เป็นคนกุมบังเหียนกำหนดชะตากรรมของประเทศ

ประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมมีสถานะลุ่มๆ ดอนๆ ล้มลุกคลุกคลาน ภายใต้การปกครองแบบอำนาจนิยมสหภาพแรงงานจึงถูกแทรกแซงและควบคุมอย่างใกล้ชิด เหล่านี้ได้ทำให้อำนาจของฝ่ายแรงงานและขบวนการแรงงานในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ พบว่าในหลายประเทศจำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานได้ลดน้อยลง

การจัดตั้งและการขยายสมาชิกเป็นไปอย่างยากลำบาก ส่งผลให้อิทธิพลและอำนาจของฝ่ายแรงงานลดน้อยลงในทุกๆ พื้นที่และทุกระดับ ด้วยอำนาจของฝ่ายแรงงานถูกทำให้ลดน้อยลงไปได้ส่งผลทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ปราศจากการถ่วงดุลแห่งอำนาจอย่างเพียงพอจากชนชั้นผู้ใช้แรงงาน

ทุนและชนชั้นนำจำนวนน้อยในภูมิภาคจึงสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของฝ่ายแรงงานในภูมิภาค ผู้วิจัยได้นำเอาแนวความคิดของ Stefan Schmalz and Klaus D?rre เรื่อง “ทรัพยากรอำนาจของสหภาพแรงงาน” หรือ “Union Power Resources Approach”2 ซึ่งเขาได้เสนอกรอบคิดในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาของอำนาจของฝ่ายผู้ใช้แรงงานที่เรียกว่า “ทรัพยากรอำนาจของสหภาพแรงงาน” ว่าแรงงานมีทรัพยากรอำนาจอยู่ตรงไหน มากน้อยเพียงใดและสามารถนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด เขาได้จำแนก “ทรัพยากรอำนาจของสหภาพแรงงาน” ออกเป็น 4 ด้าน คือ

1. อำนาจเชิงโครงสร้าง (Structural Power)

2. อำนาจจากการรวมตัว (Association Power)

3. อำนาจเชิงสถาบัน (Institution Power)

4. อำนาจเชิงสังคม (Societal Power)

 

วงจรอุบาทว์ของอำนาจนิยม
เสรีนิยมใหม่และความเหลื่อมล้ำ

ชนชั้นนำเพียงหยิบมือเดียวของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามากำกับทิศทางของการพัฒนาประเทศภายใต้อิทธิพลของกรอบคิดแบบเสรีนิยมและบรรษัทข้ามชาติได้ทำให้แต่ละประเทศต้องตกอยู่ภายใต้วงจรที่เรียกว่า “วงจรอุบาทว์ของระบบอำนาจนิยม และเสรีนิยมใหม่” ที่ได้สร้างความเหลื่อมล้ำอยุติธรรมให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

วงจรอุบาทว์นี้เริ่มต้นจากการที่ภูมิภาคนี้ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองแบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นมรดกที่รับทอดมาจากยุคศักดินา ผู้คนยอมรับในระบบอาวุโส ยอมรับจำนนกับความเหลื่อมล้ำ ไม่เสมอภาค

วัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตยไม่ได้รับการปลูกฝังแม้จะผ่านการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา แต่การให้การศึกษาทางการเมืองแบบที่เรียกว่า Civic Education ไม่ได้เกิดขึ้นในภูมิภาค ผู้คนยังไม่ตื่นตัวในเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะพลเมืองประชาธิปไตย

การตกอยู่ภายใต้สถานการณ์สงครามยาวนาน การถูกแทรกแซงจากชาติมหาอำนาจที่เข้ามาส่งเสริมรัฐบาลแบบอำนาจนิยมทำให้การปฏิวัติวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยไม่อาจเกิดขึ้นได้ในภูมิภาค

ผลของการคงอยู่ของวัฒนธรรมการเมืองแบบอุปถัมภ์ เอื้อให้เกิดระบบการปกครองแบบอำนาจนิยม และกรอบคิดด้านแรงงานสัมพันธ์ที่เป็นแบบ Unitarism ที่ยอมรับในอำนาจและสถานะที่สูงกว่าของนายจ้างและรัฐ

องค์ประกอบถัดมาของวงจรอุบาทว์นี้คือ การที่ประเทศต่างๆ พากันรับเชื่อและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวความคิดทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่

ในช่วงสงครามเย็นประเทศต่างๆ ในภูมิภาคที่เข้าร่วมสงครามฝ่ายสหรัฐอเมริกาได้รับการปลูกฝังแนวความคิดแบบเสรีนิยมแบบอเมริกันเชื่ออย่างเข้มข้นมากและด้วยอำนาจรัฐแบบเผด็จการและการสนับสนุนจากมหาอำนาจอเมริกาจึงได้สามารถวางโครงสร้างและฝังรากของความคิดตลาดเป็นใหญ่ลงได้อย่างมั่นคง ความคิดอื่นๆ ที่เป็นทางเลือกถูกปิดกั้น ประเทศที่เคยอยู่ฟากที่เชื่อในลัทธิสังคมนิยมทั้งหลายในช่วงสงครามเย็นต่างพากันหันหลังกับให้กับระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางเข้าหาระบบเศรษฐกิจตลาดในระดับที่ไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ด้วยกรอบคิดแบบเสรีนิยมใหม่ทำให้ประเทศต่างๆ พากันเปิดเสรีการค้า การเงินและการลงทุนอย่างเต็มที่ รูปธรรมที่ชัดเจนคือการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ ASEAN หรือ AEC ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนทั้งในภูมิภาคและเหล่าบรรษัทข้ามชาติสามารถเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากภูมิภาคได้อย่างเต็มที่

เพื่อให้ทุนและบรรษัทข้ามชาติได้ประโยชน์สูงสุด รัฐต่างๆ ในภูมิภาคจึงสร้างมาตรการปกป้อง ส่งเสริมและให้สิทธิพิเศษสารพัดอย่างกับนักลงทุนทั้งหลาย

รัฐบาลทั้งหลายต่างพากันกำหนดนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศตน รวมทั้งพากันไปพึ่งพิงการส่งออก

เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ และเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันรัฐบาลต่างๆ ลดระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน และจัดการตลาดแรงงานและการจ้างงานภายในประเทศให้มีความยืดหยุ่นเพื่อสนองตอบการลงทุนและการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงมาก

เพื่อให้ควบคุมตลาดแรงงาน จึงมีความพยายามที่จะควบคุม ลดทอนอำนาจต่อรองของฝ่ายแรงงาน สหภาพแรงงานเป็นเป้าหมายที่จะต้องถูกทำลายหรือทำให้อ่อนแอเพื่อให้วงจรอุบาทว์นี้สามารถเดินไปได้อย่างราบรื่น

เมื่อดุลอำนาจในสังคมเสียไป ฝ่ายทุนที่สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจก็สามารถจับมือกับชนชั้นนำอื่นๆ ในสังคม รวมหัวกันจัดตั้งรัฐบาลของชนชั้นนำกลุ่มน้อยผ่านการเลือกตั้งบ้าง ผ่านการรัฐประหารบ้าง

รัฐบาลอำนาจนิยม ทุนนิยมพวกพ้องที่ถูกจัดตั้งขึ้นใช้อำนาจของตนเพื่อกำหนดนโยบาย ออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นนำส่วนน้อยและบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งทำให้พวกเขายิ่งมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นในวงจรนี้ต่อไปก็คือการสร้างความเหลื่อมล้ำ การขยายช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้เพิ่มมากขึ้น

 

2ดู Stefan Schmalz and Klaus D?rre The Power Resources Approach 2018
https://www.fes.de/gewerkschaften/common/pdf/2018_PowerResourcesApproach.pdf

หมายเหตุ : *ส่วนหนึ่งของชุดโครงการวิจัย “ชนชั้นนำและแรงงานสัมพันธ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ผู้วิจัยประกอบด้วย ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา Professor Dr. Andrew Brown วินิสา อุชชิน อดิสร เสมแย้ม ณัฐพล ตันเจริญทรัพย์ ดร. ธีระ นุชเปี่ยม ดร. ดิเรก หงษ์ทอง ศิริภัสสร์ พึ่งความสุข ปภังกร เลขะกุล ปรางทิพย์ ดาวเรือง สุภลักษณ์ กาญจนขุนดีและอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) แก่ศูนย์แม่น้ำโขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความก่อนหน้านี้ต่างประเทศอินโดจีน : คะลอม กับ รถไฟ
บทความถัดไปการะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ พวกท่าน…