สุรชาติ บำรุงสุข | ฤดูใบไม้ผลิที่กรุงเทพฯ ยังมาไม่ถึง! แต่ดอกประชาธิปไตยเบ่งบานหลายที่

“อาหรับสปริงเป็นคำที่สื่อความหมายผิดพลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะคำนี้มีนัยว่า แล้วทุกอย่างก็จะเบ่งบาน [เช่น ดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ] คือเสมือนมีอาวุธวิเศษที่สามารถแก้ไขวิกฤตต่างๆ ที่รุนแรงได้ ทั้งที่วิกฤตนี้เกิดขึ้นมาหลายทศวรรษแล้ว… [ว่าที่จริง] สิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือ การประท้วงทางสังคมซึ่งเป็นอาการของความอ่อนแอทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง [ในโลกอาหรับ]”

Professor Fawaz Gerges, London School of Economics

เรามักจะกล่าวถึงการเมืองเปรียบเทียบในเชิงภาพลักษณ์เสมอว่า การเมืองไทยได้ผ่าน “ฤดูใบไม้ผลิ” ใหญ่มาแล้วถึงสองครั้ง

คือชัยชนะของประชาชนในปี 1973 (เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516) เป็นครั้งแรก และประชาชนชนะอีกครั้งในปี 1992 (เหตุการณ์พฤษภาคม 2535)

แต่การมาของฤดูใบไม้ผลิครั้งแรกไม่ได้ยาวนานนัก แล้วในปี 1976 (การสังหารหมู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519) ฤดูหนาวก็กลับมา… ความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิที่การเมืองไทยได้มีโอกาสสัมผัสเป็นครั้งแรกหลังสงครามโลก

แม้ฤดูหนาวจะกลับคืน แต่ประชาชนได้รับชัยชนะด้วยการโค่นล้มรัฐบาลทหารเป็นครั้งที่สอง ฤดูใบไม้ผลิกลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้งในปี 1992 จนหลายคนเชื่อมั่นว่าเราจะอยู่ท่ามกลางความอบอุ่นของ “กรุงเทพสปริง” ตลอดไป

ใครเลยจะคิดว่าแล้วฤดูกาลก็ผันแปร ในที่สุดฤดูหนาวก็หวนคืนในปี 2006 (รัฐประหาร 2549) และผู้มีอำนาจควบคุมฤดูกาลกลัวว่า สังคมไทยจะไม่หนาวจริง พวกเขาจึงเร่งความเยือกเย็นให้มากขึ้นด้วยการนำพาไทยกลับเข้าฤดูหนาวครั้งสำคัญในปี 2014 (รัฐประหาร 2557)…

ฤดูกาลครั้งนี้เป็นความหนาวอันโหดร้ายที่สังคมไทยต้องเผชิญ และดูจะเป็นฤดูหนาวที่เลวร้ายกว่าทุกครั้ง การเมืองไทยหลังจากการยึดอำนาจในปี 2014 แล้ว คือการเดินทางสู่ “ฤดูหนาวอันแสนนาน”

ในขณะที่ไทยต้องเผชิญกับฤดูหนาวถึงสองครั้งในช่วงระยะเวลาไม่นานนัก คือในปี 2006 และ 2014 ซึ่งแน่นอนว่าการมาของฤดูหนาวถึงสองครั้งในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีนั้น ย่อมกลายเป็นความหดหู่และความเศร้าใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่เมื่อมองออกไปนอกบ้านแล้ว เรากลับเห็นดอกไม้ประชาธิปไตยเบ่งบานท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิในหลายที่ แม้ฤดูกาลที่กรุงเทพฯ ยังไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม

ฤดูใบไม้ผลิทางการเมือง

คําว่า “ฤดูใบไม้ผลิทางการเมือง” (political spring) เป็นคำที่ใช้กันอย่างมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ในเชิงภาษาแล้ว คำนี้จะเกิดขึ้นจากการเมืองยุโรปในช่วงของ “การปฏิวัติ 1848” หรือที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า “การปฏิวัติของชนชั้นนายทุน” (Bourgeois Revolution) อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างประชาธิปไตยเสรีนิยมในยุโรป และยังมีนัยถึงการผลักดันให้กลุ่มผู้ปกครองเก่าออกไปจากโครงสร้างอำนาจเดิม

อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มของการสร้างรัฐประชาชาติที่เป็น “เอกราชและประชาธิปไตย” ซึ่งอาจถือว่าการปฏิวัติ 1848 เป็น “การปฏิวัติประชาธิปไตย” ครั้งแรกของโลก

กระแสการปฏิวัติประชาธิปไตยนี้มีจุดเริ่มต้นในฝรั่งเศสในเดือนกุมภาพันธ์ 1848 หรือที่เรียกว่า “การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์” และขยายตัวออกไปทั่วทั้งยุโรป อันนำไปสู่การสร้างพันธมิตรครั้งสำคัญระหว่างชนชั้นกลางและชนชั้นคนงาน

แม้สุดท้ายแล้วนักปฏิวัติเหล่านี้จะถูกปราบปรามอย่างหนัก ประชาชนหลายพันคนในหลายประเทศถูกสังหาร และผู้นำการปฏิวัติหลายคนจำต้องลี้ภัยออกจากประเทศของตน

แต่การต่อสู้ของพวกเขาได้สร้างคุณูปการอย่างมากต่อการเมืองยุโรป ไม่ว่าจะเป็นการล้มระบบไพร่ติดที่ดินในออสเตรียและฮังการี การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเดนมาร์ก ตลอดรวมถึงการสร้างรากฐานของระบอบประชาธิปไตยตัวแทน (representative democracy) ให้แก่รัฐต่างๆ ในยุโรป และทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างจักรวรรดิเยอรมนีในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อีกด้วย

การปฏิวัติ 1848 ยังสร้างรากฐานทางความคิดในการยกเลิกความเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ครอบครองทรัพย์สินในการออกเสียง (หรือการลงคะแนนเสียงตามสถานะทางเศรษฐกิจ) และความเป็นตัวแทนแบบใหม่มาจากการออกเสียงแบบทั่วไป โดยไม่ผูกพันกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ (ในขณะนั้นยังจำกัดว่าเป็นการออกเสียงของเพศชายเท่านั้น) และที่สำคัญยังนำไปสู่แนวคิดว่า ผู้ปกครองจะต้องได้รับการยินยอม (consent) จากผู้ถูกปกครอง และทั้งยังนำไปสู่แนวคิดในการจำกัดอำนาจศาสนจักรและอำนาจรัฐ ที่สำคัญคือการกำเนิดของแนวคิดที่รัฐต้องยอมรับเสรีภาพของบุคคล

การปฏิวัติครั้งนี้จึงเสมือนดังการมาของฤดูใบไม้ผลิสำหรับการเมืองยุโรป และกระแสนี้ยังขยายไปสู่ส่วนอื่นของโลก เช่น การปฏิวัติในเกรเนดาในปี 1848 การปฏิวัติในชิลีในปี 1851 เป็นต้น

ฉะนั้น ในมุมมองของนักประชาธิปไตยแล้ว เหตุการณ์นี้คือ “การปฏิวัติประชาธิปไตยครั้งแรก” หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “คลื่นประชาธิปไตยลูกแรก” ของโลก

ฤดูใบไม้ผลิในโลกสมัยใหม่

ในโลกสมัยใหม่นั้น คำนี้ถูกนำมาใช้อีกครั้งในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในเชคโกสโลวาเกียที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต การลุกขึ้นสู้ในปี 1968 ไม่ประสบชัยชนะ เพราะแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่การเรียกร้องเสรีภาพจะได้รับการยอมรับจากผู้นำรัสเซีย

แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น “ฤดูใบไม้ผลิ” ใหญ่ของยุโรปในยุคสงครามเย็น หรือที่เรียกว่า “ปรากสปริง” (The Prague Spring) และเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้คำนี้อีกครั้งในโลกยุคปัจจุบัน

ฤดูใบไม้ผลิเกิดขึ้นในอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปักกิ่งสปริง (ช่วงเวลาของการเรียกร้องเสรีนิยมในจีนในช่วงต้นทศวรรษ 1980)

โซลสปริง (ช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980)

ดามัสกัสปริง (การเรียกร้องเสรีภาพในซีเรียหลังการเสียชีวิตของประธานาธิบดีอัสซาดในปี 2001)

ซีดาร์สปริง (การประท้วงอย่างต่อเนื่องหลังการลอบสังหารประธานาธิบดีฮารีรีในปี 2005) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ฤดูใบไม้ผลิที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน คงต้องยกย่องแก่ “อาหรับสปริง” ที่เริ่มจากตูนิเซียในช่วงปลายปี 2010 และพอเข้าต้นปี 2011 โลกได้เห็นอาหรับสปริงที่ใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งที่ไคโร ชัยชนะของประชาชนเหนือรัฐบาลเผด็จการในสองประเทศดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกขึ้นสู้และการประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนชาวอาหรับ

แม้การลุกขึ้นสู้ครั้งนี้อาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้ทั้งหมด ที่จะเปลี่ยนโลกอาหรับทั้งมวลให้เป็นประชาธิปไตย แต่ก็เป็นดังการส่งสัญญาณยืนยันว่า การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงดำรงอยู่

แม้ในบางประเทศจะจบลงด้วยความโหดร้ายของสงครามกลางเมืองเช่นในซีเรีย ลิเบีย และเยเมน

คงต้องยอมรับว่าอาหรับสปริงเป็นการจุดประกายไฟแห่งความหวังในการปฏิรูปทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ อันเป็นผลจากการที่ประเทศต้องอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการมาอย่างยาวนาน และยังนำมาซึ่งความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

เช่น ราคาขนมปังที่สูงขึ้น อันเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนในสังคมมีความคิดว่า ถึงเวลาที่จะต้องล้มรัฐบาลเผด็จการแล้ว เพราะรัฐบาลเช่นนี้ไม่ตอบสนองต่อความต้องการทางเศรษฐกิจ หรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่า “รัฐบาลเผด็จการทำให้คนยากจน”

สิ่งที่รัฐบาลเผด็จการมักจะไม่ตระหนักก็คือ ระบอบอำนาจนิยมที่ไม่ประสบความสำเร็จในการนำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือเมื่อระบอบเผด็จการล้มเหลวในการสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชนแล้ว ระบอบนั้นย่อมจะเผชิญกับการต่อต้านทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสุดท้ายสิ่งที่ระบอบนี้จะหยิบยื่นให้แก่ประชาชนจึงมีเพียงประการเดียวคือการปราบปราม และคงต้องตระหนักร่วมกันในยุคปัจจุบันว่า การเมืองของการปราบปรามนั้นไม่เคยยั่งยืน และรัฐบาลที่อยู่ได้ด้วยการกดขี่และปราบปรามประชาชนนั้น สุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเจอกับการต่อสู้ของประชาชนบนท้องถนน

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะเห็นได้ว่า หลังจากกระแสอาหรับสปริงในปี 2011 แล้ว เราได้เห็นชัยชนะของประชาชนในบูร์กินาฟาโซในการต่อต้านรัฐประหารในปี 2015 แล้วในปี 2019 เราได้มีโอกาสเห็นคลื่นลูกที่สองของการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยในโลกอาหรับ ทั้งในแอลจีเรียและในซูดาน

จนมีการเปรียบเทียบว่า ชัยชนะของประชาชนในสองประเทศนี้ เป็นดังฤดูใบไม้ผลิที่มาช้าในโลกอาหรับ

ฤดูกาลที่ผันแปรในโลกตะวันตก

ในขณะที่ที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยปัจจุบันนี้อาจจะถูกมองอย่างไม่มั่นใจ เพราะในด้านหนึ่งประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว กลับส่งสัญญาณให้เห็นถึงความผันแปรของระบอบเสรีนิยม และปรากฏการณ์สำคัญ 3 ประการที่บ่งบอกถึงความท้าทายต่อระบอบประชาธิปไตยในโลกตะวันตก ได้แก่

1) การขยายตัวของกลุ่มประชานิยมปีกขวา (Rightwing Populism) ในโลกตะวันตก อันเป็นผลจากกระแสโลกาภิวัตน์ และการทะลักของผู้อพยพชาวมุสลิมสู่ยุโรป อันส่งผลให้กลุ่มการเมืองนี้มีทิศทางที่ไม่สนับสนุนระบอบเสรีนิยมแบบเดิม และกลุ่มการเมืองดังกล่าวมีอิทธิพลมากขึ้นในการเมืองยุโรป

2) ความสำเร็จในการลงประชามติให้อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (BREXIT) ในตอนกลางปี 2016 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกระแสแนวคิดประชานิยมปีกขวาอีกแบบ คือการเรียกร้องให้ประเทศถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อความเป็นเอกราชของรัฐ อันมีนัยถึงการปฏิเสธพันธะระหว่างประเทศแบบเก่า

3) ชัยชนะในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในตอนปลายปี 2016 อันเป็นการบ่งบอกของทิศทางการเมืองและการต่างประเทศของสหรัฐในอีกรูปลักษณ์หนึ่ง และขณะเดียวกันทรัมป์ก็คือตัวแทนของประชานิยมปีกขวาอเมริกัน อันส่งผลให้การแสดงบทบาทของสหรัฐในเวทีโลกมีลักษณะเป็นเสรีนิยมน้อยลง ซึ่งแตกต่างจากนโยบายเดิมอย่างมาก

ทิศทางการเมืองของโลกตะวันตกที่แนวความคิดแบบต่อต้านเสรีนิยมปรากฏชัดมากขึ้นเช่นนี้ ทำให้นักประชาธิปไตยหลายส่วนกังวลว่า แนวคิดประชานิยมปีกขวาจะกลายเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดระบอบอำนาจนิยมในประเทศอื่นๆ เพราะแนวคิดดังกล่าวไม่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

เช่นที่ครั้งหนึ่ง รัฐบาลของมหาอำนาจตะวันตกในยุคสงครามเย็นถือเอาการต่อต้านคอมมิวนิสต์เป็นหลักในการดำเนินนโยบายต่อชาติพันธมิตร และต้องการมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ทิศทางเช่นนี้จึงกลายเป็นเงื่อนไขของการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลทหารในประเทศโลกที่สาม

ความผันแปรของประชาธิปไตยตะวันตกกลายเป็นสัญญาณลบของกระแสประชาธิปไตยในเวทีโลกอย่างหนีไม่พ้น

รอฤดูใบไม้ผลิมาเยือน

แม้โลกตะวันตกจะเผชิญกับความผันแปรของฤดูกาล

แต่เรายังคงเห็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในโลกอาหรับ

ดังที่กล่าวแล้วว่า วันนี้เรากำลังเห็นฤดูใบไม้ผลิในแอลจีเรียและในซูดาน

ทั้งที่หากย้อนกลับไปสักนิด เราแทบจะมองไม่เห็นถึงชัยชนะของประชาชนในสองประเทศนั้นเลย เพราะต่างก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการมาอย่างยาวนาน

ซึ่งก็อาจเทียบเคียงได้กับกรณีของอียิปต์ ที่เมื่อการต่อต้านรัฐบาลทหารเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงต้นปี 2011 นั้น ไม่มีใครเลยจะเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะ

วันนี้ก็ไม่แตกต่างกัน… พลังประชาชนลุกขึ้นโค่นล้มเผด็จการในประเทศที่เราไม่คาดคิดได้สำเร็จอีกครั้ง ในด้านหนึ่งก็คือ ภาพสะท้อนของความต่อเนื่องของกระแสประชาธิปไตยในโลกอาหรับ ที่หลายคนอาจจะคิดว่ากระแสนี้จบลงแล้วด้วยรัฐประหารในอียิปต์ในปี 2013 พร้อมกับปัญหาสงครามและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในซีเรีย ลิเบีย และเยเมน จนเป็นดังการสิ้นพลังขับเคลื่อนของกระแสอาหรับสปริง

แต่ในที่สุดกระแสลูกที่สองก็เกิดขึ้น และในอีกด้านแม้โลกตะวันตกจะมีทิศทางขวามากขึ้น แต่ก็มิได้บ่งบอกว่ากระแสประชาธิปไตยสิ้นสุดลงแล้วในเวทีโลก

เสียงเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยยังคงเป็นกระแสในหลายประเทศ และรอการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิเช่นที่แอลจีเรียและซูดาน

แม้วันนี้ความอบอุ่นของ “กรุงเทพสปริง” ยังมาไม่ถึง แต่อย่างน้อยนับตั้งแต่รัฐประหารในไทยในปี 2006 และ 2014 แล้ว โลกเป็นพยานถึงการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในโลกอาหรับรอบแรกในปี 2011 ในแอฟริกาตะวันออกในปี 2015 ในโลกอาหรับรอบสองในปี 2019…

กระแสลมของฤดูใบไม้ผลิยังคงพัดต่อไป และความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลเช่นนี้บอกแก่เราว่า ไม่มีปีไหนที่ฤดูใบไม้ผลิไม่มา มีแต่ฤดูใบไม้ผลิที่มาช้า!

บทความก่อนหน้านี้“พลเมืองโต้กลับ” จี้ถาม คสช. รักษาความสงบได้ตามคำอ้างหรือไม่? หลัง “จ่านิว” ถูกรุมทำร้ายสาหัส
บทความถัดไป“สุริยะ”เดือด ซัด ผู้มีบารมีในรบ.“ไร้สัจจะ”กลับคำพูด งงสายกปปส.ได้ดี จ่อทบทวนบทบาท