สุจิตต์ วงษ์เทศ / มลายูเป็นบรรพชนร่วม ลิเก มีต้นทางจาก ‘ดิเกร์’

สุจิตต์ วงษ์เทศ
ดิเกร์ฮูลู คณะนิโนะ บ้านบูกิต ต.บูกิต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส (เมื่อ 22 ธันวาคม 2522) [ภาพจากหนังสือ ลักษณะไทย ศิลปะการแสดง ธนาคารกรุงเทพ พ.ศ.2551 หน้า 280-282]

สุจิตต์ วงษ์เทศ

มลายูเป็นบรรพชนร่วม

ลิเก มีต้นทางจาก ‘ดิเกร์’

มลายูเป็นบรรพชนร่วมอุษาคเนย์กลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวดองใกล้ชิดกับไทย (ตั้งแต่ยังไม่ไทย) แต่ถูกทำให้เป็นอื่นด้วยประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ซึ่งเสกสรรปั้นแต่งโดยคนชั้นนำเมื่อศตวรรษที่แล้ว

การละเล่นของมลายู โดยเฉพาะนาฏศิลป์กับดนตรี เป็นที่คุ้นเคยกว้างขวางของคนไม่ไทยหลายเผ่าพันธุ์ตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยา สืบถึงตลอดสมัยอยุธยาและธนบุรี

ลิเกมีครั้งแรกในกรุงเทพฯ สมัย ร.5 มีต้นทางจากเลียนแบบดิเกร์ซึ่งเป็นการละเล่นของมลายู

 

ดิเกร์

 

ดิเกร์ หมายถึงการละเล่นของชาวมลายูมุสลิมสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า ในพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ด้วยการร้องเพลงรวมหมู่พร้อมโยกตัวเป็นจังหวะเข้ากับทำนองตีกลองรำมะนาหนึ่งสำรับ (คือหนึ่งชุด มีกลอง 4 ใบ) พร้อมเครื่องตีกระทบประกอบจังหวะตามสมควร

การละเล่นดิเกร์ มี 2 แบบ แตกต่างทางสำเนียงภาษาและแหล่งที่มา ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันว่าดิเกร์ฮูลู (มาจากทางเหนือของมาเลเซีย) กับดิเกร์บารัต (มาจากทางตะวันตกของมาเลเซีย)

[รายละเอียดปลีกย่อยมีอีกมากอยู่ในเรื่อง ดิเกร์ฮูลู ของ เฉลิม มากนวล พิมพ์ในหนังสือ ลักษณะไทย ศิลปะการแสดง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2551 หน้า 280-282]

ดิเกร์เป็นการละเล่นด้วยภาษามลายู แม้คนต่างชาติภาษาฟังเนื้อร้องไม่เข้าใจ แต่ได้ยินทำนองกับสำเนียงร้องเข้าจังหวะรำมะนาด้วยท่าทางโยกตัวไปมาของกลุ่มคนเล่น ก็ดึงดูดเร้าใจเข้าถึงไม่ยาก จึงแพร่หลายรวดเร็วเป็นที่รับรู้กว้างขวาง ทั้งในกลุ่มคนชั้นสูงตลอดจนคนทั่วไปในชุมชนหมู่บ้าน

มลายูเป็นใคร? มาจากไหน? ทำไมต้องมลายู?

 

มลายูในไทย

 

มลายูเป็นบรรพชนร่วมคนพื้นเมืองดึกดำบรรพ์ของอุษาคเนย์ นับถือศาสนาผี พูดตระกูลภาษามลายู มีหลักแหล่งดั้งเดิมทั้งกลุ่มเกาะและภาคพื้นทวีปบริเวณใกล้ทะเลสมุทร โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา (มลายูอยู่ก่อนมีคนเรียกตนเองว่าไทย)

ชำนาญการค้าทางทะเลสมุทรก่อนจีนและอินเดียเข้ามาติดต่อค้าขายกับอุษาคเนย์ ครั้นหลังจีนและอินเดียเข้ามาจึงเป็นที่รู้จักมลายูในนามเครือข่าย “ศรีวิชัย”

ฮินดู-พุทธ มลายูรับอารยธรรมอินเดียทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีรัฐจามพูดภาษามลายู อยู่ภาคกลางของเวียดนาม มีอำนาจควบคุมการค้าทางทะเลสมุทรเชื่อมจีน-อินเดีย และมีรัฐปัตตานีทางภาคใต้ของไทย พบหลักฐานจำนวนมากร่วมสมัยวัฒนธรรมทวารวดี อยู่ลุ่มน้ำปัตตานี หลัง พ.ศ.1000

อิสลาม นับถือศาสนาอิสลาม เป็นรัฐอิสระมีอำนาจควบคุมเส้นทางการค้าสองมหาสมุทร คือมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก หลัง พ.ศ.1900

มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐอยุธยา (ผ่านทางเจ้านายรัฐสุพรรณภูมิ) มีชุมชนมลายูมุสลิมอยู่นอกเกาะเมืองฟากตะวันตก ด้านทิศใต้ ย่านคลองคูจาม (คลองตะเคียน)

ในราชสำนักของรัฐสมัยแรกๆ (เช่น ละโว้-อยุธยา) จึงมีคนมลายูรับราชการแล้วสืบเนื่องถึงรัฐอยุธยา แล้วพบขุนนางระดับสูงจำนวนไม่น้อยรับราชการในรัฐอยุธยา ได้แก่ กรมท่าขวา, กรมอาสาจาม

กรมท่าขวา ชำนาญการค้าทางทะเลสมุทร มีเจ้ากรมเรียก “จุฬาราชมนตรี” (ถือศักดินา 1400) พูดภาษามลายู มีหน้าที่ดูแลการค้าทางทะเลอันดามัน ติดต่อแขกอินโด-เปอร์เซีย (ตะวันออกกลาง) และฝรั่ง

กรมอาสาจาม ชำนาญการรบทางเรือทะเลสมุทร มีเจ้ากรมเรียก “พระราชวังสัน” (ถือศักดินา 2000) พูดภาษามลายู กลุ่มที่เรียกตนเองว่าจามพบทั่วไปทั้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา, ลุ่มน้ำโขง, และในภาคกลางของเวียดนาม

 

วัฒนธรรมมลายู

 

วัฒนธรรมมลายูมุสลิมแพร่หลายเป็นที่นิยมกว้างขวางในพระนครศรีอยุธยาและบางกอก ทั้งเครื่องประดับ, เครื่องแต่งตัว, อาหารการกินคาว-หวาน ฯลฯ รวมถึงละครและเพลงดนตรี

ปี่ชวา กลองมลายู เป็นเครื่องประโคมชั้นสูงในพระราชพิธีที่รับแบบแผนจากราชสำนักวัฒนธรรมมลายูตั้งแต่รัฐทวารวดี, รัฐละโว้, รัฐสุพรรณภูมิ ก่อนมีรัฐอยุธยา แล้วสืบเนื่องถึงรัฐอยุธยา

เครื่องประโคมอย่างนี้เอง ใช้ประกอบรำเต้นเล่นอาวุธ เรียกกระบี่กระบอง (ซึ่งได้แบบแผนจากมลายูเรียก ซิละ) และชกมวย เมื่อประโคมทำเพลงบัวลอยในงานเผาศพ เรียก “กลอง 4 ปี่ 1”

ละคร มีรากคำจากตระกูลภาษามลายู หมายถึงร้องระบำทำเพลง เช่น ดาหลัง, อิเหนา มีตำนานบอกความเป็นมาชัดเจนว่าราชสำนักอยุธยาได้จากกลุ่มวัฒนธรรมมลายู

อิเหนา พระราชนิพนธ์ ร.2 เป็นที่รับรู้กว้างขวางอย่างยิ่ง จนมีผู้แต่งล้อเลียนเสียดสีสังคมเรื่องระเด่นลันได ตัวละครเอกเป็นแขกมลายู

เพลงดนตรีมลายู (เรียกหน้าทับแขก) เป็นที่รับรู้นิยมยกย่องแพร่หลายทั้งในกลุ่มคนชั้นนำ และในหมู่สามัญชน ตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาถึงตลอดสมัยอยุธยา สืบเนื่องกรุงธนบุรี, กรุงรัตนโกสินทร์

 

ถูกผนวกดินแดน

 

ในแผ่นดิน ร.1 มลายูปัตตานีถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ พ.ศ.2329

ปืนใหญ่นางพญาตานีถูกขนย้ายเข้ากรุงเทพฯ (ปัจจุบันตั้งอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม ตรงข้ามวัดพระแก้ว)

ชาวมลายูมุสลิมจากปัตตานีถูกกวาดต้อนขึ้นไปตั้งหลักแหล่งบ้านเรือนในกรุงเทพฯ มีกลุ่มสำคัญอยู่ย่านวัดชนะสงครามต่อเนื่องถนนข้าวสารและบางลำพู (ถนนตานี ได้ชื่อจากชุมชนคนปัตตานีที่ถูกกวาดต้อนขึ้นมาสมัย ร.1) กระจายถึงคลองเมืองและเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์

ทำให้มีกลอนบทละครเรื่องระเด่นลันได [ของพระมหามนตรี (ทรัพย์) แต่งสมัย ร.3] ตอนหนึ่งความว่านางประแดะซึ่งเป็นเชื้อสายปัตตานีที่ถูกกวาดต้อน มีอาชีพเลี้ยงวัว กล่าวถึงความสิ้นไร้ของตนเองว่า “โคตรพ่อโคตรแม่ก็ไม่มี อยู่ถึงเมืองตานีเขาตีมา”

หลังจากนั้นในแผ่นดิน ร.3 มลายูมุสลิมถูกกวาดต้อนอีกหลายระลอกเข้าไปตั้งหลักแหล่งมากขึ้นในกรุงเทพฯ มีชุมชนมุสลิมทั่วไปโดยเฉพาะสองฝั่งแม่น้ำลำคลองชานพระนคร

สนับสนุนให้การละเล่นดิเกร์ เป็นที่รู้จักกว้างขวางในชื่อไทยว่าลำตัด หมายถึง ลำแล้วตัดสั้นๆ กล่าวคือร้องลำนำเพลงโต้ตอบแก้กันระหว่างหญิง-ชาย แต่ตัดลงเหลือสั้นๆ ไม่เยิ่นเย้อ

 

 

บทความก่อนหน้านี้หลังเลนส์ในดงลึก/ปริญญากร วรวรรณ /’ผู้ช่วย’
บทความถัดไปร้าวหนัก! พปชร.ซัด กปปส. เสียสละบ้าง มีแค่ 11 เสียงวิ่งล็อบบี้ขอ 2 รัฐมนตรี