โลกหมุนเร็ว/เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง/เรียนรู้สังคมไทยผ่านการเลือกตั้ง

เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง

โลกหมุนเร็ว/เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง [email protected]

เรียนรู้สังคมไทยผ่านการเลือกตั้ง

 

“โต้ง-สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ แห่งพรรคภูมิใจไทยรับไม่โหวตลุงตู่เป็นนายกฯ เพราะให้สัญญากับประชาชนไว้ เสี่ยหนูให้อภัย” คือข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์วันที่ 7 มิถุนายน

นี่คือความพิเศษของสังคมไทย ให้อภัยกันง่าย ไม่ยึดหลักการ เป็นความพิเศษที่บางฝ่ายบอกว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่อีกฝ่ายบอกว่าไม่ดี

ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี แต่มันคือสิ่งที่ดำรงอยู่

บทเรียนราคาแพงของพรรคอนาคตใหม่คือการไม่เชิดชูสถาบันกษัตริย์อย่างชัดเจนในนโยบายของพรรค ถึงเลขาธิการพรรคจะออกมาพูดหนึ่งประโยคในการให้สัมภาษณ์ก็ไม่ทันการแล้วเพราะถูกตีตราไปเรียบร้อยแล้วว่าไม่เทิดทูนสถาบัน

นี่คือบทเรียนเกี่ยวกับสังคมไทยที่ไม่มีในตำราไหน นอกจากจะต้องสังเกตและสังเคราะห์เอาเอง

 

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกนางสาวพรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ว่า “หนู” “หนูยังพูดไม่ได้ ต้องให้ประธานเรียกก่อน” “หนู” โดนวิจารณ์เละเทะว่า “ไม่มีมารยาท”

นายชวนเรียกนางสาวพรรณิการ์ว่า “หนู” ตามความคุ้นเคยแบบไทยๆ ที่ผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก ถ้าเรียกในห้องพัก ส.ส.ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่เป็นทางการ แต่การเรียกในที่ประชุมสภา จะถือว่าไม่ให้เกียรติกันหรือไม่ จากความเอ็นดูกลายเป็นการกด (ขี่) กัน ไม่ให้เกียรติกัน เรื่องแบบนี้ไม่มีใครกล้าเตือนคุณชวนเพราะแบบไทยๆ เด็กย่อมไม่เตือนผู้ใหญ่

เป็นเรื่องที่นางสาวพรรณิการ์ก็ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เธอถูกเบรกกลางสภาว่าสังคมไทยถือว่า “มารยาท” เป็นเรื่องใหญ่

อันที่จริงสังคมไทยก็เป็นสังคมที่เหมือนจะมีแบบแผน แต่ในทางตรงกันข้ามก็ผ่อนคลาย ขี้เล่น เราจะไม่เคยเห็นประเทศไหนที่ “ชื่อเล่น” ของคนได้กลายเป็นชื่อทางการมากยิ่งกว่าชื่อจริง “ชมพู่” กลายเป็นชื่อจริงเช่นเดียวกับ “อั้ม” และ “ญาญ่า”

จนเกือบจะลืมไปแล้วว่าจริงๆ เธอชื่อ อารยา พัชราภา และอุรัสยา

 

ในวงการเมืองมีผู้หญิงสองคนที่เป็นนักการเมืองแถวหน้า คนแรกคือคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ คนที่สองคือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คนที่สามที่กำลังก้าวเข้ามาคือพรรณิการ์ วานิช ลึกๆ เธออาจหวังเป็นนักการเมืองสตรีแถวหน้าคนที่สาม แต่ตอนนี้กำลังถูกมรสุมกระหน่ำยากที่จะแก้เกม

ยังไม่ทันที่จะเริ่มก้าวเดินและค่อยๆ เติบโต เธอก็ถูกรุมกระหน่ำเสียแล้ว

ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยตั้งความหวังกับเธอไว้มาก ด้วยท่าทีที่คล่องแคล่ว บุคลิกที่ดีและการสื่อสารที่มีภูมิปัญญา

แต่ตอนนี้เธอกลายเป็นเป้าที่โดดเด่นของการโค่นทำลาย

ที่ว่าเป็นเป้าที่โดดเด่นเพราะ ส.ส.หญิงในพรรคเดียวกัน เช่น นางสาวศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่จะไม่โดนโจมตี ถึงแม้ว่านางสาวศรีนวล ส.ส.เชียงใหม่อาจไม่แม่นกฎลุกขึ้นอภิปรายก่อนประธานเรียกแบบเดียวกับเธอ แต่พรรณิการ์กลับโดนโจมตี และหากเธอไม่ได้อยู่พรรคนี้ เธอก็จะไม่โดนโจมตีอีกเช่นกัน

คงเป็นเพราะพรรณิการ์อยู่ในระดับแม่ทัพของพรรค

ถ้าคุณเป็น ส.ส.หญิงดาวรุ่งเช่นนางสาวพรรณิการ์คุณจะทำอย่างไร ย้อนกลับไปที่ย่อหน้าแรกอีกที สังคมไทยให้อภัยง่าย ขอโทษ แล้วทำตัวเงียบๆ อดทน จนกว่าบรรยากาศจะดีขึ้น ทำงานเบื้องหลังไปก่อน อาจจะต้องพิจารณาทำดราม่าแบบที่สังคมไทยรับกันได้คือโพสต์ภาพยกมือขึ้นไหว้และขอโทษ ซึ่งก็อาจจะเสี่ยงกับการโดนวิจารณ์ต่อว่าไม่จริงใจก็เป็นได้

เรื่องนี้จะจบได้ไหมนะ

 

ถ้าหากเราวิเคราะห์สังคมไทย ย้อนกลับไปช่วงที่แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช ถูกโจมตีเรื่องโกหกว่าไม่ได้ท้อง จนเธอโดนแบนไม่สามารถกลับมาทำงานในวงการบันเทิงได้อีก เป็นไปได้ไหมว่าหากย้อนเวลาไปได้เธอออกมายอมรับและขอโทษที่ไม่ได้บอกแฟนๆ ว่ากำลังตั้งท้อง เธอจะได้รับการตอบรับที่ต่างกัน สังคมจะให้อภัยเธอ และต่อมาข่าวอาจจะออกมาในเชิง “ใครคือพระเอกในชีวิตจริงของคัทลียา” ก็เป็นได้

สังคมไทยกลัวคนจริง เห็นได้จากช่วงที่มีข่าวนางสาวณัฏฐา มหัทธนา (โบว์) กับนายวัฒนา เมืองสุข มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แทนที่นางสาวณัฏฐาจะปฏิเสธ เธอกลับกล้าตอบว่าเป็นความจริงแบบไม่อ้ำอึ้ง จากนั้นมาข่าวอื้อฉาวของโบว์ก็เงียบหายไป ไม่มีใครสนใจอีกเลย

สิ่งที่น่าสนใจคือการเมืองที่พลิกผันไปเพราะนักการเมืองไม่รักษาสัญญา นี่คือสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนในระดับนักการเมืองซึ่งตามประเพณีดั้งเดิมแล้วมีอิทธิพลมาก สังคมไทยจำต้องยอมรับในอิทธิพลนี้ที่เป็นมายาวนาน คนไทยต้องทนแม้ว่าจะขมขื่นที่ต้องถูกหักหลัง เพราะนักการเมืองต่อสายตรงกับผู้มีอำนาจ

อำนาจมีที่มาจากการส่งเสริมกันในสังคม บางครั้งก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังส่งเสริมอำนาจกันอยู่ เช่น การที่สื่อชอบเรียกผู้อยู่ในตำแหน่งการงานสูงว่า “บิ๊ก” เช่น “บิ๊กป้อม” “บิ๊กโจ๊ก” สื่อไทยนั้นก็ดราม่าเพราะรู้ว่าผู้อ่านชอบ กลายเป็นความเคยชิน เมื่อเทียบกับการเรียกชื่อและใส่ตำแหน่งอย่างเป็นทางการดูจะห่างเหินและจืดชืด

มีเพียงบางสื่อเท่านั้นที่ยังคงมาตรฐานไม่ใส่สีใส่ไข่

 

วันนี้สังคมไทยกำลังเปลี่ยนอย่างเชื่องช้า มีปรากฏการณ์ผู้สูงอายุอย่างอาจารย์โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ เข้ามาโพสต์คอมเมนต์ตอบโต้หมอพรทิพย์ว่าเธอย้อมผมสีม่วงเข้าสภา เพราะเธอมาคอมเมนต์ว่าพรรณิการ์แต่งตัวไม่เหมาะสมเข้าสภา

อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งคือการที่วชิระ บัวสนธ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชนประกาศไม่รับต้นฉบับกวีและนักเขียนที่เลือกยืนข้างเผด็จการ นี่คือการสร้างอำนาจใหม่เข้ามาคานอำนาจของผู้มีอำนาจรุ่นอนุรักษนิยม

คนรุ่นใหม่คงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไปสักพัก สักวันสังคมจะต้องเปลี่ยน สักวันฝ่ายที่ต้องปรับตัวอาจจะเป็นฝ่ายที่ถืออำนาจอยู่เวลานี้ ไม่มีใครต้านความเปลี่ยนแปลงได้เพราะนี่คือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ขณะเดียวกันสิ่งใดที่มาก่อนกาลเวลาถ้าไม่ประคับประคองให้ดีอาจสูญพันธุ์ไปก่อน เหมือนต้นไม้ที่อยู่ผิดผืนดิน ผิดอากาศ ไม่มีโอกาสได้เติบโต

สังคมไทยปัจจุบันเป็นสังคมที่อิงอยู่กับผู้มีบารมีที่มีทั้งเงินและอำนาจ ซึ่งสิ่งนี้ก็ไม่จีรังเช่นกัน คนที่มีสัญชาตญาณเอาตัวรอดก็จะเกาะกระแสไป

สำหรับคนที่ต้องการนำความเปลี่ยนแปลงก็ต้องอดทน

บทความก่อนหน้านี้การศึกษา / จับตา…เกณฑ์รับนักเรียนปี 2563 จากสอบ 100% สู่ปมรื้อบัญชี ร.ร.ดัง
บทความถัดไปวิถีแห่งอำนาจ เอี้ยก่วย/เสถียร จันทิมาธร /คลื่นลูกใหม่ คลื่นลูกเดิม (195)