การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ นับจากนี้ต่อไป เราตั้งใจว่า…

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

เพียงบัวที่รัก

“ร้านบ้านดอกไม้”…ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะ สวยงาม และอ่อนโยนเหลือเกิน

เรานั่งอยู่ใต้ถุนบ้าน ข้างหน้าคือลำน้ำแม่โก๋น และข้ามพ้นไปคือท้องทุ่งนาที่ทุกคนที่นี่เรียกว่า ทุ่งตะวันออก มองไปตอนนี้ฉันเห็นทิวเขาสีฟ้าคราม มีก้อนเมฆขาวล่องลอย ต้นชมพู่น้ำดอกไม้ หรือที่เราเรียกว่า “มะกล้วยในคอน” แกว่งใบอ่อนๆ อยู่ในสายลม คู่เคียงต้นลำไย

มีความรู้สึกฟูฟ่องเกิดขึ้นในใจ…เราอยากจะบอกแบบนั้น มันย่อมมาจากสิ่งที่ได้รับจากเธอยังไงเล่า

เพียงบัวคนดี, ตอนนี้ เราเองก็มีความฝันอีกครั้งหนึ่งแล้ว และมันเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ทั้งๆ ที่แสงตะวันยังคงมาถึงตอนเช้าและลับลาลงในตอนค่ำ แต่เธอก็ทำให้เรากลับมานอนคิดถึงเช้าวันใหม่ได้อีกทุกๆ คืน

มันมีความหมายจังเลยล่ะ เราอยากจะบอกอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้งว่า สิ่งเหล่านี้ มีความหมายกับชีวิตเราเหลือเกิน

 

เพียงบัว

เราคิดอยู่หลายต่อหลายครั้งว่า ชีวิตมีความหมายอันใด อย่างไร ทำไม ฯลฯ เรากับเธออาจจะมีอายุใกล้เคียงกัน (เธอแก่เดือนกว่าเราสินะ เพราะเธอเกิดเดือนมีนาคม ส่วนเราเกิดธันวาคม) แต่รู้ไหมว่า เราได้ผ่านอะไรมามากมายยิ่งนัก จนบางครั้งเรารู้สึกเหมือนเป็นคนแก่ไปเสียแล้ว

เราไม่ได้มีประสบการณ์ยิ่งใหญ่อะไรหรอก เราก็ยังเป็นเราที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนที่ไหนมากไปกว่าชั้น ป.6 ที่จบมา แต่ว่าเราเชื่อว่า เราได้ผ่านโรงเรียนความเป็นมนุษย์ จากจุดที่ต่ำสุด เลวร้ายที่สุด โดยยังไม่เคยได้พบจุดสูงสุดที่มันควรจะมี (มั้ย?) แต่เธอ…กับหนังสือที่เธอส่งมาให้ หลายๆ เล่ม หลายๆ สิ่งที่เราคุยกัน หลายๆ อย่างที่เราใคร่ครวญและทบทวนกับมัน

ทำให้เราคิดจริงๆ ว่า เราพอจะรู้จักคำว่า “ชีวิต” มากขึ้นทุกที

จนถึงบัดนี้ เราคิดว่า ก็คงสมควรแก่เวลาที่จะได้ใช้ชีวิตของเราเอง โดยพยายามจะก่อร่างสร้างฝันในสิ่งที่เราต้องการมันจริงๆ ถ้าเราเป็นนก ก็ต้องการจะได้ปีกของตัวเองกลับมา ถ้าเราเป็นปลา ก็ต้องการจะได้เหงือกไว้หายใจ

สำหรับเราไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการสูญสิ้นอิสรภาพ การปราศจากอิสระที่จะทำอะไรๆ การตกอยู่ใต้อำนาจของคนอื่น สิ่งอื่น มันคือความทุกข์อย่างแท้จริง

 

เพียงบัว

เราเองก็หวังว่า สักวันหนึ่งเราจะได้บอกเล่าให้เธอฟังถึงทุกๆ เรื่องที่เกิดกับเราในชีวิตที่ผ่านมา จนถึงสิ่งที่ทำให้เรามาเป็นเราอย่างทุกวันนี้

เรามีมุมที่อ่อนแอ นี่ย่อมจะมีแต่เธอที่รู้ มีแต่เธอคนเดียวที่เรายอมเปิดเผยความในใจได้มากขนาดนี้ เธอรู้อะไรไหมว่า มีหลายค่ำคืนวันที่เรานอนลืมตาอยู่ในความมืด เฝ้าถามตัวเองว่าคนเราอยู่ไปทำไม มีหลายครั้งหลายคราวที่ต้องอมเลือดตัวเองแล้วพยายามกลืนมันเข้าไป

ไม่มีความเจ็บใดจะรวดร้าวเท่าความเจ็บในอกที่ลึกสุดใจ เมื่อตระหนักว่า เราไม่อาจจะไว้วางใจใครได้ เมื่อต้องยอมรับว่าความชั่วร้ายเลวทรามเป็นของมีจริง

เราอยากจะบอกเธอจังเลยนะว่า แล้วพอวันหนึ่ง ขณะที่ทุกอย่างรอบตัวเรายังคงดำเนินไปตามความเป็นจริง เรามีความทุกข์ยากอยู่จริงๆ เรามีความลำบากกับการประกอบอาชีพ การทำงาน และแม้แต่การดิ้นรนจะทำตามความฝัน แต่เธอ…ก็ทำให้เรามีความฝัน มีความรู้สึกบางอย่างฟื้นตื่น บางทีเราก็เรียกมันไม่ถูกหรอกว่าคืออะไร เรารู้ด้วยว่าหลายครั้งเราก็เขียนวกไปวนมา ดูเพ้อเจ้อสิ้นดี

แต่สิ่งเหล่านี้แหละที่กำลังทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

เราเคยอยากตาย เราเคยอยากหายตัวไปเสียจากโลกเน่าๆ เฮงซวยใบนี้ แต่แล้ววันหนึ่งเพราะเธอคนดี ก็ทำให้เราเหมือนคนที่ได้รับการเปิดดวงตาคู่ใหม่ เรายังแอบกลัวกับแสงสว่างปลอมๆ ทั้งหลาย และเรายังแน่ใจว่า แผลในกระจกตาของเรายังอยู่ที่นั่น มีรอยบาดลึกกว่าหนึ่งชั้น แต่นั่นล่ะ เธอ…เป็นเธอ ที่ทำให้เราค่อยๆ กล้าหาญจะมองโลกในมุมใหม่

 

เพียงบัว

เราแอบอ่านจดหมายของแม่ที่ส่งให้เธอเหมือนกัน มันก็เป็นอีกบทที่เราชอบจากหนังสือเล่มนั้น เราจับใจในวรรคสุดท้ายมากเช่นกัน ที่ว่า

…แม้มิได้เป็นสายฝนชายฉ่ำ

ขอเป็นน้ำค้างหยดลงสดใส

แม้มิได้เป็นเมืองเรืองวิไล

ขอเป็นบ้านปลูกในพนาลี…

เพียงบัวคนดี, กระท่อมในฝันของเราทั้งสองคน ที่มันจะกลายเป็น “ร้านดอกไม้” จะต้องออกมาสวยงามแน่ๆ เรามั่นใจมากขึ้นทุกทีเลยล่ะ

มันอาจจะไม่ได้หรูหราอะไร ไม้กระดานแผ่นใหญ่ก็คงไม่มี หลังคามุงกระเบื้องลอนก็ยังอยู่แสนไกลในความหวัง แต่เพียงมุงด้วยใบตองตึง มีฟากเป็นพื้น มีแผงสานไม้ไผ่เป็นฝา เราก็เชื่อว่ามันจะต้องอยู่สบาย

เราวาดรูปส่งมาให้เธอดูด้วยนะ เราเคยเขียนแปลนแบบนี้เอาไว้นานมากๆ แล้ว มันอาจจะตลกดีที่เราก็ยังมีภาพนี้อยู่ในใจ เราจะบรรยายประกอบนะ

(ภาพวาด)

บ้านดอกไม้ของเรา จะหันหน้าไปทางทิศใต้ เพื่อเอาบันไดขึ้นไว้ทางนั้น แต่มันจะมีห้องโถงเล็กๆ ที่มีหน้าต่างและระเบียงหันไปทางทิศตะวันออก ตรงบริเวณที่เราจะปลูกบ้านด้วยกัน เราจะหาต้นไม้ใหญ่มาลงไว้อีกสักต้น ใจจริงเราอยากได้ต้นมะปรางอย่างเก่า เหมือนสมัยเรายังอยู่กับยาย แต่มะปรางก็โตช้ามากๆ…แต่ก็ไม่แน่หรอกนะ ถ้าเราค่อยๆ รอมันไป อีก 20-30 ปี มันก็อาจจะเติบโตได้ร่มเงา กลายเป็นไม้ใหญ่ ให้เราได้ชื่นใจกับมัน งั้นไว้เราจะลองหามาปลูกดูนะ

เราคิดว่า อยากจะทำรั้วไม้ไผ่ไว้สักหน่อยด้วยที่หน้าบ้าน ทำประตูง่ายๆ เพื่อให้บริเวณบ้านของเราดูแลง่าย เธอว่าดีไหม เราจะปลูกพวกดอกไม้หอมๆ เลื้อยไว้บนรั้วให้มาก ดอกอะไรดีหนอ พวงชมพูรูปหัวใจ หรือจะเป็นดอกอัญชัน อย่างที่แม่ปลูกไว้บ้านนี้ หรือจะเอาพวงแสด หรือจะเอาบานบุรี

แต่ที่แน่ๆ เราอยากปลูกต้นดอกกณิการ์ และดอกบานเย็น กับดอกตะหล้อมหรือที่คำไทเรียกว่า ดอกบานไม่รู้โรย และดอกเก็ดถะหวา ตรงทางขึ้นบ้าน ใกล้กับที่วางโอ่งใส่น้ำล้างเท้า เราจะปลูกมะลิสักสองสามกอ เวลาแขกไปใครมา รอจะขึ้นบันได จะได้กลิ่นหอมต้อนรับก่อน…ดีไหม

 

เพียงบัว

ที่บ้านดอกไม้ของเรา จะมีห้องโถงหนึ่งห้อง เราทำหน้าต่างไว้สักสองบานนะ บานหนึ่งจะเปิดหันไปทางทิศตะวันออก เราจะได้มองเห็นตะวันขึ้นทุกเช้า ส่วนอีกบานหันเปิดรับลมทางทิศเหนือ เมื่อกระแสลมผ่านมาทางทิศใต้ จะได้ทะลุผ่านไป ให้ความร่มรื่นภายในบ้านของเรา

แล้วเราจะทำทางเดินเล็กๆ ไปหาห้องนอนที่อยู่เคียงข้าง เรานอนด้วยกันสองคน แค่วางสะลีสองผืนก็พอ เอาตะเกียงไว้ปลายเท้า และทำที่ว่างไว้ข้างที่นอนสักหน่อยเผื่อนอนอ่านหนังสือก่อนนอน เราจะซื้อมุ้งใหม่ๆ มาใช้กัน มันอาจจะแพง แต่เราจะเก็บค่าแรงเอาไว้เพื่อสิ่งนี้ เพราะเธอเองจะได้นอนให้สบายที่สุดนะคนดี

ในตอนเริ่มต้น คิดว่าเรามีผ้าห่มกันสักคนละผืน หมอนคนละใบ ก็คงจะเพียงพอ เอาไว้ถ้าถึงหน้าหนาวเราค่อยไปหาซื้อผ้านวมมาเพิ่ม เพราะถึงตอนนั้นเราก็น่าจะขายผลผลิตในสวนได้บ้างแล้ว ข้าวของภายในห้องนอนที่จะต้องใช้จริงๆ ก็มีเท่านี้ เราคิดว่าคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงจนเกินไป

ถัดจากห้องโถงกับห้องนอนไป เราจะทะลุไปหาครัวไฟกับชานชะล้างที่ทิศตะวันตก เราจะยกพื้นเรือนกันไม่สูงมาก ข้างหลังจึงน่าจะมีบันไดลงอีกสักสองสามขั้น เวลาหาบน้ำมาไว้ใช้จะได้ขึ้นทางนั้น แต่เราทำประตูเล็กๆ กั้นเอาไว้ด้วย ไม่ให้ไก่มาแอบขึ้นเรือน (เราจะให้พ่อทำให้)

ที่เตาไฟ เราก็ใช้เตาอั้งโล่กันสัก 1 เตา แล้วมีหม้อนึ่งข้าว ไหนึ่งข้าว หม้อขาง (กระทะ) กับหม้อแกง อย่างละ 1 ใบก็เพียงพอ ทัพพีนั้นเราใช้อันเดียวก็ได้ ถ้วยจานชามถ้าเราอยู่กันสองคน วันหนึ่งๆ คงจะทำอาหารไม่เกิน 3 อย่าง ดังนั้น เราซื้อมาไว้สัก 6 ใบก็พอ เพราะถ้ามีเพื่อนมาก็จะมีพอต้อนรับได้ ในห้องนี้ ถ้าเรามีพวกของอื่นๆ เช่น หอม กระเทียม พริกแห้ง เครื่องเทศที่ใช้ทำกับข้าวทั้งหลาย ก็เอาใส่ตะกร้าไม้ไผ่สานก็ได้ เราคิดว่าในส่วนนี้ ถ้าเรามีเงินสัก 300-500 บาท ก็น่าจะมีของครบถ้วนตามที่ต้องการ

ขอย้อนกลับไปที่ห้องโถง เราอยากมีแจกันดอกไม้ไว้สักหน่อย แต่ก็ไม่ยากหรอก เราจะใช้กระบอกไม้ไผ่ทำเอา มันก็สวยได้ถึงไม่ใช่แจกันเซรามิกดินเผา แล้วเรามีโต๊ะเล็กๆ กันสักตัว เพื่อวางแจกันดอกไม้กับหนังสือที่จะเอาไว้อ่านยามพักผ่อน เราเชื่อว่ามันจะต้องสวยงามแน่ๆ

เพียงบัวคนดี ที่บ้านดอกไม้ของเรานี้ พอถึงเวลาที่เรามีของมาวางขาย เราก็จะเรียกมันว่า “ร้านดอกไม้” โดยที่ทั้งบ้านและร้านของเราก็คือสิ่งเดียวกัน เพราะมันคือที่ที่เป็นของเรา ที่เราจะอยู่ด้วยกัน ทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นในที่ตรงนี้ หลอมรวมมันด้วยกัน ดั่งเช่นชีวิตเราสอง

 

เพียงบัว

เราอ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เธอส่งมา “จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ” ของ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า มีอะไรหลายอย่างเหมือนเชื่อมต่อกันเลยกับเรื่อง “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ของฟูกูโอกะ และมีอะไรบางอย่าง ทำให้เราคิดว่า การที่จะทำร้านบ้านดอกไม้นี้ ต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับเราสองคน

ชีวิตมีถนนให้เลือกเดินหลายสาย แต่ถนนบางสายเราไม่อาจจะก้าวย่างเข้าไปเหยียบได้ ขณะที่ถนนบางสาย บางครั้งเราก็ถูกลากถูลู่ถูกังเข้าไป แต่เมื่อวันหนึ่งมาถึง วันที่เราจะได้ทำเส้นทางสายใหม่ ด้วยการเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวเราเอง เราอยากจะเรียกมันว่า ชีวิตที่ (จะต้อง) ดี

มันจะต้องดีแน่ๆ เลยนะเพียงบัว เรามั่นใจอย่างไรก็บอกไม่ถูก อ้อ! ฟูกูโอกะบอกว่า การได้ทำงานน้อยๆ เพื่อมีเวลาเขียนบทกวี นั่งจิบน้ำชารอบกองไฟ มีอาหารรสชาติวิเศษกิน (มันจะวิเศษเพราะเราเป็นคนปลูกผักเอง) มันคือชีวิตที่ดี แต่ในหนังสือของฟริตจ๊อฟ คาปร้า ก็มีตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า

“ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่อยู่ตามลำพัง ทุกชีวิตมีความเกี่ยวเนื่องและพึ่งพิงชีวิตอื่นๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”1

และ

“มนุษย์เป็นตัวตนที่ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อม แต่ให้ตระหนักว่า เราไม่อาจแยกตัวออกจากจักรวาลที่เราล้วนเป็นส่วนหนึ่ง”

เรากำลังคิดว่า…ตอนนี้เรามีความคิดใหม่…เราจะตั้งหลักเพื่อทำให้ชีวิตของเราสองคนมีความสุขมากขึ้น เพื่อเราจะได้มีความสุขด้วยกัน แต่ถึงวันหนึ่ง บ้านร้านดอกไม้ของเราจะเป็นอีกจุดสำหรับเชื่อมต่อกับเพื่อนๆ ผู้คนที่จิตใจดี ที่มีความน่ารัก เมตตากรุณา ที่มีความปรารถนาดีต่อกันอย่างจริงใจ เหมือนเพื่อนๆ ของเธอที่เล่าให้เราฟัง (และเราก็อยากรู้จักทุกคนมาก) เราอยากจะรักษาผู้คนแบบนี้เอาไว้ และถ้าเป็นไปได้ เราก็อยากให้คนเลวๆ ทั้งหลายได้เรียนรู้สิ่งที่ดีกว่าในกระแสสำนึก

อย่างน้อยๆ ขอให้คนเราหยุดการทำร้ายกัน หยุดการเหยียบย่ำทำลาย หยุดการเอารัดเอาเปรียบ…โอ เพียงบัว มันช่างดูเพ้อฝัน เราเองก็รู้ล่ะ แต่ว่าเราเจอคำคำหนึ่งในหนังสือเล่มล่าสุดที่อ่านนี้ คือคำว่า “เจตจำนง” เราคิดว่าเราเข้าใจมัน จากนี้เป็นต้นไป เพื่อให้เราสองคนได้อยู่ร่วมกันไปตราบนาน เราจะต้องทำให้บ้านเป็นมากกว่าบ้าน และทำให้การดำเนินชีวิตของเราอยู่ในแนวทางของ “เจตจำนง” ตลอดไป

เจตจำนงของเรา ณ เวลานี้คืออะไรนะหรือ ก็คือชีวิตที่ดีของทุกๆ คน เพื่อการหลุดพ้นจากวังวนเดิมๆ ที่ทุกคนต้องตะเกียกตะกายเหยียบหัวกัน เพียงเพื่อจะแย่งกันสูดอากาศหายใจ มันต้องมีอากาศเพียงพอให้พวกเราทุกคนโดยไม่ต้องกดคอคนอื่นเอาไว้…มันฟังเข้าใจยากไปไหม แต่เราเชื่อว่าเธอจะเข้าใจ เพราะเธอฉลาดมีความรู้กว่าเราอีกมากมายนัก

คนดี เพียงบัวคนดี เมื่อชีวิตของเราไม่ใช่เพียงของเรา เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งอื่นๆ แต่โดยยังรักษาความเป็นตัวตนอิสระของตัวเองไว้ได้ เราสังหรณ์ใจลึกๆ ว่า นั่นจะต้องเป็นชีวิตที่แท้จริง ที่จะตอบคำถามว่าพวกเราเกิดมาทำไม

หากเธอเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ ในข้อความที่เราเขียนมาในจดหมายฉบับนี้ ขอให้เธอได้โปรดบอกกับเราตามความจริงด้วยเถอะนะ เรายินดีจะรับฟังเสมอ เพราะนับจากนี้ต่อไป เราตั้งใจว่าจะให้เธอเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา…เราขอตั้งเจตจำนงเหล่านี้เอาไว้…

——————————————————————————————————————–
(1) จากหนังสือ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า เขียน หลายคนแปล

บทความก่อนหน้านี้ชาคริต แก้วทันคำ : ปัจจัยเสี่ยงและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง กับ “การฆ่าตัวตายของพลวัต”
บทความถัดไปคลังผุดงบลับ 5 หมื่นล้าน ให้อำนาจครม.อนุมัติ คาดรัฐบาลใหม่จ่อใช้จ่าย