สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา : พระธรรมทูตชุดแรก

เสฐียรพงษ์ วรรณปก

เสฐียรพงษ์ วรรณปก : สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา (28) พระธรรมทูตชุดแรก

พระธรรมทูตชุดแรก ที่พระพุทธเจ้าทรงส่งไปประกาศพระพุทธศาสนา มีจำนวน 60 รูป

เหตุการณ์เกิดขึ้นไม่ช้าไม่นานหลังจากตรัสรู้

รายละเอียดมีดังนี้

 

เมื่อตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ผู้ปรนนิบัติพระองค์ตอนบำเพ็ญทุกรกิริยา พอพระองค์ทรงเลิกอดพระกระยาหาร ก็ผิดหวังพากันหลีกไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ดังที่ผู้เรียนพุทธประวัติทราบกันโดยทั่วไป

พระองค์ทรงแสดง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันมีเนื้อหาว่าด้วยทางที่บรรลุบรรพชิตไม่ควรดำเนิน 2 ทาง คือการทรมานตนให้ลำบาก และการหมกมุ่นในกามารมณ์ เพราะมิใช่ทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ ทรงแสดงอริยมรรคมีองค์แปด หรือ “มัชฌิมาปฏิปทา” (ทางสายกลาง) อันนำไปสู่การพ้นทุกข์ และแนวทางปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ โดยพิสดาร

จบพระธรรมเทศนา โกณฑัญญะ หัวหน้าปัญจวัคคีย์ เกิด “ดวงตาเห็นธรรม” คือเข้าใจว่า สิ่งใดก็ตามที่มีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับเป็นธรรมดา

พระพุทธองค์ทรงเปล่งพระอุทานว่า “โกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ” คำว่า “รู้แล้วหนอ” บาลีว่า อญฺญาสิ เมื่อโกณฑัญญะขอบวชเป็นภิกษุรูปแรกที่ประทานให้โดยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

คำว่า อัญญา ในคำว่า “อญฺญาสิ” ได้กลายมาเป็นคำต้นชื่อของท่านโกณฑัญญะ ท่านโกณฑัญญะจึงมีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ แต่บัดนั้นมา

 

พระพุทธองค์ประทับพรรษาแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในระหว่างนั้น ยสกุลบุตร บุตรเศรษฐีเมืองพาราณสี ที่ได้รับการปรนเปรอด้วยความสนุกสบายสารพัดอย่าง เกิดความเบื่อหน่ายในเพศฆราวาสจึงหนีออกจากบ้านกลางดึกเดินมุ่งหน้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันพลางอุทานด้วยความสลดใจ “ที่นี่วุ่นวายหนอที่นี่ขัดข้องหนอ”

พระพุทธเจ้าเสด็จจงกรมอยู่ ตอนจวนใกล้รุ่ง ทรงสดับเสียงของยสกุลบุตร จึงตรัสตอบว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มานี่สิ เราตถาคตจะแสดงธรรมให้ฟัง”

ฝ่ายบิดามารดายสุกบุตร เมื่อบุตรหายไปก็สั่งให้ตามหา ผู้เป็นบิดายังมาป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พบพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงใช้อิทธฤิทธิ์มิให้พ่อลูกพบกัน ทรงแสดงธรรมแก่เศรษฐี จบพระธรรมเทศนา เศรษฐีได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วปฏิญาณตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต

พระยสะนั่งฟังธรรมอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ได้บรรลุพระอรหัต เมื่อพระพุทธองค์ทรงคลายฤทธิ์แล้วพ่อลูกได้มองเห็นกัน บิดาพระยสะขอให้บุตรชายกลับไปครองเรือนตามเดิม กล่าวว่า “ตั้งแต่เจ้าหายไป แม่เจ้าร้องไห้ คร่ำครวญเป็นทุกข์มากเจ้าจงให้ชีวิตแก่แม่เจ้าเถิด”

พระพุทธองค์ตรัสว่า บัดนี้ยสะไม่สมควรอยู่ครองฆราวาสต่อไปแล้ว ซึ่งเศรษฐีก็เข้าใจ จึงอาราธนาพระพุทธองค์ไปเสวยภัตตาหาร ณ คฤหาสน์ของตน เมื่อบิดากลับไปแล้ว ยสกุลบุตรจึงทูลขอบวช พระพุทธองค์ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้

รุ่งเช้ามา พระพุทธองค์เสด็จไปเสวยพระกระยาหารที่คฤหาสน์เศรษฐี มีพระยสะโดยเสด็จ มารดาและอดีตภรรยาของพระยสะได้สดับพระธรรมเทศนา ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ปฏิญาณตนนับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

 

เมื่อยสกุลบุตรออกบวช สหายสนิท 4 คน คือ วิมละ สุพาหุ ปุณณชิ และควัมปติ ตามมาบวชด้วย ไม่นานสหายของยสะที่อยู่ตามชนบทต่างๆ อีกจำนวน 50 ก็มาบวชด้วยเช่นกัน รวมทั้งหมด 54 คน เมื่อบวชแล้วก็ได้บรรลุพระอรหัตโดยทั่วกัน

เป็นอันว่าชั่วระยะเวลาไม่นาน มีพระอรหันต์สาวกจำนวน 60 รูป

60 รูปมาจากไหน ปัจจวัคคีย์ 5 + พระยสะและสหายพระยสะ 55 = 60 พอดิบพอดี

เมื่อทรงเห็นว่ามีจำนวนพระอรหันตสาวกมากพอสมควรแล้วพระพุทธองค์จึงตรัสเรียกประชุมประทานพุทธโอวาทใจความว่า (ตรงนี้ขอยกบาลีมาให้อ่านเต็มๆ หน่อยครับ)

“มุตฺตาหํ ภิกฺขเว สพฺพปาเสหิ เย ทิพฺพา เย จ มานุสา ตุมฺเหปิ ภิกฺขเว มุตฺตา สพฺพปาเสหิ เย ทิพฺพา เย จ มานุสา จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ มา เอ เกน เทฺว อคมิตฺถ เทเสถ ภิกฺขเว ธมฺมํ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลยาณํ สาตฺถํ สพฺยญชนํ เกวล ปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถ

ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งของทิพย์และของมนุษย์ พวกเธอก็พ้นแล้วเช่นกัน ภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์แก่คนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่คนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พวกเธออย่าไปทางเดียวกันสองคน จงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ (การดำเนินชีวิตประเสริฐ) ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ทั้งอรรถะ (ความ) และพยัญชนะ (คำ)”

เสร็จแล้วก็ทรงส่งให้แยกย้ายกันไปเผยแผ่แนวทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐแก่ชาวโลก นับว่าเป็นคณะธรรมทูตชุดแรกในประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนาด้วยประการฉะนี้แล

บทความก่อนหน้านี้เขาทำกันแบบนี้! ตีแผ่ปฏิกิริยาคนออสเตรเลีย กับ “สงครามถุงพลาสติก”
บทความถัดไปอะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ : Bangkok Biennial เทศกาลศิลปะใต้ดิน ที่ท้าทายการรวมศูนย์อำนาจ ในวงการศิลปะไทย